ว่าด้วยอาการ'หมดมุก'ไปด้วยกันทุกฝ่าย

เท่าที่พอมีโอกาสแอบเข้าไป สอดส่อง ติดตามความเคลื่อนไหวของสมัครพรรคพวก ไม่ว่าพวกโน้น พวกนี้ ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ ในอาณาเขต-พื้นที่ที่เรียกๆ กันว่า เฟซบุ๊ก ทั้งหลาย หลังๆ นี้...อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า แต่ละคน แต่ละราย หรือแม้แต่ละฝ่าย ต่างน่าจะออกอาการ หมดมุก ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง...

จะเป็นด้วยเหตุเพราะเฟซบุ๊กแต่ละเฟซ เขาไปลากเอา ปัญญาประดิษฐ์ มาเป็นตัวควบคุม ปัญญามนุษย์ ที่อาศัยพื้นที่แต่ละพื้นที่ในการแสดงออกถึงความคิด ความอ่าน ความรู้สึกนึกคิด และอะไรต่อมิอะไรไปตามสภาพ หรือจะเป็นเพราะบรรดาสมัครพรรคพวกในแต่ละราย ไม่ว่าฝ่ายโน้น ฝ่ายนี้ หรือฝ่ายไหนๆ ต่างล้วนแต่เป็นผู้ แก่แล้ว ไปด้วยกันทั้งนั้น หรือจะเป็น

เพราะสถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์ความเป็นไปของโลก มันชักจะอับตัน ตีบตัน หรือไม่? เพียงใด? ก็มิอาจสรุปได้ แต่โดยการแสดงออกถึงความคิด ความอ่าน ความรู้สึกนึกคิดที่ถูกนำมา โพสต์ มา แชร์ ในพื้นที่เฟซบุ๊กทั้งหลาย มันออกจะหนักไปทาง จืดสนิทติดทนนาน หรือ จืดสนิทศิษย์ส่ายหน้า อย่างมิอาจปฏิเสธ...

คือไม่ได้พยายามนำเสนออะไรที่แปลกๆ-ใหม่ๆ ที่น่าคิด น่าสะกิดใจ ที่พอหยิบเอามาเป็นแนวคิด แนวทาง เป็นข้อถกเถียง อภิปราย แบบเป็นเรื่อง-เป็นราวได้เลยแม้แต่น้อย บางรายที่ขยันโพสต์ ขยันแชร์ แบบชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ก็ดูจะหันไปหยิบเอาเรื่องอุจจาระสุกรรา-อุจจาระสุนัขแห้ง มายัดๆ ใส่ๆ ไว้เป็น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของใคร-ของมันไปตามสภาพ เอารูปวิว รูปดอกไม้ รูปผลหมากรากไม้ รูปผีเสื้อ รูปนก รูปนั่น-รูปนี่ ฯลฯ มาใช้เป็นตัวสะท้อน รสนิยมวิไล ของตัวกู-ของกูไปตามมีตามเกิด บางรายไปคว้าคลิปวิดีโอประเภทซ้ำๆ ซากๆ มาโพสต์ มาแชร์ แบบให้ผ่านหู-ผ่านตาไปวันๆ บางรายก็หันไป เซลฟี อวดโชว์รูปภาพ รูปร่าง หน้าตาของ ตัวกูเอง ไม่ว่ามุมก้ม มุมเงย มุมหงาย ทั้งที่ เหี่ยวแสนเหี่ยว ไม่ได้ก่อให้เกิดแรงกระตุ้น แรงจูงใจใดๆ ต่อผู้พบ-ผู้เห็น เอาเลยแม้แต่น้อย...ฯลฯลฯ...

