
ตัวเลขชี้วัดเศรษฐกิจไทยที่โผล่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาล้วนเป็นข่าวชวนคิดและกังวล
เริ่มด้วยข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ว่าการส่งออกในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาลดลงกว่า 10%
ตามมาด้วยการแถลงข่าวของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ว่าสภาพเศรษฐกิจเราปีนี้น่าจะซบเซากว่าที่คิด จึงปรับลดพยากรณ์อัตราโตจากเดิม 2.8% เมื่อเดือนมกราคมเป็น 2.4%
สาเหตุเป็นเพราะการส่งออกหดตัว ภัยแล้งมีผลกระทบต่อพลผลิตสินค้าเกษตร
ในวันเดียวกันก็มีข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ว่าสหรัฐฯยังคงถูกจัดอยู่ใน 20 ประเทศที่ถูกจับตามองด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Watch List) ตามมาตรา 301 พิเศษของกฎหมายการค้าสหรัฐฯปี 67
ซ้ำเติมด้วยข่าวว่าทางมหาวิทยาลัยหอการค้าได้สำรวจตลาดแล้วพบว่าพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะต้องขึ้นราคาสินค้าอีกประมาณ 15% หากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท
อีกทั้งเป็นเพราะค่าวัตถุดิบแพงขึ้นเพราะความร้อนและค่าน้ำค่าไฟก็ขยับขึ้นเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งเงินบาทอ่อนยวบ ธนาคารแห่งประเทศไทยยอมรับว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลล่าร์อ่อนลงไป 7.8% ตั้งแต่ต้นปี
เป็นแนวโน้มเดียวกับอีกหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, อินโดนีเซียหรือญี่ปุ่นบางประเทศก็ต้องเอาเงินเข้าไปแทรกแซงเพื่อไม่ให้เกิดการอ่อนเกินไป
ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยังยืนยันว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายอาจจะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตช้า
แต่รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทยให้ช่วยลดดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบาง
ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองเกือบจะทันที
แต่ก็คงจะช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะการลดเพียง 0.25% จากอัตรา MMR เพียง 6 เดือนก็คงจะเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ชั่วคราวเท่านั้น
เพราะเอาเข้าจริง ๆ การจะแก้ปัญหาหนี้สินจะต้องแก้ที่ต้นเหตุ นั่นคือการทำให้คนเปราะบางมีรายได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการหลายเรื่องที่ต้องทำพร้อมกัน
และไม่ได้มุ่งแต่เฉพาะการแจกเงินหมื่นผ่านดิจิทัลวอลเล็ตซึ่งถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะสามารถแจกได้จริงในไตรมาสที่สี่ของปีหรือไม่
หรือถ้ามีแหล่งเงินจริง (หากกรณี ธกส. ไม่มีประเด็นกฎหมาย) ก็ยังมีคำถามในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรจึงจะราบรื่น และการขึ้นเงินกับการจับจ่ายใช้สอยจะมีความสะดวกและไม่มีมิจฉาชีพมาสร้างปัญหาตามมา
ขณะที่นายกฯเศรษฐา ทวีสินยังเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ย ผู้ว่าการ ธปท.ก็ยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์ CNBC ว่าธนาคารกลางจะดำเนินการอย่างเป็นอิสระ
และจะไม่อยู่ภายใต้แรงกดดันจาก ‘การเมือง’
เพราะในความเห็นของดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิแล้วสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบซบเซานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากนัก
“รอดูผลที่ออกมาดีกว่า(The proof is in the pudding) ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวกับรายการ Street Signs Asia ของ CNBC
แม้จะมี “เสียงเรียกร้อง” ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ ธปท. ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร “หากไม่ได้เป็นเพราะเราดำเนินการอย่างเป็นอิสระ” ผู้ว่าการธปท.กล่าว
“ผมคิดว่ากรอบธรรมาภิบาล(governance framework )นั้นค่อนข้างชัดเจน … การตัดสินใจที่เกิดขึ้นบ่งชี้ว่าอยู่บนพื้นฐานของ (สิ่งที่เรา) รู้สึกว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเศรษฐกิจ มากกว่าการคำนึงถึงการพยายามผ่อนคลายแรงกดดันทางการเมืองหรืออื่นๆ”
