จีนกับเวียดนามมีแนวทางตรงกันอย่างหนึ่งในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ นั่นคือการปราบคอร์รัปชั่นในแวดวงการเมือง, ราชการและแม้ในภาคเอกชน
ผู้นำของทั้งสองประเทศตระหนักว่าหากมีเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวงในระบบบริหาร ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา และต่างชาติก็ไม่มีใครอยากมาลงทุน
อีกทั้ง “วิกฤตศรัทธา” จะทำให้ผู้มีอำนาจต้องพังครืนลงมาได้
เราจึงเห็นรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนามเอาจริงเอาจังกับการจับกุม, ฟ้องร้องและลงโทษระดับรัฐมนตรีไปถึงเหล่าบรรดานักธุรกิจที่ร่ำรวยจากกิจกรรมที่น่าสงสัยอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดเรื่องเกรียวกราวที่เวียดนามคือกรณีนักธุรกิจหญิงโด่งดังถูกจับขึ้นศาลด้วยข้อหาฉ้อฉลที่ดังไปทั่วประเทศ
ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนามที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงิน 12,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 4 แสนล้านบาท) ถูกนำตัวขึ้นศาลในนครโฮจิมินห์เมื่อเร็ว ๆ นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลที่ขยายวงกว้างและขยายไปถึงภาคเอกชนอย่างชัดเจน
เธอชื่อเจื่อง มี ลัน กำลังถูกข้อหาหนัก หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฉ้อโกงตามฟ้องต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตหรือจำคุก
ข้อหาหนักโยงกับการถูกชี้ว่าเธอได้สร้างความเสียหายให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้ของเวียดนาม
ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก
ในกรณีเจ้าหน้าที่รัฐนั้นส่วนใหญ่เป็นคดีรับสิน
เพราะรัฐบาลและพรรคต้องการจะแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการปราบปรามการทุจริต
ส่งผลให้มีการจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐหลายร้อยคน
รวมถึงระดับรัฐมนตรีด้วย
นักธุรกิจหญิงคนนี้เป็นคนดังระดับชาติ เป็นประธานกลุ่มผู้พัฒนา Van Thinh Phat ถือว่าเป็นนักธุรกิจที่โดดเด่นที่สุดที่เผชิญข้อกล่าวหาการรับสินบน
เวียดนามเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากผู้ผลิตที่ต้องการกระจายห่วงโซ่อุปทานของตนนอกเหนือจากจีน
เหตุเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งเพิ่มสูงขึ้น
ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตร้อยละ 5.05 พลาดเป้าหมายทางการของรัฐบาล
เหตุเพราะความต้องการในต่างประเทศชะลอตัว
การรณรงค์ต่อต้านการทุจริตมีผลชะลอการอนุมัติโครงการจากรัฐบาล
และการตรวจสอบธุรกิจเอกชนของรัฐมากขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เจื่อง มี ลัน วัย 67 ปี มาจากตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดตระกูลหนึ่งของเวียดนาม
ตามรายงานของสื่อทางการ เธอถูกตั้งข้อหาติดสินบน ยักยอก ใช้อำนาจโดยมิชอบ และ “ขาดความรับผิดชอบซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายแรง”
เธอปฏิเสธข้อหาทั้งหมด
สื่อของรัฐรายงานว่าทนายความของเธอซึ่งถูกจับกุมในปี 2565 ไม่ยอมให้ข้อมูลเพิ่มเติมแต่อย่างไร
เธอถูกทางการเวียดนามกล่าวหาว่าใช้ธนาคารพาณิชย์ไซง่อน (SCB) ซึ่งเธอถือหุ้นร้อยละ 90 เพื่อส่งเงิน 3.04 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 4 แสนล้านบาท) ให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของเธอ
เงินก้อนมหาศาลนี้เทียบเท่ากับประมาณร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศประจำปีของเวียดนามเลยทีเดียว
จะไม่ให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาจัดการได้อย่างไรในเมื่อคดีอย่างนี้ทำให้ความน่าลงทุนของประเทศหดหายไปทันที
ธนาคารพาณิชย์ที่ว่านี้ออกสินเชื่อมูลค่ากว่า 44,000 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท) ให้บริษัทของเธอและบริษัทที่เกี่ยวข้องระหว่างปี 2555 ถึง 2565
ก้อนนี้ใหญ่เท่ากับร้อยละ 93 ของสินเชื่อทั้งหมดที่ธนาคารปล่อยออกเลยทีเดียว
เจ้าหน้าที่ยังกล่าวอีกว่าบริษัทของเธอแห่งนี้ใช้บริษัทปลอมเพื่อขายพันธบัตรบริษัทผ่านธนาคารแห่งนี้ให้กับผู้ฝากเงินของธนาคารด้วย
เรียกว่าต้มกันหน้าด้าน ๆ กันเลยทีเดียว
นอกจากเธอแล้ว ยังมีผู้ถูกตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้อีก 85 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ 15 คนจากธนาคารกลางเวียดนาม
เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากลานเพื่อปกปิดการฉ้อโกงที่ถูกกล่าวหา
นั่นแปลว่าธนาคารแห่งประเทศเวียดนามยังมีส่วนร่วมในการกระทำผิดที่โจ๋งครึ่มขนาดนี้ได้
เน่าทั้งระบบ
การพิจารณาคดีมีความสำคัญในแง่ของขนาดของการฉ้อฉลต่อสาธารณชนขนาดใหญ่
มันเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามตัดสินใจขยายการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตไปยังภาคเอกชนแล้ว
แม้จะตระหนักว่าหากข่าวอย่างนี้ออกมาในที่สาธารณะจะมีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจก็ตาม
แต่มองในแง่ของผู้นำประเทศและพรรค ยิ่งหากพยายามปิดบังซ่อนเร้นก็ยิ่งจะเสียหายในวันข้างหน้า
ยอมตัดนิ้วร้ายออกไปตอนนี้เพื่อรักษาหัวใจน่าจะเป็นนโยบายที่ชาญฉลาดกว่า
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีทุจริตเรื่องนี้ได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของธุรกิจเอกชนบางแห่งในเวียดนามที่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการดำเนินงานในประเทศและบริษัทของรัฐที่พวกเขาร่วมงานด้วย
อีกด้านหนึ่ง พอมีการปราบปรามคอร์รัปชั่นอย่างหนักก็ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐลังเลที่จะอนุมัติโครงการต่าง
ด้วยเกรงว่าโครงการเหล่านั้นอาจเกี่ยวข้องกับการรับสินบน
แต่สำหรับระดับนำของเวียดนามแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องเสียหายร้ายแรงขนาดนี้ หากยังลังเลและปิดบังอำพราง ก็อาจจะยิ่งมีผลกระทบที่รุนแรงกว่าด้วยซ้ำไป!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


