ไทยในสายตาต่างชาติ: สมัยรัชกาลที่เจ็ด (ตอนที่ 13: การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในสายตาผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศส

 

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ในรายงานรายงานลงวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ของพันโท อองรี รูซ์ ผู้ช่วยทูตทหารบกและทหารเรือประจำสยาม ประจำสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยาม                 

“เกือบจะ 3 สัปดาห์แล้วหลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ แต่ก็ยังไม่สามารถระบุให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรต่อไป แต่กระนั้น ก็พอจะมองเห็นจุดสำคัญบางจุดที่ดูค่อนข้างแน่ชัด

เรื่องที่ 1 พระมหากษัตริย์ ดูเหมือนพระองค์จะไม่ประหลาดพระทัยเรื่องการปฏิวัติที่เกิดขึ้น จากข้อมูลที่ข้าพเจ้ารายงานไว้ในรายงานฉบับที่ 22/A และ 23/A ลงวันที่ 24 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1932 ที่ผ่านมา มีเพิ่มเติมดังนี้

ตั้งแต่วันที่เกิดปฏิวัติด้วยซ้ำ ที่ดูเหมือนว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงส่งโทรเลขในตอน 11 นาฬิกา จากสถานที่พักตากอากาศที่พระองค์ประทับอยู่ว่าเกิดการปฏิวัติขึ้นที่บางกอก แต่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ โทรเลขดังกล่าวน่าจะถูกส่งไปยังกรุงวอชิงตัน กรุงปารีส และกรุงลอนดอน แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ตรวจสอบได้ง่าย และหากเป็นความจริง ก็ทำให้เชื่อได้ว่าพระองค์ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็คร่าวๆ

พระองค์ทรงไม่พอพระทัยมากกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พระองค์ได้รับในการปฏิบัติในวันแรก และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงพระนคร พระองค์ก็ทรงแสดงความไม่พอพระทัยคนสนิทของพระองค์ เพราะรัฐบาลชุดใหม่สถาปนาการปกครองใหม่โดยไม่ให้พระองค์มีบทบาทอันใด ทั้งที่พระองค์มีพระราชดำริไว้ก่อนนานแล้ว ทำให้ทรงรู้สึก ‘เสียหน้า’ อันเป็นสิ่งร้ายแรงเสมอมาในภูมิภาคตะวันออกไกล ตั้งแต่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับถึงพระนคร ก็ดูเหมือนจะทรงเรียกพระเกียรติยศคืนมาได้บางส่วน พระองค์ทรงคัดค้านกระแสความคิดที่ก้าวหน้าเกินไปของรัฐบาลชุดใหม่ ทรงไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนกับการยึดทรัพย์เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ แม้จะเพียงบางส่วนก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าเป็น ‘วิธีของพวกบอลเชวิก’ ซึ่งพระองค์ย่อมจะไม่ทรงเห็นด้วย แต่พระองค์ก็น่าจะมีพระราชดำริให้นำทรัพย์ส่วนพระองค์มาเติมให้งบประมาณที่ขาดดุลอยู่ประมาณ 20 ล้านบาท

พระองค์ยังคงประทับที่วังศุโขทัยในบางกอกเช่นเดิม และไม่ทรงพระราชทานพระราชวโรกาสให้ผู้ใดเข้าเฝ้าฯเลย นอกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่และพระบรมวงศานุวงศ์แล้ว คงมีเพียงพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร อดีตอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นราชองครักษ์มา 6 เดือนแล้วเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย บรรทมไม่ค่อยหลับ จำเป็นต้องประทับอยู่บนพระแท่นเป็นเวลาหลายวัน แต่อย่างไรเสีย พระองค์ยังมีความหวังว่าจะกลับมาควบคุมรัฐบาลชุดใหม่ได้อย่างเป็นผล และพระองค์ทรงหวังจะได้เป็น ‘กษัตราธิราชที่ยิ่งใหญ่ภายใต้รัฐธรรมนูญ’

