
ช่วงวันวิสาขบูชา พุธที่ 22 พ.ค.ที่เพิ่งจะผ่านมา...ประมุขแห่งพระพุทธศาสนาไทยๆ แบบบ้านเรา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ท่านอาจจะ มาแปลก อยู่บ้างเล็กๆ-น้อยๆ คือท่านได้มอบ พระคติธรรม เนื่องในวันสำคัญดังกล่าว ที่ถ้าหากสรุปแบบสั้นๆ-ง่ายๆ ก็คือให้นึกถึงเรื่อง ความตาย ให้มากๆ เข้าไว้ หรือถ้าเรียกกันตามภาษาพระๆ เจ้าๆ ก็คือให้มี มรณัสสติ อะไรทำนองนั้น...
แต่ท่านก็ได้ชี้แจง ให้เหตุผลเอาไว้ เข้าท่า มิใช่น้อย คือเพราะสิ่งดังกล่าวมันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความสลดหดหู่ เกิดความเศร้าหมองแต่อย่างใด แต่กลับเป็นสิ่งที่น่าจะช่วยให้เกิดการระงับความโลภ-ความโกรธ-ความหลง ให้ลดน้อยถอยลง หรือพอบรรเทา-เบาบางลงไปได้มั่งไม่มาก-ก็น้อย แถมยังอาจช่วยปลุกเร้า
ปลุกกระตุ้นใครต่อใคร ให้เกิดความเบิกบาน กล้าที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ บำเพ็ญคุณงาม-ความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป นี่...อันนี้นี่แหละ ที่ต้องถือว่า เข้าท่า หรือเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจเอามากๆ...
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใกล้ตาย หรือใกล้ โชคดี-ที่ตายก่อน ยิ่งเข้าไปทุกที อย่าง อันตัวข้าพเจ้าเอง เป็นต้น ด้วยเหตุเพราะต้องคิดถึงเรื่องราวทำนองนี้ ชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร หรือไม่? อย่างไร? ก็มิอาจสรุปได้ เลยทำให้เกิดความรู้สึกไม่คิดจะเอาแล้ว!!! ไม่ อยาก อะไรต่อมิอะไรต่อไปอีกแล้ว แม้บางช่วงขณะเผลอๆ ก็ยังอาจ โน่นนิด-นี่หน่อย อยู่พอประมาณ แต่ครั้นเมื่อหวนกลับมาคิดถึงเรื่องความตายขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็แทบไม่ได้คิดหยิบฉวยสิ่งใดๆ ติดปลายนวมไว้เลยแม้แต่น้อย...
เพราะอย่างที่รู้ๆ กันโดยทั่วไปนั่นแหละว่า...กระทั่งแค่เหรียญบาทเหรียญเดียว ยังต้องออกเรี่ยว ออกแรง ง้างปาก งัดปากถึงจะเอาเหรียญใส่ปากคนตายไว้ใช้เป็นค่าโน่น ค่านี่ ตามความเชื่อของใครต่อใครกันชุลมุนวุ่นวาย ส่วนประเภทสมบัติพัสถาน อำนาจ วาสนา บารมี ฯลฯ ใดๆ ก็แล้วแต่ ล้วนแล้วแต่ต้องทิ้งๆ-ขว้างๆ มิอาจหยิบฉวยเอาอะไรติดตัวไปด้วยเลย แม้แต่ชื่อเสียง เกียรติยศ คุณงาม-ความดี ตาม มาตรฐาน ของใครต่อใครก็เถอะ ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับการแปลความ ตีความของบรรดาผู้ที่อยู่ข้างหลัง ว่าจะยกย่อง สรรเสริญ เชิดชู บูชา หรือจะถูกแปลงสภาพ แปรสภาพ ให้กลายเป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าชัง น่าทุเรศ เวทนา แบบพวกที่พยายามสร้างมาตรฐานให้กับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทั้งที่ใครต่อใครล้วนได้ตายไปหมดแล้ว ไม่มีสิทธิ์ลุกขึ้นมาโต้เถียงถึงความดี-ความเลวใดๆ ได้เลยแม้แต่น้อย...
อย่างไรก็ตาม...ถ้าความตายนั้น เป็นสิ่งที่ ตายแล้วสูญ แบบที่พวก นักวิทยาศาสตร์จ๋า ทั้งหลายเขาเชื่อไปในทำนองนั้น มันอาจไม่ถึงกับต้องคิดมาก คิดเล็ก-คิดน้อย อะไรกันมากมาย แต่ถ้าหากมันดันไม่ สูญ ไม่สิ้นสลายไปซะทุกสิ่งทุกอย่าง ยังคงหลงเหลืออารมณ์-ความรู้สึกบางอย่าง บางประเภท แบบที่เรียกๆ ว่า วิญญาณ อันจะนำไปสู่การเวียน-ว่าย-ตาย-เกิดภายในวัฏสงสารกันอีกต่อไป อันนี้นี่แหละ...ที่คงยุ่งฉิบหาย ยุ่งตายห่า น่าหวาดเสียว น่าสยดสยอง ยิ่งกว่าเรื่องของความตายเป็นไหนๆ เพราะโอกาสที่จะ เกิด เป็นอะไรต่อมิอะไร ย่อมต้องเป็นไปตามเวร-ตามกรรม อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ เหมือนอย่างต้นมะม่วงที่ต้องออกลูกมาเป็นมะม่วง ต้นข้าวย่อมต้องออกผลเป็นรวงข้าว ไม่อาจแปรสภาพไปเป็นอย่างอื่นได้เลยแม้แต่น้อย...
