อหังการ...พาซวย

คนบางคนมีอำนาจเงินที่สามารถซื้อคนอื่นให้ช่วยงานของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถูกหรือเรื่องผิดได้ และเคยใช้อำนาจดังกล่าวมาแล้วหลายครั้งหลายครา ในขณะเดียวกันก็มีอำนาจรัฐ สามารถสั่งให้นักการเมืองในสังกัด และบางทีก็นอกสังกัด รวมทั้งข้าราชการประจำให้ช่วยทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าสิ่งที่จะต้องทำนั้นเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่มีจริยธรรมหรือไม่ โดยมีการตอบแทนพวกเขาเหล่านั้นด้วยการให้ตำแหน่งที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งทางการเมือง หรือตำแหน่งราชการประจำ

คนที่มีอำนาจเงิน เขาก็เชื่อว่าเงินซื้อคนได้ คนที่มีอำนาจทางการเมือง เขาก็เชื่อว่าการให้ตำแหน่งแก่คนที่ต้องการตำแหน่ง ก็สามารถจูงใจให้นักการเมืองและข้าราชการประจำทำสิ่งที่เขาต้องการได้ การที่คนคน

หนึ่งที่ใช้ทั้งอำนาจเงินและอำนาจทางการเมืองให้ได้รับการช่วยเหลือจากนักการเมืองและข้าราชการมาหลายครั้งหลายครา ย่อมเกิดความมั่นใจและอหังการ ไม่เพียงแต่ตัวเขาเองเท่านั้นที่อหังการ แม้แต่ลิ่วล้อของเขาเองก็พลอยอหังการไปด้วย เพราะเชื่อว่าเขาคนนั้นจะคุ้มหัวให้พ้นจากความผิดทั้งปวงได้

การที่พวกเขาสามารถทำอะไรตามที่ต้องการได้ ด้วยการช่วยเหลือของนักการเมืองและข้าราชการประจำที่โลภและไม่มีจริยธรรมทั้งหลายนั้น ทำให้เขามั่นใจว่าเขาจะชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง เพราะเขามีนโยบายประชานิยมที่ทำให้ประชาชนที่เห็นแก่ได้ ไม่สนใจว่าโครงการประชานิยมดังกล่าวนั้นจะส่งผลกระทบในทางลบกับประเทศชาติอย่างไร และเขามั่นใจว่าคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่สนใจเรื่องประเทศชาติ ยังไงก็ต้องเลือกเขา แม้แต่การประกาศนโยบายที่ไม่สามารถจะทำได้ เขาก็ประกาศไปก่อน เพราะเขาเชื่อว่าประชาชนที่เห็นแก่ได้ทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเหมือนคนตาบอดไม่กลัวเสือ พร้อมที่จะลงคะแนนเลือกพวกเขา โดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะเข้ามาโกงกิน ทำลายชาติแต่อย่างใด การที่เขาเชื่อเช่นนั้น เป็นเพราะผลของการเลือกตั้งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2544 พวกเขาก็ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาตลอด

บัดนี้ พวกเขาก็ยังคงแสดงความอหังการไม่เลิก ไม่สนใจว่าใครจะแสดงความไม่พอใจการกระทำของพวกเขา ถึงขนาดที่กล้าพูดว่า “ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ต้องมายุ่งกัน ต่างคนต่างอยู่” การที่เขาพูดเช่นนี้ เพราะเขาเชื่อว่าหากเขาจะทำอะไรที่ไม่ถูกต้องก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ นอกจากนั้น ถ้าหากเรื่องนั้นเป็นความผิดต้องติดคุกติดตะรางเขาก็ไม่กลัว เพราะมีลิ่วล้อที่ช่วยให้เขาทำผิดนั้นยอมเป็นแพะรับบาป ติดคุกติดตะรางแทนเขา ทั้งๆ ที่มีตัวอย่างให้เห็นหลายกรณีแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีลิ่วล้อคนไหนกลัว ก็ยังคงยินดีทำตามที่เขาต้องการด้วยความเต็มใจ หรือว่าลิ่วล้อเหล่านี้ก็เป็นคนตาบอดที่ไม่กลัวเสือเหมือนประชาชนที่ลงคะแนนเลือกพวกเขาด้วยหวังว่าจะได้ผลประโยชน์จากโครงการประชานิยม ความโลภของพวกเขาน่าจะสูงเหนือกว่าความกลัวของพวกเขาเป็นแน่แท้

ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พวกเขาอหังการมากที่กล้าประกาศนโยบายหลายๆ นโยบายที่ทำไม่ได้ และเมื่อมีคนบอกว่าเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ อดีตผู้นำคนหนึ่งของพรรคพูดอย่างคนอหังการและหน้าด้านว่า “มันเป็นเพียงยุทธศาสตร์ในการหาเสียง เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเท่านั้น” นักการเมืองที่คิดแบบนี้ พูดแบบนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่ง (และก็มีมากเสียด้วย) ก็ยังคงลงคะแนนเลือกเขา ถ้าหากไม่บอกว่าเลือกเพราะเห็นแก่ได้จะให้บอกว่าอย่างไร

ในกลุ่มของพวกเขา อหังการถึงขนาดกล้าพูดว่านักการเมืองที่ฝากนายตำรวจให้ได้เป็นผู้กำกับนั้นน่าจะมีคนผิดหวังหลายคน ทั้งๆ ที่การพูดเช่นนี้มันแสดงให้เห็นว่านักการเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งผู้กำกับ แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไรเขาได้ สื่อที่เข้าข้างเขาก็เงียบกริบ ไม่มีการตามขยี้เรื่องนี้ และแล้ว เรื่องนี้ก็เงียบหายไปในสายลม

เมื่อมีนักโทษได้รับอภิสิทธิ์เหนือนักโทษคนอื่นๆ ได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดี เมื่อมีคนถามว่าทำไมถึงได้รับอภิสิทธิ์เช่นนั้น ลูกสาวตอบแบบมั่นหน้ามั่นโหนกว่าก็เพราะพ่อของเธอเป็นเทวดา จนพ่อได้ฉายาว่าเป็นนักโทษเทวดาที่ได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องติดคุกแม้แต่วันเดียว และได้อยู่ห้องพิเศษระดับ VVIP โดยไม่มีการรายงานอะไรเลย นักการเมืองและข้าราชการช่วยกันหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลแก่ประชาชน ด้วยการอ้างว่าเป็นสิทธิ์ของคนไข้ที่ไม่ต้องการให้มีการแถลงข้อมูลใดๆ

ความอหังการยังไม่หยุดเท่านั้น เมื่อได้รับการพักโทษก็ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกติกาของการพักโทษ ยังไปโน่นไปนี่ แสดงอาการเป็นคนแข็งแรง ไม่เหมือนคนที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรงจนได้รับการพักโทษเพื่อให้มาอยู่กับครอบครัวในระยะสุดท้าย และไม่ว่าจะไปไหนก็จะมีบทบาทเหมือนเป็นผู้นำที่กำลังทำการบริหารประเทศ มีทั้งการกระทำที่เหมือนเป็นการตรวจราชการ และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพื้นที่กล่าวรายงานให้ฟังด้วย นอกจากนั้นแล้วเมื่อมีโอกาสก็จะปราศรัย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เนื้อหาสาระที่พูดนั้นก็แสดงความอหังการ ไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น

เมื่อมีเสียงคัดค้านเรื่องการแจกเงินดิจิทัล คนหนึ่งก็ปากเสีย กล่าวหาว่าคนที่คัดค้านไม่เข้าใจ ไม่เห็นใจประชาชนที่ยากจน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่มีใครเขาคัดค้านการช่วยเหลือคนจนหรือกลุ่มเปราะบาง และหนึ่งในคนที่คัดค้านนั้นคือ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังมีสาวน้อยผู้ด้อยประสบการณ์ และมีรอยแผลเรื่องการโกงข้อสอบ อหังการมากที่แสดงปาฐกถาบนเวทีการจัดสัมมนาของพรรค ต่อว่าต่อขานผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยว่าเป็นคนที่ขวางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ในที่สุดก็โดนทัวร์ลงจนไม่กล้าให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ติดตามเรื่องนี้