เรื่องที่ 2 พระบรมวงศานุวงศ์  กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระบรมเชษฐาในพระบาทสมเด็จพระปกเล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถูกเชิญให้ออกนอกประเทศ พระองค์เสด็จออกจากบางกอกกรุงเทพเพื่อไปยังมาเลเซียเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมด้วยครอบครัวและผู้ติดตามอีก 15 คน โดยรถไฟขบวนพิเศษ มีทหารติดตามไปคุ้มกันจนถึงชายแดนด้วย 4 นาย  ปัจจุบัน ทรงพำนักอยู่ที่เมืองปีนังในฐานะอาคันตุกะของนายข่าน โย ตก (Khan Yoo Tok) ดูเหมือนมีพระราชประสงค์จะเดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้านต่างๆเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนจะเสด็จไปประทับที่เยอรมนีอย่างถาวร  บางคนคิดว่า กรมพระนครสวรรค์วรพินิตหวังว่าในช่วง 6 เดือนนี้ พระองค์จะสามารถเก็บเงินเพื่อเดินทางไปยังยุโรปได้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร (กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน)  อดีตเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ประทับที่วังของพระองค์ ซึ่งมีทหารเฝ้าอยู่ ‘คณะกรรมการเฉพาะกิจ’ ถูกตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนมูลความผิดร้ายแรงที่พระองค์ถูกกล่าวหาเช่นเดียวกันเมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการชุดนี้มีพลโท อินทรวิชิต ซึ่งจบการศึกษาวิชาทหารจากประเทศเยอรมนีเป็นประธาน  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงย้ายบุคคลผู้นี้จากตำแหน่งในแผนกควบคุมทางทหาร พลโท อินทรวิชิตเข้าร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงแรกๆของการปฏิวัติ หลังการสอบสวนของเขาสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงบริสุทธิ์หรือจะต้องนำตัวไปฟ้องศาลก็ตาม พลโท อินทรวิชิตก็จะได้รับตำแหน่งอัครราชทูตในต่างประเทศ อาจจะไม่ได้ไปรับตำแหน่งแทนหม่อมเจ้าอมรทัต กฤดากร ณ กรุงปารีส แต่อาจจะไปประจำ ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งกลับมามีตำแหน่งอัครราชทูตอีกครั้งหนึ่ง

บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆ ส่วนใหญ่ต่างสูญเสียหน้าที่การงาน แต่ทว่าบางพระองค์ที่พระชนมายุยังน้อย หรือเข้าร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ ยังคงรักษาตำแหน่งหน้าที่ไว้ได้ เช่น ร้อยเอก หม่อมเจ้าพิศิษฐ์ดิศพงษ์ ดิศกุล พระโอรสในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พันเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ข้าหลวงเมืองนครปฐม เป็นต้น  กองทัพ กองทัพก็มีความเปลี่ยนแปลงมากเช่นกัน นายทหารทั่วไปหรือนายทหารระดับสูงจำนวน 76 นาย ถูกปลดออกจากราชการโดยได้รับบำนาญ  หรืออาจจะถูกปลดออกทันทีในวันที่ 1 สิงหาคมที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยน โยกย้ายนายทหารอื่นๆอีกจำนวน 920 นาย ส่วนยศพลเอกและพันเอกจะถูกยุบ ยกเว้นยศนายพลตำแหน่งเดียวที่ยังคงไว้ คือ ผู้ช่วยเสนาธิกองทัพประจำกระทรวงกลาโหม คือ พลตรี ประเสริฐสงคราม กรมถูกยุบลงเป็นหน่วย แต่ในความเป็นจริงกลายเป็นกอง การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะมีเป้าหมายเพื่อทำให้กองทัพสยามมีการบริหารจัดการใกล้เคียงกับกองทัพสวิตเซอร์แลนด์

ในการโยกย้ายต่างๆ ที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม มีการแต่งตั้งร้อยเอก 3 นายให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรม ดูเหมือนว่ารัฐบาลชุดใหม่ยังคงไม่ว่างเว้นจากการแต่งตั้งคนในสังกัดเข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญๆโดยเฉพาะ

ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้กล่าวว่า การเลื่อนตำแหน่งในกองทัพยุคใหม่น่าจะมาจากเสียงสนับสนุนของเพื่อนร่วมงาน

ดูเหมือนรัฐบาลชุดใหม่จะเห็นว่า การรักษาสัมพันธไมตรีกับประเทศมหาอำนาจต่างๆเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้บัญชากองร้อยทหารม้า หม่อมเจ้าลักษณเลิศ ชยางกูร ผู้ประสานงานประจำแผนกที่ 2 ของผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศสถูกปลดประจำการ จึงได้มีการแต่งตั้งพันตรี หลวงสุระรณชิต ศิษย์เก่าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกฝรั่งเศส ซึ่งเคยพำนักอยู่ในฝรั่งเศสนานถึง 13 ปี มาดำรงตำแหน่งแทน ในการโยกย้ายครั้งนี้ สยามแสดงมิตรไมตรีต่อผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่างผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศสกับเพื่อนร่วมงานชาวสยามของเขา

ส่วนบรรดาพันเอกที่ถูกยุบตำแหน่ง ไม่ได้ถูกปลดเป็นข้าราชการบำนาญไปเสียทุกคน บางคนได้รับตำแหน่งสำคัญๆนอกกองทัพ หนึ่งในนั้นได้เป็นหัวหน้าฝ่ายพิธีการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ นอกจากนี้ ทหารอีกนายทำงานให้กระทรวงมหาดไทย และอีกหลายนายทำงานใน ‘หน่วยสอบสวนพิเศษ’ จะเห็นได้ว่า ในสยาม อย่างน้อยทหารก็สามารถทำงานได้เกือบทุกอย่าง

รัฐบาลชุดใหม่ มี 2 แนวโน้มที่ปรากฏเด่นชัดในรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่เริ่มแรก คือ กลุ่มอนุรักษ์นิยม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหาร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งหัวก้าวหน้ากว่า ประกอบด้วย ‘ปัญญาชน’ น่าจะมีหัวหน้าคือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม อาจารย์โรงเรียนสอนกฎหมายบางกอก ในช่วงนี้ บรรดานายทหารยังกุมบังเหียนอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์พระมหากษัตริย์

จำเป็นต้องระบุว่า บัดนี้ ทัศนคติของรัฐบาลชุดใหม่ที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด  เอกสารราชการทุกฉบับจะระบุว่า (..ได้รับความเห็นชอบจากองค์พระมหากษัตริย์) (..ไม่ได้รับความเห็นชอบจากองค์พระมหากษัตริย์)

หนังสือพิมพ์ประจำวันที่ 13 กรกฎาคมฉบับต่างๆ นำพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจากหนังสือพิมพ์อเมริกันขณะประทับบนราชบัลลังก์ และกำลังพระราชทานธรรมนูญการปกครองแผ่นดินให้ชาวนาสยามคนหนึ่งมาตีพิมพ์ใหม่ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพว่า (ไม่ใช่วันนี้…แต่เป็นวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1931 [พ.ศ. 2474/ผู้เขียน] ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่สหรัฐอเมริกา) 

สรุปแล้ว ดูเหมือนว่าขณะนี้ รัฐบาลชุดใหม่เข้าใจว่า รัฐบาลจะอ่อนแอเพียงใด ถ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นชอบด้วย รัฐบาลยังคงไร้เสถียรภาพ เป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์มาแล้วที่สมาชิกรัฐบาลชุดใหม่ไม่กล้าอออกนอกเขตพระราชวังดุสิต  ซึ่งพวกเขาใช้เป็นที่ทำการ และบัดนี้ ยังคงสั่งให้นักเรียนลูกเสือและนักเรียนนายร้อยมาเฝ้าทั้งวันทั้งคืน ดูเหมือนว่า การรักษาความปลอดภัยจะกินเวลาถึง 6 เดือน ทำให้เยาวชนเหล่านี้ออกไปเที่ยวไม่ได้ อีกทั้งไม่สามารถรับจดหมายที่ไม่ผ่านการตรวจสอบก่อนได้”   

(พันโท อองรี รูซ์มีความสามารถทางด้านภาษา สามารถพูดได้หลายภาษา ได้แก่ เยอรมัน สเปน ลาว เวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย.   ข้อความทั้งหมดในส่วนของนายพันโท อองรี รูซ์ ข้างต้น มาจาก การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ ในทัศนะของพันโท อองรี รูซ์, Henri Roux เขียน พิมพ์พลอย ปากเพรียว แปล, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: 2564) หน้า 88, 90, 95-97).

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”