การเมืองวงศ์ตระกูล และเครือข่ายในกัมพูชา

เป็นอันครบสูตร...ตระกูล “ฮุน” ของกัมพูชา ที่ได้ยึดครองตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งในรัฐบาล, สภา และกองทัพเรียบร้อย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กัมพูชาจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ถือเป็นการเปิดเวทีให้อดีตนายกฯ ฮุน เซน  กลับมาสู่การเมืองอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปีที่แล้ว

หกเดือนก่อน หลังกุมบังเหียนรัฐบาลมาอย่างเหนียวแน่นและเข้มข้นเกือบ 40 ปี ฮุน เซน ก็ส่งไม้ต่อแก่ฮุน มาเนต ลูกชายคนโต

หลังการเลือกตั้งทั่วไประดับชาติเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว        

เป็นการหย่อนบัตรที่ไร้การแข่งขันใดๆ

แต่ฮุน เซน ก็ส่งสัญญาณชัดเจนมาตลอดว่ายังไม่ได้ทิ้งบทบาททางการเมืองไปแต่อย่างใด

ยังไงๆ ก็ยังต้องมีตำแหน่งเป็นทางการไว้ให้

จะให้เล่นการเมืองแบบอยู่เบื้องหลังนั้นไม่ใช่วิสัยของเขาผู้นี้

ฮุน เซน เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนก้าวลงจากตำแหน่งนายกฯ ว่า ก้าวต่อไปคือตำแหน่งประธานวุฒิสภา

อันเป็นตำแหน่งที่สวมบทบาทประมุขแห่งรัฐเมื่อกษัตริย์เสด็จไปต่างประเทศ

พรรคการเมือง 4 พรรค รวมถึงพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party หรือ  CPP) ของรัฐบาลฮุน เซน, พรรคฟุนซินเปก และพรรคฝ่ายค้านเล็กๆ 2 พรรค เข้าร่วมแข่งขันในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย

กติกาของกัมพูชากำหนดว่า จากวุฒิสภาที่มี 62 ที่นั่งนั้น 58 ที่นั่งจะเป็นการโหวตโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  125 คน และผู้บริหารท้องถิ่นมากกว่า 11,000 คน

พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี จะทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 2 คน ในขณะที่รัฐสภาจะแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาอีก 2 คน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่คือสมาชิกของพรรค CPP  ซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งล่าสุด

จึงไม่เคยมีข้อสงสัยใดๆ ว่าฮุน เซน จะไม่ได้ตำแหน่งประธานวุฒิสภาดังที่แจ้งให้ประชาชนได้ทราบก่อนหน้านี้

การนั่งเป็นประธานวุฒิสภาคือการคงอำนาจเด็ดขาดไว้ในมือ

หนึ่ง-สามารถปกปักรักษาลูกชายในตำแหน่งนายกฯ ได้อย่างมั่นใจ และยังสามารถกำหนดทิศทางการเมืองในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ คาดว่าจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการประเมินผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เกือบจะไม่มีใครสงสัยเลยว่าผลจะออกมาอย่างไร

ไม่มีอะไรในกัมพูชาที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ได้มากมายนัก

ทุกอย่างเป็นไปตามก้าวย่างที่วางเอาไว้แล้วในการส่งต่ออำนาจทางการเมือง

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว (วันที่ฮุน เซน บินมาเยี่ยมทักษิณ ชินวัตร ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า) ก็มีการโหวตกันในสภานิติบัญญัติเพื่ออนุมัติให้ฮุน มานี ลูกชายคนเล็กของฮุน เซน เป็นรองนายกรัฐมนตรี

เท่ากับว่า ขณะนี้รัฐบาลกัมพูชามีคนในตระกูลฮุนอยู่ในตำแหน่งเบอร์ 1 และ 2 ของคณะรัฐมนตรี

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีญาติของฮุน เซน จำนวนหนึ่งที่มีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาลที่วางตัวให้เป็น “การเมืองครบวงจร” ด้วย

แถมยังมีลูกๆ หลายคนของรัฐมนตรีที่เป็นพรรคพวกกันมายาวนาน ขึ้นมารับตำแหน่งในรัฐบาลเป็นแผงพร้อมกับทายาทของฮุน เซน อีกด้วย

วันเดียวกับที่เศรษฐา ทวีสิน ได้รับการลงมติในสภาไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต วัย 47 ลูกชายคนโตของฮุน เซน ก็ได้รับเสียงท่วมท้นในสภากัมพูชาให้ขึ้นมาเป็นนายกฯ ต่อจากพ่อเช่นกัน

ฮุน มาเนต เคยศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยสหรัฐฯ ที่เวสต์พอยต์ ก่อนที่จะกลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพกัมพูชา และผู้บัญชาการทหารบก

ต่อมารัฐสภากัมพูชาก็โหวตด้วยคะแนนท่วมท้นให้ฮุน  มานี น้องชายวัย 41 ปีของเขา ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สามของฮุน เซน ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีทั้งหมด 125 คน ยกมือให้ 120 อีก 5 คนไม่ได้มาจากพรรค CPP

ฮุน มาเนต กล่าวกับฝ่ายนิติบัญญัติว่า การแต่งตั้งน้องชายของเขาสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้กัมพูชาบรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2593