เหตุผลหนึ่งที่แบ็งก์ชาติแสดงความกังวลหากลดดอกเบี้ยก่อนเวลาที่เหมาะสมปรากฏในรายงานการประชุมเดือนเมษายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน
ที่ได้ “แสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น และตระหนักถึงความสำคัญของการปรับลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (debt deleveraging)
“หนี้ที่อยู่ในระดับสูงอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากหนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคตหรือการสะสมความมั่งคั่ง” รายงานระบุ
ธปท. ย้ำดอกเบี้ยระดับปัจจุบันเป็นระบบที่คล่องตัวและสามารถรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า
ดร.เศรษฐพุฒิ ยอมรับว่า เป็น “การสร้างสมดุลที่ยาก” สำหรับธนาคารกลาง เนื่องจากพยายามดูแลการฟื้นตัวที่อ่อนแอของเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงิน
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า นอกจากการส่งออกที่ซบเซาแล้ว ยังมาจากการใช้จ่ายภาครัฐจากพ.ร.บ.งบประมาณที่ล่าช้า
การที่พ.ร.บ.งบประมาณยังไม่ได้ประกาศใช้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนและไตรมาสแรกของปี 2567 มีผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.8%
“หากดูที่สาเหตุที่ทำให้การเติบโตซบเซา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยมากนัก” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
ผู้ว่าการธปท. ย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันเป็น “ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัว” และสอดคล้องกับการพยายามที่จะ “การลดหนี้ลงเป็นลำดับ คือการดำเนินการที่สมดุลระหว่างการไม่เพิ่มภาระหนี้ให้กับครัวเรือนมากเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ส่งเสริมให้คนก่อหนี้ใหม่มากเกินไป”
แบ็งก์ชาติได้พยากรณ์ว่าเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 2.6% ในปี 2567 และ 3.0% ในปี 2568
ก่อนหน้าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะออกมาปรับลดตัวเลขนี้เหลือ 2.4%
ธปท. ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว
ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อลดลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา “เราก็มีเงินเฟ้ออีกครั้ง โดยค่อยๆ เพิ่มขึ้นและกลับเข้าสู่ช่วงเป้าหมายของเรา ในช่วง 1% ถึง 3%” ภายในสิ้นปีนี้ ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
ผู้ว่าการธปท.กล่าวอีกว่า อุปสรรคเชิงโครงสร้างทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไม่แน่นอน จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพ เนื่องจากประเทศเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรจากการที่ “กำลังแรงงานที่หดตัว”
อีกทั้งเป็นต้องมี “การมุ่งเน้นที่การลงทุนภาครัฐให้มากขึ้น มากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น”
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญมาก คือ การให้ความสำคัญกับการยกเลิกกฎระเบียบมากขึ้น” รวมถึง “ความง่ายในการประกอบธุรกิจ” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว
เท่ากับเป็นการยืนยันว่าการจะทำให้ศักยภาพการโตของเศรษฐกิจไทยขยับขึ้นนั้นต้องไม่ใช่เฉพาะมาตรการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น
หากแต่จะต้องมีการปรับโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจอย่างจริงจัง
นั่นคือการเพิ่มทักษะของคนทำงาน, การสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อผลิตสินค้าที่ตลาดโลกต้องการ, และการปฏิรูปการศึกษา, ปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง
-และหลีกเลี่ยงวิธีคิดแบบ quick wins เพียงเพื่อจะได้รับความนิยมจากฐานเสียงแต่ไม่ตอบโจทย์จริง ๆ ของประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน

