Sending a Message หรือ The Calm Before the Storm?

เมื่อสัปดาห์ก่อน ช่วงเวลาที่พวกเราสนุกและพักผ่อนกันเต็มที่ช่วงสงกรานต์นั้น มีเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่มันเกิดได้ทุกเมื่อ และในที่สุดก็เกิดขึ้นจริงๆ ครับ

ในที่สุด ประเทศอื่นๆ ที่ล้อมอิสราเอลเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วม (อย่างเป็นทางการ) ในสงครามอิสราเอลกับฮามาส

พอมีข่าวการโจมตีจากอิหร่าน ครั้งแรกที่ข่าวผ่านตา ผมคิดทันทีว่าเป็นการเริ่มสงครามโลกครั้งที่ 3 แน่ๆ แต่พออ่านรายละเอียด และวันเวลาผ่านไป ดูเหมือนทุกอย่างกำลังชะลอ และทุกฝ่ายดูท่าทีของอีกฝ่าย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าโอกาสที่สงครามจะลุกเป็นไฟมากกว่านี้ไม่มีนะครับ เพียงแต่เวลาที่ผ่านมาทุกอย่างดูนิ่ง เป็นอาการ The Calm Before the Storm?

ทุกครั้งก่อนพายุจะมา ลมจะนิ่ง ทุกอย่างเงียบ ทุกอย่างสงบ แต่สงบไม่นานครับ เมื่อพายุมา พายุมาแรง ถ้าเตรียมตัวไม่ทัน พายุจะนำแต่ความเสียหาย

ณ เวลาที่ผมกำลังเขียนคอลัมน์นี้อยู่ มีข่าวร้อนๆ สดๆ การโจมตีกลับจากอิสราเอลต่ออิหร่านครับ วันนี้ผมตั้งใจจะเขียนที่มาที่ไปของการโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อน และความนิ่งของทุกฝ่ายในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่ผมตั้งใจจะเขียนจะดูล้าหลังเมื่อถึงวันที่แฟนคอลัมน์ได้อ่านบทความ เพราะไม่รู้ว่าเหตุการณ์โจมตีกลับ (ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่นาทีที่ผ่านมา) จะมีผลอะไรมากมายหรือไม่

แต่ดูจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าจะต้องประดิษฐ์คำใหม่จากการโจมตีอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และการโจมตีกลับ (ในวันนี้) เปรียบเสมือนเป็นการโจมตี Send a Message Attack เพราะสัปดาห์ก่อน การโจมตีอิสราเอลเป็นการโจมตีเชิง “สัญลักษณ์” ก็ว่าได้ครับ เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา อิสราเอลได้โจมตีกงสุลอิหร่านในซีเรีย ทำให้เสนาบดีกองทัพอิหร่าน (พลเอก Mohammed Reza Zahedi) เสียชีวิตทันที

เนื่องจากการโจมตีไม่ได้เกิดขึ้นในแผ่นดินอิหร่าน แต่ก็เป็นการโจมตีอิหร่านในกงสุลของตัวเอง ถือว่าเป็นเรื่องที่อิหร่านอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ แต่จะโจมตีกลับเต็มพลังและเต็มกำลังก็ไม่ได้เหมือนเดียวกัน หลังเหตุการณ์ในซีเรีย ฝ่ายหัวรุนแรงในรัฐบาลและกองทัพอิหร่าน กดดันให้มีมาตราการอะไรสักอย่าง แต่อิหร่านก็ไม่อยากจะยกระดับสงครามอิสราเอลกับฮามาสด้วยการโจมตีอิสราเอลโดยตรง เพราะมันจะบานปลายกว่านี้

การโจมตีกลับของอิหร่านต่ออิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมถือว่าเป็นการโจมตีเพื่อระงับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศตัวเองมากกว่าโจมตีกลับอย่างจริงจัง เพราะอะไรครับ?

ถ้าอิหร่านโจมตีอิสราเอลกลับแบบไม่ยั้งบนแผ่นดินอิสราเอล มันเท่ากับการประกาศตัวเองว่าจะร่วมสงครามต่อสู้อิสราเอลอย่างเป็นทางการ ถ้าต่อสู้กับอิสราเอลเท่ากับต้องต่อสู้กับโลกตะวันตกเกือบทั้งหมด (หรืออย่างน้อยๆ สหรัฐอเมริกาแน่ๆ) ตั้งแต่สงครามอิสราเอลกับฮามาสเริ่ม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อิหร่านระมัดระวังที่สุด เป็นอันรู้และเป็นอันเข้าใจว่าใครหนุนฮามาสอยู่ แต่มันจะต่างกับการประกาศอย่างเป็นทางการ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการครับ

ส่วนการโจมตีผ่าน Drones ผมไม่ได้เป็นทหาร และไม่เคยรบกับใคร แต่สำหรับคนโง่ๆ อย่างผม ผมยังรู้ว่า เมื่อจะตีกับใครก็ตาม เราจะได้ประโยชน์มากที่สุดต่อเมื่ออีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ในการโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อน อิหร่านใช้ Drones ที่เคลื่อนไหวช้ามาก Drones ออกจากอิหร่านก็จริง แต่ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะถึงอิสราเอล ซึ่งทำให้อิสราเอลกับพันธมิตรมีเวลาเตรียมตัวและป้องกันตัวเองได้ จนทำให้อิสราเอลกับพันธมิตรสามารถป้องกันตัวเองด้วยการยิง Drones ของอิหร่านถึง 99%

ตอนเห็นภาพยิง Drones ช่วงแรกๆ ผมนึกในใจว่า “ระบบ Iron Shield มันสุดยอดว่ะ” เพราะที่ผ่านมาได้ยินแต่ตำนาน Iron Shield ของอิสราเอล แต่ผมไม่เคยเห็น ตอนที่ต้องใช้ในสถานการณ์จริง

นอกจากนั้น ฝ่ายอิหร่านประกาศและแถลงให้โลกรู้ว่าเขาจะมีมาตรการโจมตีอิสราเอลกลับหลังเกิดเหตุการณ์ในซีเรียทันที ผมจึงบอกว่าการโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อนน่าจะเป็นการโจมตีประเภท Send a Message Attack มากกว่า Full-Scale Attack แบบจริงจัง

ถ้าสงครามต้องขยาย มันจะบังคับให้โลกตะวันออกกลางเลือกข้างกัน การโจมตีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้เห็นการเลือกข้างกันบ้างแล้ว การปล่อย Drones ไม่ได้ออกจากอิหร่านที่เดียว แต่ออกจากอิรัก เลบานอน และเยเมนด้วย ส่วนอิสราเอลกับพันธมิตรที่ยิง Drones สำเร็จคือ อิสราเอล สหรัฐ อังกฤษ จอร์แดน และซาอุฯ

ในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครอยากให้สงครามขยายมากกว่านี้ อิสราเอลเองคงอยากโจมตีกลับเต็มที่ แต่สหรัฐยั้งเขาอยู่ และประเทศพันธมิตรอื่นๆ ไม่อยากให้อิสราเอลใช้ความรุนแรงกลับ เลยไม่รู้ว่าการโจมตีกลับของอิสราเอลจะมีผลอย่างไรต่อไป แต่เท่าที่ดูข่าว ไม่ได้เป็นการโจมตีในพื้นที่พลเรือน เลยไม่รู้อีกว่าเป็นการ Send a Message Attack หรือเป็นจุดเริ่มต้นสู่หายนะที่เป็น The Calm Before the Storm ครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“Life is Short. Have an Affair.”

สารภาพเลยครับ คืนก่อนเขียนคอลัมน์นี้ ผมเปิด Netflix ลองหาเรื่องน่าสนใจดู คราวก่อนผมดู Stand-Up Special ของ Dave Chappelle ล่าสุด (The Dreamer)

“Don’t Have a Cow, Man!!!!”

ความจริงผมตั้งใจเขียนต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน เรื่องการชุมนุมและประท้วงสงครามอิสราเอล-ฮามาส ตามมหาวิทยาลัยดังๆ ในสหรัฐ แต่บังเอิญมีเรื่องที่เป็นกระแสใหญ่ในบ้านเราที่ผมอดเขียนไม่ได้ครับ เ

การประท้วงตามมหาวิทยาลัยในสหรัฐ (ตอนที่ 1)

อุณหภูมิบ้านเรามันร้อนเหลือเกินครับ ไปไหนมาไหนมีแต่คนพูดถึงความร้อน ซึ่งมันก็ร้อนจริงๆ แต่ยังโชคดีที่สัปดาห์หน้า อุณหภูมิจะไม่ร้อนระอุเหมือนที่ผ่านมา จากอุณหภูมิร้อนระอุจะกลับสู่ภาวะร้อนธรรมดา ก็ยังดีครับ

Be Careful What You Wish For….Your Wishes May Come True

ปกติถ้าบอกว่า “รอดูผลอีก 9 เดือน” คงไม่ต้องอธิบายความหมายใช่ไหมครับ? แต่สำหรับแฟนๆ TikTok ในสหรัฐอเมริกา ความหมายจะแตกต่างโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Joe Biden ได้ลงนามอย่างเป็นทางการให้บริษัท Bytedance ขาย TikTok ในสหรัฐภายใน 9 เดือน หรือถ้าจะยืดเวลาออกไป

หลานชายคุณปู่

สวัสดีปีใหม่ไทยครับ ช่วงเขียนคอลัมน์นี้ ผมยังอยู่ที่บ้านเฮา เจออากาศทั้งร้อนมากและร้อนธรรมดา เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเขียนเรื่องการขับรถขึ้นมาบ้านเฮากับลูกสาว