นายกฯ กัมพูชายืนยันว่า การที่น้องชายถูกเลือกเป็นรองนายกฯ นั้นไม่ใช่เรื่อง “เล่นเส้นสาย”

แต่เป็นเพราะความสามารถส่วนตัว

ที่มีนามสกุลเดียวกันก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญเท่านั้น

ฮุน มาเนต บอกด้วยว่าถึงแม้ฮุน มานี จะไม่ใช่น้องชาย เขาก็จะเสนอแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ อยู่ดี

ตรรกะฟังดูแปลกๆ แต่สำหรับการเมืองกัมพูชาแล้ว ไม่มีอะไรแปลกเลยถ้าเป็นสิ่งที่ออกมาจากฮุน เซน

นอกจากตำแหน่งรองนายกฯ แล้ว ฮุน มานี จะควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงพลเรือนอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

และก็ยังนั่งเป็น สส.อยู่ในสภาพร้อมๆ กันไป

ยังมีน้องชายของนายกฯ ฮุน มาเนต อีกคนหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้

เขาชื่อฮุน มานิต น้องชายคนกลาง อายุ 42 เป็นนายพลกองทัพระดับ 3 ดาว

ทุกวันนี้เป็นหัวหน้าแผนกข่าวกรองของกระทรวงกลาโหม         

คณะรัฐมนตรีของนายกฯ ฮุน มาเนต ล้วนเป็นคนหน้าคุ้นๆ เพราะเป็นลูกๆ ของเหล่าบรรดารัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกับฮุน เซน มายาวนาน

นับไปนับมาประมาณ 3 ใน 4 ของรัฐมนตรีชุดใหม่คือลูกที่มานั่งแทนพ่อ

คล้ายกับว่าฮุน เซน ได้ตกลงกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ว่าได้เวลาที่รุ่นเก่าจะถอยไปหลังฉาก และส่งลูกๆ มาทำหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีแทน

เท่ากับเป็นการสืบอำนาจต่ออย่างราบรื่น

อำนาจก็ยังอยู่ในโครงสร้างเดิม เพียงแต่ให้รุ่นลูกขึ้นมาแทนพ่อเท่านั้น

จึงมีความเชื่อกันว่า คงจะคาดหวังให้มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้ลำบาก

เพราะกลุ่มผู้กุมอำนาจในกัมพูชายังต้องรักษาฐานอำนาจทางการเมือง และอิทธิพลด้านธุรกิจและด้านอื่นๆ  ต่อไป

จนให้แน่ใจว่า คนกลุ่มเดิมยังจะกำกับดูแลทิศทางการเมืองของประเทศ เอาไว้อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง...ไปอีกนานแสนนาน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทเรียนสีหนุวิลล์สำหรับไทย

ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของจีนกับกัมพูชามาในหลายรูปแบบ...และหนึ่งในนั้นคือการสร้างสีหนุวิลล์เป็นศูนย์กลางด้านความบันเทิง หรือที่เรียกว่า Entertainment Complex

อิหร่าน-อิสราเอล: ทุกฉากทัศน์ล้วนเสี่ยงสูง

คณะรัฐมนตรีสงครามหรือ War Cabinet ของอิสราเอลประชุมกันเคร่งเครียดมาหลายรอบ...สรุปได้เพียงว่าจะต้องตอบโต้อิหร่านแน่...แต่ไม่ระบุว่าเมื่อไหร่และด้วยยุทธการแบบใด

สิงคโปร์ผลัดใบการเมืองครั้งสำคัญ ‘หลี่’ (72) ส่งไม้ต่อ ‘หว่อง’ (52)

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสิงคโปร์ Lawrence Wong ที่จะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ต้องถือว่ามาจากครอบครัวชนชั้นทำงานจริง ๆ

“เซฟโซน” ฝั่งเมียวดีอาจจะเป็น ก้าวเล็กๆ ของกระบวนการเจรจา?

ความเคลื่อนไหวตรงข้ามชายแดนไทยฝั่งพม่ามีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และความไม่แน่นอนนี้เองที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกติดตามอย่างมีประสิทธิภาพ

ไบเดนควงคิชิดะ มาร์กอสประกาศสกัดการขยายอิทธิพลจีน!

ผมเห็นนายกฯฟูมิโอะ คิชิดะของญี่ปุ่นปราศรัยต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯเป็นภาษาอังกฤษปลายสัปดาห์ที่ผ่านมากล่าวหาจีนว่าเป็น “ภัยคุกคามต่อภูมิภาคนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” แล้วก็พอจะรู้ว่าความตึงเครียดจะต้องถูกยกระดับขึ้นมาอย่างแน่นอน

ปูติน-คิม: ยิ่งโลกยุ่ง สองสหายยิ่งแน่นแฟ้น

ยิ่งนับวันเกาหลีเหนือก็ยิ่งขยับใกล้รัสเซียมากขึ้น...หลักฐานอาวุธจากเปียงยางไปปรากฏในสมรภูมิยูเครนตอกย้ำว่า “คิม จองอึน” กับ “วลาดิมีร์ ปูติน” กำลังสานสัมพันธ์ใกล้ชิดมากขึ้นทุกวัน