
การสูญเสียถึง 23 ชีวิตในอุบัติเหตุเพลิงไหม้รถบัสรับ-ส่งนักเรียนทัศนศึกษาจากจังหวัดอุทัยธานี ที่หวังมาดูความเจริญและความศิวิไลซ์ในเมืองกรุงนั้น ต้อง ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและเจ็บปวดแก่ผู้ยังอยู่อย่างยิ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในท่วงทำนองนี้ของไทยไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก และเชื่อว่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ...๐
ปฏิเสธไม่ได้ว่ายามนี้ในภาคการเมืองต่างกระเหี้ยนกระหือรือในการล้มคอกปัญหาดังกล่าวเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหารอย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎรที่มีการเสนอญัตติด่วนถกเรื่องดังกล่าว แต่ก็ขอฟันธงอีกเช่นกันว่าจะเป็นเพียงแค่ไฟไหม้ฟางเท่านั้น เพราะเรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับคำว่า “วินัย” และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ...๐
ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีกฎหมายครอบคลุมและมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่คนไทยกลับละเลยและไม่สนใจ รวมทั้งหน่วยงานและผู้รับผิดชอบกฎหมายต่างๆ แม้ล่าสุดคดีนี้ “พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์” รอง ผบ.ตร.รักษาราชการแทน ผบ.ตร. จะแถลงเอาผิดข้อหาหนักกับผู้ขับขี่ แต่ความเป็นจริงควรไล่เบี้ยไปตั้งแต่รถที่ติดตั้งแก๊สโดยไม่ได้จดทะเบียนถึง 5 ถัง ว่าผ่านมาวิ่งบนท้องถนนได้อย่างไร กรมการขนส่งทางบกปล่อยผ่านมาได้จากจุดไหน อู่ไหนเป็นผู้ติดตั้งปรับปรุง ...๐
ถ้า “นายกฯ อิ๊งค์” ที่ขมีขมันในเรื่องดังกล่าวจริง เหมือนที่เรียกประชุมทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่ายก่อนบินไปโชว์วิสัยทัศน์ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์นั้น ก็ควรสั่งให้จัดการเด็ดขาดในเรื่องดังกล่าว เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเป็นแค่ “ผักชีโรยหน้า” เท่านั้น และการใช้กรณีลงดาบทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนเกียวข้องก็ยังเป็นตัวอย่างให้กับกรณีอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาขาแว้นที่ป่วนเมืองด้วย ว่าภาครัฐเอาจริงเอาจัง ไม่เช่นนั้นช่วงเทศกาลปีใหม่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เราก็ต้องมารณรงค์ 7 วันอันตรายหรือเทศกาลนับศพศักราชใหม่กันอีก แต่ หากมีการกวดขันทั้งวินัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังก็เชื่อว่า “ปีหน้าฟ้าใหม่” อาจเป็นปีแรกที่ไม่ต้องมี 7 วันอันตรายก็ได้ ...๐
แล้วยังมีผลพวงจาก “โศกนากฏกรรม” ดังกล่าวอีก นั่นคือกรณี “ณกร ชารีพันธ์” สส.มุกดาหาร พรรคประชาชน ไปกดหัวเราะในภาพ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” อดีต รมช.มหาดไทย นั่งก้มหน้าในระหว่างลงพื้นที่เหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กยอมรับว่าได้ “กดหัวเราะจริง แต่เพิ่งทราบว่ากดผิด ยืนยันด้วยความสัตย์จริงไม่มีเจตนาจะขำต่อสถานการณ์เช่นนี้” นี่หรือที่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน บอกว่าต้องใช้กลไกควบคุมกันเอง จึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมือง พิโธ่! แค่ออกมาโพสต์บอกว่ากดผิดเท่านั้นก็จบหรืออย่างไร แล้วเหตุผลที่บอกว่า “กดผิด” นั้น ก็ต้องบอกว่า “ยิ่งกว่าขำ” เสียอีก กินภาษีของคนทั้งประเทศเป็นผู้ทรงเกียรติ ให้เหตุผลว่ากดผิดเหมือนเด็ก 3 ขวบไปได้ ก็ไม่รู้ว่า “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคจะกล้าลงดาบเรื่องนี้ไหม และ “ไอติม” ผู้พร่ำเพรื่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ทุกลมหายใจนั้น จะกล่าวอ้างเรื่องความรับผิดชอบอย่างไร ...๐
ต้องถือเป็นข่าวดีอีกครั้งของ “สภาสูง” เพราะ ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่เกี่ยวข้องกับการล้มการเลือก สว. ทั้งสำนวนของ “นพดล สุดประเสริฐ” และ “พล.ต.ท.กฤตไชย ทวนทอง และแดน ปรีชา” แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามีสำนวนในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกเท่าใด แต่ตอนนี้ก็ต้องบอกว่าหายใจโล่งที่ได้ทำหน้าที่ไปอีกระยะหนึ่ง ...๐
ทิ้งท้ายด้วยข่าวชาวบ้าน ซึ่งเรียกว่าสอดรับกับเหตุโศกนาฏกรรมพอดิบพอดี แต่เรื่องนี้เป็น ความเดือดร้อนของชาวมีนบุรี และชาวเคหะรามคำแหง รวมถึงผู้ทำงานในเส้นสุขาภิบาล 3 จากแยกมีนพัฒนาหรือที่รู้จักว่าแยกเสรีไทยไปจนถึงตลาดมีนบุรี เพราะเดิมรถเมล์สาย 514 ซึ่งปกติโดยทั่วไปการเดินทางไปและกลับต้องอยู่แบบฝั่งตรงข้ามกัน แต่ล่าสุด “สาย 514” ขากลับเข้าอู่มีนบุรีได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยเลี้ยวซ้ายแยกเสรีไทยเพื่อไปเข้าอู่แบบไม่มีป้ายรับผู้โดยสาร แทนที่จะตรงไปเพื่อรับผู้โดยสารอีก 4-5 ป้าย ด้วยเหตุผลว่าคนขับจะได้เข้าอู่ได้ง่ายไม่ต้องไปกลับรถ พระเจ้าจอร์จ! ขสมก.บริการประชาชนผู้มีรายได้น้อย ได้กลายเป็นบริการคนขับรถให้สะดวกไปแล้ว งานนี้ก็ไม่รู้ว่า “ดร.กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล” ผู้อำนวยการองค์การ ขสมก. จะแก้ไขดูแลอย่างไร หรือต้องถึงขั้นให้ “สุรพงษ์ ปิยะโชติ” รมช.คมนาคม ต้องลงมาปัดกวาดเช็ดถูแทน เพราะคนแถวนั้นก็บ่นกันตรึมว่าจะไปหวังให้ “ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส.มีนบุรี ลงมาช่วยมาดูแลคงต้องรอชาติหน้า เพราะพรรคนี้มัวแต่มุ่งเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหล้าเสรี เซ็กซ์ทอยเสรีกันอยู่นั้นแล ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ
บันทึกหน้า 4
เลือกกันไปเรียบร้อยตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โผไม่พลิก “โสภณ ซารัมย์” จากพรรคภูมิใจไทยนั่งตำแหน่งประธาน เอาชนะ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” จากพรรคประชาชนไปด้วยคะแนน 289 ต่อ 123 คะแนน ที่น่าสนใจคือ มีผู้งดออกเสียงมากถึง 80 เสียง และบัตรเสียอีก 5 ใบ