ส่วนผู้ที่อาจ เบื่อหน่าย กับการแสดงออกในพื้นที่ดังกล่าว ก็หยุดโพสต์ หยุดแชร์ เอาดื้อๆ!!! บางรายไม่ได้คิดจะพูดอะไร ไม่ได้คิดเคลื่อนไหวใดๆ นับเป็นปีๆ หรือ 5-6 ปี ไปจนถึงเกือบสิบๆ ปีเอาเลยก็มี จนอดที่จะเกิดความห่วงหา อนาทร ไม่รู้ว่าจะตายโหง-ตายห่าไปแล้วหรือไม่? ประการใด? แต่ประเภทที่ยังชอบพูด ชอบแสดงออก โดยเฉพาะในเรื่องราวร้อนๆ ประเภทเรื่องการบ้าน-การเมือง เรื่องความเป็นไปของสังคม-ของโลก ส่วนใหญ่...ยังไม่ทันได้อ้าปาก ก็พอรู้ๆ ว่าจะพูดเรื่องอะไร? หรือพูดออกมาในแนวไหน? เพราะต่างหนักไปทางซ้ำๆ ซากๆ ส้มๆ-แดงๆ เขียวๆ-เหลืองๆ ทั้งที่โลกทั้งโลก หรือทั้งบ้าน-ทั้งเมือง ต่างดำมิดหมี หรือมืดสนิท จนแทบไม่เห็น แสงสว่าง ใดๆ เอาเลยแม้แต่นิด...

อาการ หมดมุก เหล่านี้...มันเลยทำให้บรรยากาศของบ้านเมือง หรือของโลก ยิ่งดูซึมกระทือยิ่งขึ้นไปใหญ่ ไม่มีอะไรแปลก ไม่มีอะไรใหม่ หรือกระทั่งไม่มีอะไรที่ สร้างสรรค์ อันเป็นตัวช่วยกระตุ้น ช่วยสร้างแรงจูงใจ ในการ มีชีวิตอยู่ ได้มากมายซักเท่าไหร่นัก บรรยากาศในแบบ ดอกไม้ร้อยดอกบานประชัน-แข่งขัน อยู่ตามสวนเล็ก-สวนน้อย ดูๆ มันจะ หายเกลี้ยง!!! ไปจากวิถีชีวิตของผู้คนตอนไหน? เมื่อไหร่? ก็มิอาจสรุปได้ ทั้งที่อาณาเขตพื้นที่ในการแสดงออกต่างมีอยู่เยอะแยะมากมายชนิดไม่ว่าพันธุ์ไหนต่อพันธุ์ไหน ต่างมีสิทธิ์งอกเงย งอกงาม ได้เสมอๆ แต่สวนดอกไม้แต่ละสวนกลับดูแห้งแล้ง แห้งโหย โรยแรง เต็มไปด้วย วัชพืช ที่กลายเป็นเสมือนอาหารหลัก-อาหารว่าง ของประดา คนรุ่นใหม่ ทั้งหลายกันไปแทนที่...

แต่ก็นั่นแหละ...จะไปโทษคนแก่-คนชรา ว่าไม่คิดจะ สร้างสรรค์ ไม่คิดจะสร้างผลงานแปลกๆ ใหม่ๆ อะไรเอาไว้เลย ก็คงลำบาก เพราะขนาด อภิมหาพระ อย่างท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุฯ ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน หรือหลังจากที่ได้สั่งสอน เทศนา เรื่องโน้น-เรื่องนี้ มาไม่รู้จะกี่ร้อย-กี่พันเรื่อง ไม่ว่าเรื่องที่สุดแสนสลับซับซ้อน อย่างเรื่อง ไกวัลยธรรม เรื่อง อตัมมยตาประทีป เรื่อง อิทัปปัจยตา-ปฏิจจสมุปบาท ฯลฯ นับจากนั้นอีกไม่กี่เดือน-กี่ปีก่อนถึงกาลมรณภาพ สิ่งที่ท่านยังคง เทศนา ดูเหมือนเหลืออยู่แค่คำพูดประมาณ 4 พยางค์เท่านั้น นั่นคือ... อย่า-เห็น-แก่-ตัว ที่ถูกนำมาพูดซ้ำ-พูดซาก จนเหมือนกับไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรที่พอจะสร้างสรรค์ต่อไปได้อีกแล้ว โดยอาจเพราะถ้อยคำที่ว่า เป็นอะไรที่ครอบคลุมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้เทศนา สั่งสอน ไว้ก่อนหน้านี้ก็อาจเป็นได้...

