บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าหลัง “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขยับแข้งขยับขามากกว่าการจัดรายการ “สนธิทอล์ก” โดยระบุอาจต้องลงท้องถนนหากรัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามเรื่องต่างๆ ที่ค้างคาใจได้นั้น ก็สร้างปฏิกิริยาอย่างมาก ยิ่ง มี “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ออกมาเติมเชื้อไฟว่าม็อบสนธิคงไม่มีม็อบใหญ่ เป็นแค่ “ก๊กอนุรักษนิยม” รวมทั้งฟาดหางว่ามีพรรคประชาชนเป็นกองเชียร์ ก็ยิ่งทำให้เรื่องเริ่มร้อนฉ่ามากขึ้น ...๐

ล่าสุดถึงกับทำให้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ดูแลเรื่องความมั่นคงต้องมาตอกย้ำว่า “เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย แต่อย่าให้ผิดกฎหมายก็แล้วกัน” ในขณะที่ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งเสียเครดิตไปหมาดๆ ว่าด้วยการพยายามแปลงร่างกฎหมายประชามติเป็นกฎหมายการเงิน นั้น ก็ออกมากล่าวโยงให้พึงระลึกถึงการปฏิวัติรัฐประหารหากมีการประท้วงและม็อบลงท้องถนน แหม! อย่างวลีที่เขาพูดกันเสียจริงๆ ว่า “คนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัว” เพราะไม่ยอมมองว่าทำไมคนมาลงท้องถนน แต่กลับไปมองว่าการลงท้องถนนจะเรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร ...๐

แม้ซีกรัฐบาลจะประเมินและมองว่า “ม็อบสนธิ” ไม่น่าหวาดวิตกแต่ประการใด แต่ “ธนาพล อิ๋วสกุล” บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เพื่อนใกล้ชิด “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า กลับมองไว้น่าสนใจว่า เป็นความผิดพลาดของพรรคเพื่อไทยในการประเมิน “สนธิ” โดยเพื่อนทอนบอกว่าอย่าลืม “สนธิ” ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สวมบท “นักข่าวเชิงสืบสวน” ตั้งแต่คดีทนายตั้มมาจนถึงหมอบุญ ได้เครดิตไปไม่น้อย โดยเรื่อง MOU 44 เป็นแค่เป้าหลอก เป้าจริงคือ การตั้งคณะกรรมการร่วมทางเทคนิค หรือ JTC เพื่อจัดสรรผลประโยชน์​ร่วมทางทะเล​ ระหว่างไทยและกัมพูชา​มากกว่า เพราะเป็นไปได้ว่าจะนำไปสู่การกินรวบ เพื่อกลุ่มทุนพลังงานคนเดิม งานนี้ก็ต้องบอกว่า “เพื่อนทอน” มองขาดเสียนี่กระไร ...๐

ที่สำคัญปฏิกิริยาว่าด้วยการเป็นลูกไล่กัมพูชานั้นก็ชัดเจนอยู่แล้วจากความสัมพันธ์ของ “พี่โทนี่” กับ “ฮุน เซน” ซึ่งล่าสุด “อังคณา นีละไพจิตร” สว. ก็ได้ตั้งคำถามถึงข่าวที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ของไทยส่งนักการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชาที่มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยของ UNHCR 5 คน และเด็กอีก 2 คนกลับกัมพูชา เป็นเรื่องจริงหรือไม่อย่างไร โดยจี้ให้ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี รีบออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ก็ดูเหมือนนายกฯ อิ๊งค์จะไม่ได้ใส่ใจ เพราะมัวแต่ต้อนรับนักธุรกิจจากต่างชาติอยู่ ...๐