อันนี้นี่เอง...ที่อาจกลายมาเป็นตัวปลุกเร้า ตัวกระตุ้น ให้ผู้ที่ยังไม่ตาย หรือใกล้ตายเข้าไปทุกที เกิดความเบิกบาน หรือเกิดความกล้าหาญ ในอันที่จะใช้ชีวิตช่วงที่เหลืออยู่ ไปกับการบำเพ็ญคุณงาม-ความดี อย่างที่สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านได้ชี้แนะ ชี้นำเอาไว้ อย่างน้อย...ก็อาจพอช่วยให้เกิด หลักประกัน ว่าไม่ต้องไปเกิดเป็น เปรต เป็น อสุรกาย เป็น สัตว์เดียรัจฉาน ฯลฯ หรือเป็นอะไรต่อมิอะไรที่ตัวเองไม่ต้องการจะเป็น แต่มีอันต้องเป็นไปจนได้ แบบเดียวผลมะม่วงที่ต้องกลายเป็นต้นมะม่วง เมล็ดข้าวต้องกลายเป็นต้นข้าว อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธนั่นเอง...
สรุปรวมความแล้ว...การคิดถึงเรื่องความตายให้มากๆ เข้าไว้ มันจึงเป็นสิ่งที่ เข้าท่า เอามากๆ อย่างที่สมเด็จพระสังฆราชฯ ท่านทรงชี้แนะ ชี้นำ เอาไว้จริงๆ นั่นแหละ ส่วนผู้ที่ยังไม่อยากจะคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ ยังคงสนุกสนาน เพลิดเพลินเจริญใจอยู่กับอำนาจ วาสนา บารมี ชื่อเสียง เกียรติยศ ความอยากได้-ใคร่ดี ที่ตัวเองได้รับ หรืออยากได้อีกต่อไป แต่สุดท้าย...ก็คงหนีไม่พ้นที่ต้องตายขึ้นมาในวันหนึ่ง-วันใดเข้าจนได้ และด้วยอารมณ์-ความรู้สึก ด้วยความปรารถนาที่จะได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ นั่นเอง ที่จะทำให้ผลมะม่วงต้องกลายเป็นต้นมะม่วง เมล็ดข้าวย่อมต้องกลายเป็นต้นข้าว ดังนั้น...แม้แต่ผู้ที่ได้ชื่อว่า นักโทษเทวดา ก็เถอะ ตายขึ้นมาเมื่อไหร่!!!...โอกาสที่จะไป เกิด เป็น เทวดา น่าจะยากซ์ซ์ซ์เอามากๆ ส่วนจะต้องไปเกิดในขุมไหนต่อขุมไหน อันนั้น...คงต้องไปถามพระ-ถามเจ้าท่านเอาเองก็แล้วกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง
ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้
สงคราม...ที่กำลัง'เปลี่ยนโลก'
ตั้งแต่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังอุตลุด ชุลมุน พระสันตะปาปาองค์ก่อน คือ พระสันตะปาปาฟรานซิส ท่านก็เคยสรุปเอาไว้แล้วตั้งแต่นั้นว่า...สิ่งที่เรียกว่า สงครามโลกครั้งที่ 3
ทีม 'วปอ.61' ของ 'หนู'
ศึกชิงเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." คนที่ 16 แตะไม้ต่อมือจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน 2569
คำตอบ...อยู่ที่'พระสยามเทวาธิราช'!!!
พวก กูรู-กูรู้ หรือบรรดาผู้เชี่ยวชาญบางราย...เขาถึงกับมองความเป็นไปของโลก ที่กำลังทรหวลปั่นป่วนคลั่ง หรือกำลังเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งต่างๆ นานา จนก่อให้เกิด สงคราม อยู่ในทุกวันนี้ ว่าอาจนำมาซึ่งฉากสถานการณ์ที่เลวร้ายเสียยิ่งกว่าครั้งที่เคยเกิด อภิมหาวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หรือที่เรียกๆ
แคนดิเดต 'ผบ.ตร.'
ควันหลงช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา "สีกากี" ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ที่มาเล่นสงกรานต์ร่วมประเพณีปีใหม่ไทย ตามสถานที่ทั่วไป และผู้คนที่พบเห็นภาพ "ตำรวจ" ใช้ปืนฉีดน้ำร่วมเล่นสงกรานต์กับประชาชน