ล่าสุดที่มีการพูดเรื่องการต้องคดีต่างๆ รวมทั้งคดีทำผิดมาตรา 112 ว่าถูกยัดเยียดข้อกล่าวหลายข้อหาโดย คสช. สำหรับคดี 112 นั้น มีการพูดว่าคนที่ทำคดีถูกข่มขู่ให้ตัดสินใจฟ้อง ยืนยันว่าเขาไม่ผิด อาจจะมีการตัดต่อวิดีโอ อาจจะมีการแปลข่าวที่เป็นภาษาเกาหลีมาเป็นภาษาไทยผิด ทั้งๆ ที่ข้อความที่ทำให้เขาต้องคดี 112 นั้น มาจากคำพูดของตัวเขาเองที่เป็นภาษาไทย ส่วนจะตัดต่อหรือไม่นั้น สามารถเช็กได้ง่ายๆ ส่วนที่พูดว่าอัยการผู้ทำคดีถูกขมขู่ให้ฟ้องเขานั้น อัยการผู้ทำคดีเขาก็ออกมาพูดแล้วว่าไม่มีการข่มขู่ ไม่มีการชักจูงหรือชี้นำใดๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะแก้ตัวอะไรได้อีก ที่จะร้องขอความเป็นธรรมให้ชะลอการสั่งฟ้องในวันที่ 18 มิถุนา.ที่จะถึงนี้ ทางอัยการเขาจะให้ตามที่ขอหรือเปล่า ถ้าหากไม่ได้ตามที่ขอ ไม่ต้องไปกล่าวหาใครว่ากลั่นแกล้งนะ กรณีนี้พูดได้เต็มปากว่า เป็นเรื่องของความอหังการ...พาซวยอย่างแท้จริง

วันที่ 18 มิถุนายนนี้ เป็นวันที่อัยการนัดให้มาศาล เพื่อจะนำส่งฟ้องศาล มีคำถามกันว่าอัยการจะให้เลื่อนตามที่ร้องขอความเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าหากไม่เลื่อน เขาจะมาหรือไม่ ถ้าหากมาจะได้ประกันตัวหรือไม่ เขาจะยอมติดคุกหรือ คงไม่นะ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เขาจะหนีหรือเปล่า อีกเพียง 2 วันเอง คิดว่าน่าจะไม่หนี และถ้าหากอัยการไม่เลื่อนนำตัวส่งฟ้องศาล และไม่ได้รับการประกันตัว ก็ต้องบอกว่า “ความอหังการพาให้ซวย” ถ้าหากถ่อมตัวไม่เป็น คิดว่าจะชนะตลอดทุกเรื่อง มันคงไม่ใช่นะ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หรือจะรอให้ประเทศไทยเป็นรัฐล้มเหลว

สถานการณ์บ้านเมืองของไทยเรามีอาการน่าเป็นห่วง เพราะคนรักชาติที่มีอยู่มากกว่าคนชังชาติทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นคนหมู่มากที่นิ่งเฉย (Passive Majority) ทำได้อย่างมากก็คือ

อนุสติจากไดโนเสาร์ตัวสุดท้าย!!!

อย่างที่ว่าไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นแหละว่า...โดยความเป็นไปของ กฎเกณฑ์ธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า กฎวิทยาศาสตร์ ไปจนถึง กฎของพระผู้เป็นเจ้า

สว.เลือดสีกากี

ต้องยกให้เป็นช่วงเวลาของสภาสูง หลังจาก กกต.ประกาศรับรองการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 200 คน และรัฐสภาเปิดให้เข้ารายงานตัวเรียบร้อย โดยสัปดาห์นี้