ด้วยบรรยากาศทำนองนี้...เลยทำให้อดนึกถึงข้อความใน พระคัมภีร์ไบเบิล บท ปัญญาจารย์ อันว่าด้วยคำสั่ง คำสอน ของ ปัญญาจารย์...ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด กษัตริย์แห่งเยรูซาเลม ขึ้นมามิได้ ที่ออกอาการ หมดมุก มาตั้งแต่ไม่รู้จะกี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว เนื่องจากตระหนักว่า ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้...ไม่มีอะไรใหม่ หรือ “ชาติพันธุ์หนึ่งล่วงไป-และอีกชาติพันธุ์หนึ่งก็มา แต่แผ่นดินโลกคงเดิมอยู่เป็นนิตย์ ดวงอาทิตย์ขึ้น-และดวงอาทิตย์ตก แล้วรีบไปถึงที่ซึ่งขึ้นมานั้น ลมพัดไปทางใต้แล้วเวียนกลับไปทางเหนือ พัดเวียนไป-เวียนมา แล้วก็พัดกลับไปทางเวียนของมัน ฯลฯ” จนต้องเอ่ยคำว่า “อนิจจัง-อนิจจัง-สารพัดจะอนิจจังไปด้วยกันทั้งนั้น” แต่สุดท้าย...ก็ยังเห็นช่อง-เห็นทาง พอที่จะชี้แนะ ชี้นำ บรรดา คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่เกิดมาภายหลังทั้งหลาย ด้วยข้อความที่คิด น่าสะกิดใจมิใช่น้อย นั่นคือที่สรุปไว้ว่า... “คนเร็ว-ไม่ชนะการวิ่งแข่งเสมอไป ฝ่ายมีกำลัง-ไม่ชนะสงครามเสมอไป คนฉลาด-ไม่รับประทานเสมอไป คนมีความเข้าใจ-ไม่ร่ำรวยเสมอไป ผู้เชี่ยวชาญ-ไม่ได้รับความโปรดปรานเสมอไป เพราะวาระและโอกาสย่อมมีมาถึงเขาทุกคน โดยผู้ที่ไม่รู้วาระของตน ไม่ต่างไปจากปลาที่ติดอวนฉันใด นกที่ติดอยู่ในบ่วงแร้วฉันใด บรรดาบุตรมนุษย์ย่อมถูกวาระอันร้ายกาจดักจับติดโดยฉับพลันฉันนั้น!!!”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หรือจะรอให้ประเทศไทยเป็นรัฐล้มเหลว

สถานการณ์บ้านเมืองของไทยเรามีอาการน่าเป็นห่วง เพราะคนรักชาติที่มีอยู่มากกว่าคนชังชาติทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นคนหมู่มากที่นิ่งเฉย (Passive Majority) ทำได้อย่างมากก็คือ

อนุสติจากไดโนเสาร์ตัวสุดท้าย!!!

อย่างที่ว่าไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นแหละว่า...โดยความเป็นไปของ กฎเกณฑ์ธรรมชาติ หรือจะเรียกว่า กฎวิทยาศาสตร์ ไปจนถึง กฎของพระผู้เป็นเจ้า

สว.เลือดสีกากี

ต้องยกให้เป็นช่วงเวลาของสภาสูง หลังจาก กกต.ประกาศรับรองการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 200 คน และรัฐสภาเปิดให้เข้ารายงานตัวเรียบร้อย โดยสัปดาห์นี้

'พระผู้เป็นเจ้า'กับ'กรรมดี-กรรมชั่ว'

ถ้าหากยังไม่ถึง จังหวะ และ โอกาส ที่เหมาะ-ที่ควร...ในอันที่จะทำให้ เพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้...สิ่งนี้จึงเป็นไป ความพยายามที่จะเคี่ยวเข็ญ-บังคับ-ขับไส