หันมาดูเรื่องปากท้องกันบ้าง เพราะล่าสุด “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” รองนายกฯ และ รมว.พลังงานประกาศลดค่าครองชีพและของขวัญปีใหม่ให้คนไทยนำร่องเป็นกระทรวงแรกแล้ว โดยระบุว่าจะ ประกาศลดค่าไฟฟ้างวด ม.ค.-เม.ย. 2568 ลง จากค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในงวดปัจจุบัน ก.ย.-ธ.ค.2567 ซึ่งอยู่ที่ 4.18 บาท/หน่วย ลงอีก 3 สตางค์/หน่วย หรือเหลือ 4.15 บาท/หน่วย ส่วนคณะรัฐมนตรีก็มีการแพลมออกมาบ้างแล้วว่าจะเคาะเรื่องดังกล่าวในการประชุม ครม.สัญจรครั้งแรกของรัฐบาลที่ “เชียงใหม่” ในวันศุกร์ที่ 29 พ.ย.นี้ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินดิจิทัลเฟส 2 ให้ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 3-4 ล้านคน โดยจะให้สามารถใช้จ่ายได้ก่อนช่วงตรุษจีนปี 2568 ...๐

งานนี้ต้องบอกว่า “คลัง” ไม่สนใจเสียงทักว่าด้วยการหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย ยังเดินหน้าต่อเนื่อง แต่กลับกรณีการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ประธานบอร์ดแบงก์ชาตินั้น ประชุมเสร็จสรรพได้ชื่อ “เดอะโต้ง” กิตติรัตน์ ณ ระนอง มานานแล้ว แต่กลับยักแย่ยักยันไม่ส่งชื่อเข้าสู่ที่ประชุม ครม.เคาะเสียที งานนี้เลยทำให้ “กิตติรัตน์” ที่โพสต์ขอบคุณบนเฟซบุ๊กเมื่อ 12 พ.ย.สั้นๆ ว่า “ทุกเสียงสนับสนุนคือกำลังใจ และทุกเสียงที่ติติงคัดค้านคือการเตือนใจ ให้คิดดี พูดดี และปฏิบัติดี” รอเก้อมานานแล้วจ้า ...๐

ทิ้งท้ายเรื่อง ร้อนแรงไม่แพ้ “ม็อบ” ก็ต้องเป็นเรื่อง “เขากระโดง” นั่นแล เพราะดูเหมือนบรรดากรรมาธิการแต่ละคณะที่มีพรรคประชาชนเป็นโต้โผยิ่งกว่า “กระดี่ได้น้ำ” เสียอีก เพราะเรียกทั้ง รฟท., กรมที่ดิน, รัฐมนตรี เข้าให้ข้อมูลแทบไม่เว้นวันกันเลยทีเดียว ต้องบอกว่าคึกยิ่งกว่า “วีวีไอพีนอนชั้น 14” หรือแม้แต่กรณี “ที่ดินอัลไพน์” ที่เงียบยิ่งกว่าเป่าสาก ล่าสุดเรื่องลามไปถึงท็อปบูตอีกต่างหาก เมื่อ กมธ.ทหารที่มีตัวตึงอย่าง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” นั่งเป็นประธาน ได้เชิญ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 หรือค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาชี้แจง เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าการขออนุญาตจัดตั้งค่ายกองพันทหารราบเบาเมื่อปี 2521 นั้น มีการจัดสร้างไม่ตรงตามที่ขอ โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่เขากระโดง งานนี้เรียกว่าน่าจะเป็นหนังยาวที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด ...๐

 

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

บันทึกหน้า 4

ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.

บันทึกหน้า 4

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ

บันทึกหน้า 4

เลือกกันไปเรียบร้อยตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โผไม่พลิก “โสภณ ซารัมย์” จากพรรคภูมิใจไทยนั่งตำแหน่งประธาน เอาชนะ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” จากพรรคประชาชนไปด้วยคะแนน 289 ต่อ 123 คะแนน ที่น่าสนใจคือ มีผู้งดออกเสียงมากถึง 80 เสียง และบัตรเสียอีก 5 ใบ