บันทึกหน้า 4

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ 1 ประเทศ 2 นายกฯ ยังคงถูกพูดถึงเรื่อยๆ หลังทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริงและผู้จัดการรัฐบาลที่อยู่หลังฉากการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยมาตลอด กลับมาปักหลักที่บ้านพักจันทร์ส่องหล้า และมีบุคคลระดับวีไอพี ทั้งฮุน เซน และเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เข้าพบแบบเปิดเผย อันยิ่งเป็นการสร้างบารมีการเมืองให้ทักษิณและจันทร์ส่องหล้าไปในตัวว่า จันทร์ส่องหล้าเวลานี้คือ ศูนย์รวมอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลเพื่อไทยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม คำกล่าว 1 ประเทศ 2 นายกฯ ทำให้คนในรัฐบาลเพื่อไทยก็ออกอาการอึดอัดพอสมควร เห็นได้จาก อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถึงกับแสดงท่าทีอึดอัด ถอนหายใจยาว หลังถูกสื่อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ ..

ซึ่งในความเป็นจริงทางการเมือง การที่จะทำให้คนหยุดพูดเรื่องนี้ ก็อยู่ที่บริบทและองค์ประกอบหลายอย่าง ตลอดจนความจริงที่อยู่หลังฉากทางการเมือง ที่ใครต่อใครก็เห็นว่า ที่เศรษฐาได้เป็นนายกฯ ทุกวันนี้ทั้งที่เปิดตัวเข้าเล่นการเมืองไม่กี่เดือน หากไม่ใช่เพราะทักษิณสั่งการไฟเขียวแล้ว มีหรือเศรษฐา จะได้เป็นนายกฯ แบบรวดเร็วติดจรวดเช่นนี้ ไม่นับรวมกับกระแสข่าวกอสซิบต่างๆ ดังนั้นเสียงวิจารณ์เรื่องเศรษฐาเป็นนายกฯ หุ่นเชิด หรือ 1 ประเทศ 2 นายกฯ ก็เป็นเรื่องที่เศรษฐาและคนในพรรคเพื่อไทยก็ต้องเข้าใจ และสิ่งที่จะพิสูจน์ได้ดีที่สุดว่าเศรษฐมีฝีมือในการทำงานก็อยู่ที่ตัวเศรษฐาเองแล้วว่าต้องแสดงความเป็นผู้นำประเทศ ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง และสร้างผลงานการยอมรับได้จากประชาชนได้ด้วยฝีมือ-ความคิดของตัวเองล้วนๆ ไม่ใช่เพราะรับคำสั่งจากทักษิณและจันทร์ส่องหล้า....

และจากเสียงเหน็บแนม เสียดสีทางการเมืองดังกล่าว เชื่อว่าคงทำให้ เสี่ยนิด-เศรษฐา อดีตซีอีโอบริษัทแสนสิริ ที่เคยแต่สั่งการสั่งงานคนอื่น ไม่เคยถูกใครวิจารณ์การทำงานอะไร คงรู้สึกคับข้องใจ แต่ด้วยบทบาทตอนนี้ที่เป็นผู้นำประเทศ ไม่ใช่ซีอีโอบริษัทอสังหาริมทรัพย์แบบเดิมอีกแล้ว ทำให้ความไม่พอใจดังกล่าวก็ต้องถูกเก็บไว้แสดงออกมากไม่ได้ เลยได้แต่พยายามจะขอโอกาสทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะ การปรับ ครม. หากจะเกิดขึ้นตนเองคือผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่ทักษิณ อย่างที่ร่ำลือกัน

.....จนออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า "วาทกรรม นายกฯ 1 2 3 4 มันไม่เกี่ยวหรอกครับ คุยเรื่องความดีดีกว่า ทุกๆ นายกฯ อยากให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายเดียวกันก็ตามที ตอนนี้เป็นหน้าที่ผมในฐานะผู้บริหารสูงสุด นายกฯ ต้องมีการกลั่นกรองข้อมูล ตรงไหนทำได้ก็ทำ นายทักษิณไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ครม. ผมก็ยืนยันตลอดเวลา พวกคุณก็ถามทุกวัน ถามทุกหนที่มีการถาม ผมบอกไปแล้ว คำตอบคือคำตอบเดิม จะพูดทำไมว่าปรับ ครม. ซึ่ง ครม.ก็พยายามทำงานอยู่ แต่เมื่อพูดไป บางคนก็อาจจะนอยด์ บางคนก็อาจจะไม่สบายใจ ผมเชื่อว่าวันนี้เราต้องเดินหน้าทำงานกันดีกว่า เมื่อถึงเวลาต้องปรับ พวกท่านก็ทราบกันเองว่าต้องปรับและตนก็เป็นคนทูลเกล้าฯ ถวายเอง” เป็นคำตอบที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกบางอย่างว่า เศรษฐาคงอึดอัดใจพอสมควรกับการถูกมองว่าไม่ใช่นายกฯ ตัวจริงของประเทศไทย!

ด้านความเคลื่อนไหวขององค์กรอิสระอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่าตอนนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะกำลังจะมีผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ที่จะมาแทน ประจักษ์ บุญยัง ที่อยู่มาหกปีเต็มและจะพ้นจากตำแหน่งสัปดาห์นี้ โดยคนที่จะมาแทนก็คือ มณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าฯ สตง. ที่ได้รับเลือกจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และตอนนี้ส่งชื่อไปให้วุฒิสภา รอโหวตเห็นชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม ก่อนพ้นจากตำแหน่ง “ประจักษ์”เปิดเผยถึงหนึ่งในผลงานของตัวเองก็คือ การผลักดันให้มีการจัดตั้ง-เปิดสำนักขึ้นใหม่ใน สตง. นั่นก็คือ สำนักตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งกระบวนการจัดตั้งเรียบร้อย มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จะให้มีผล 1 เมษายน 2567 โดยย้ำว่า เมื่อมีการเปิดสำนักงานแล้ว ต่อจากนี้ไปโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ เช่นรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา สตง.ยังไม่มีคนเข้าไปจับโดยตรงว่าโครงการเป็นอย่างไร หรืออย่างโครงการนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ที่หากรัฐบาลเริ่มดำเนินการและใช้งบประมาณหลายแสนล้านบาทในการทำนโยบาย ก็ถือว่าเข้าข่ายเช่นกัน...ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวขององค์กรอิสระในการที่จะเข้ามาตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่หากทำได้ดี ก็จะได้ช่วยกันสอดส่อง ไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นได้.

 

หินกลิ้ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569

บันทึกหน้า 4

ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง

บันทึกหน้า 4

เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง

บันทึกหน้า 4

บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

บันทึกหน้า 4

นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน