
ที่ผ่านมารัฐบาลอาจจะยังไม่ได้พูดถึงโครงการพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี มากนัก เนื่องจากคงจะยุ่งกับการบริหารงานในแนวทางอื่นๆ อยู่ แต่กับหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เองก็ยืนยันตลอดเวลาว่า โครงการนี้เดินหน้าไปได้ตามกฎหมายที่รองรับอยู่ และมั่นใจว่าจะเป็นไปตามแผนงาน ทั้งแผนการลงทุนและแผนการก่อสร้างต่างๆ แต่ที่ผ่านมาก็มีหนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่พยายามที่จะยกระดับผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่อีอีซี และทำให้พื้นที่แห่งนั้นเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างเต็มกำลัง
โดยล่าสุดได้ออกมาแถลงผลความสำเร็จกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่ EEC และพื้นที่ต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2567 ซึ่งเป็นโครงการที่ สสว.เพิ่งเริ่มทำมาในช่วงเดือน ก.ย.2567 ที่ผ่านมานี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าความมีศักยภาพของ SME ไทยจะสามารถต่อยอดให้เกิดมูลค่ามากกว่า 126 ล้านบาท โดยกิจกรรมดังกล่าวจะเข้าไปส่งเสริม เพิ่มขีดความสามารถ และยกระดับนวัตกรรมในกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่อีอีซี ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และพื้นที่ต่อเนื่องในจังหวัดจันทบุรี โดยมีเป้าหมายให้เกิดการลงทุนหรือสามารถก่อตั้งธุรกิจได้ พร้อมช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่ยกระดับนวัตกรรมในธุรกิจได้ รวมถึงเพิ่มโอกาสทางการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเน้นคือ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนแล้วไม่เกิน 3 ปี มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ข้างต้นที่มีการดำเนินกิจการ ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมที่ต่อยอดอัตลักษณ์เชิงพื้นที่สร้าง Value creation 2.อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยี/แปรรูปอาหาร และ 3.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการส่งเสริมผู้ประกอบการในระยะเริ่มต้น มุ่งเน้นพัฒนาผู้ประกอบการในพื้นที่ จึงเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้มีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เติบโตแข็งแรงและมีอัตราการอยู่รอดของธุรกิจมากขึ้น
ที่ผ่านมา สสว.ได้พัฒนาผู้ประกอบการในกิจกรรมดังกล่าว โดยมีการเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการ หรือ SME รายใหม่ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เข้ารับการพัฒนายกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี ได้แก่ การเพิ่มผลิตภาพ เช่น Internet of Things หรือ IoT, ระบบ Automation การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับจัดการการดำเนินงานในองค์กร การวางแผนและติดตาม การผลิต การซ่อมบำรุง วัตถุดิบ คลังสินค้า การขาย การขนส่ง เป็นต้น พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมด้วยการใช้ของที่เหลือจากวัสดุเหลือใช้ และการสร้างเรื่องราวและการนำเสนอ (Storytelling) เพื่อยกระดับอัตลักษณ์ชุมชนท่องเที่ยว Blue zone การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหารสมุนไพร แพทย์แผนไทย สปา เป็นต้น
โดยในปี 67ผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 150 ราย ประกอบด้วยผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 27 ราย ชลบุรี 48 ราย ระยอง 42 ราย และจันทบุรี 33 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 126 ล้านบาท รวมทั้งยังสามารถเพิ่มรายได้ ทั้งในรูปแบบการขยายตลาด ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 28 ล้านบาท สามารถเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและพร้อมต่อยอดการลงทุนในธุรกิจ ซึ่งมีแผนการลงทุนรวมทั้งสิ้น 64 ล้านบาท
ที่สำคัญได้ส่งเสริมด้านตลาดเชิงรุกต่างประเทศให้ผู้ประกอบการ จำนวน 24 ราย ระหว่างวันที่ 13-18 พ.ย.2567 ณ ไต้หวัน โดยมีกิจกรรมจับคู่ทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว 4 ราย พบและเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไต้หวันกว่า 10 บริษัท ณ โรงแรม Grand Halai ผู้ประกอบการอีก 20 ราย เข้าร่วมออกบูธแสดงสินค้าในงาน Taiwan Int’l Food Industry 2024 ณ ศูนย์แสดงสินค้าหนานกัง
ซึ่งจากการจัดกิจกรรมดังกล่าวสามารถสร้างยอดขายจากการเจรจาธุรกิจ และสร้างมูลค่าทางการตลาดไม่น้อยกว่า 33 ล้านบาท
ด้านนางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รักษาการผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า กิจกรรมสุดท้ายภายใต้โครงการเป็นการดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมด้านตลาดเชิงรุกในประเทศ ในงาน “SME SOFT POWER Marketplace” ณ ลาน Avenue A ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 10-12 ธ.ค.2567 โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายรวมได้กว่า 1 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 คาดว่าจะได้รับงบประมาณสนับสนุนบวกกับเงินกองทุน สสว.รวมกว่า 760 ล้านบาท และจะแบ่งมาดำเนินงานกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้เกิดมูลค่าเพิ่มกว่า 500 ล้านบาท
และนี่คงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มาการันตีว่าในพื้นที่อีอีซีไม่ได้มีดีแค่ในเชิงพื้นที่ แต่ผู้ประกอบการอย่าง SME ก็มีดีพอตัว และคงเป็นผลงานปิดปีใหม่ที่ สสว.เป็นปลื้มได้แน่นอน.
ณัฐวัฒน์ หาญกล้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

