
ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเป็นเวรเป็นกรรมของประเทศไทยดีหรือไม่ เพราะไม่ใช่มีแต่ “ไทยแลนด์โอนลี” ประเทศเดียวที่โดนพิษของ “ทรัมป์ 2.0” ในเรื่องภาษีการค้าด้วย โดยตัวเลขที่รู้ๆ กันอยู่คือ 36% แต่ ที่น่าวิตกอย่างยิ่งคือ พี่เบิ้มมะกันไม่ลดภาษีให้ไทยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว ในขณะที่เพื่อนบ้านรอบข้างไม่นับ “เวียดนาม” ที่เจรจาสำเร็จไปแล้วนั้น กลับได้ลดกันถ้วนทั่ว โดยลาวได้ภาษี 40% ลดลงจาก 48%, เมียนมา 40% ลดลงจาก 44% และกัมพูชา 36% ลดลงจาก 49% ...๐
แล้วที่บอกว่าเป็นเวรเป็นกรรมนั้น ก็เพราะมีผู้นำประเทศชื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” นั่นเอง แม้ปัจจุบัน “อุ๊งอิ๊ง” จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจากคลิปเสียงลุงฮุน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ได้เป็นนายกฯ การสร้างความมั่นใจและมั่นคงให้คนทั้งชาติกว่า 70 ล้านคนยังเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอยู่ แต่ในการให้สัมภาษณ์เรื่อง “ภาษีทรัมป์” เจ้าตัวกลับตอบว่า “ในความเห็นของประชาชนคนหนึ่ง คิดว่ายังมีโอกาสในเรื่องนี้อยู่” พระเจ้าจอร์จ นี่หรือคนเป็นนายกฯ ที่จะนำพาประเทศให้มีกินมีใช้ มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ...๐
แล้วที่อนาถหนักเข้าไปอีกคือ อุ๊งอิ๊งบอกอยากรู้รายละเอียดให้ไปถาม “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ แหม! แค่ผลการเจรจาที่ผ่านมาที่ “ขุนคลัง” ชี้แจงต่อสังคม และต่อมาความเป็นจริงที่สหรัฐทำหนังสือถึงประเทศไทยก็เรียกว่าราว “ฟ้ากับเหว” กันชัดๆ ที่สำคัญรัฐบาลยังชอบมุบมิบหมกเม็ดอีกต่างหาก โดยอ้างว่าเป็นกลยุทธ์ในการเจรจา งานนี้คนไทยกว่า 70 ล้านคนที่ต้องได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีคงต้องสวดภาวนากันถ่ายเดียว ...๐
หันมาดูการประชุมสภาผู้แทนราษฎรกันบ้าง ต้องเรียกว่าเรียบร้อยโรงเรียนรัฐบาลไปอีกเรื่อง ใน การถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. .... ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 253 เสียง ไม่เห็นด้วย 66 เสียง งดออกเสียง 0 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 0 เสียง แต่ที่เป็นเรื่องร้อนก่อนประชุมเรื่องดังกล่าว คงไม่มีประเด็นใดเกิน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องดังกล่าว ที่บอกว่า นี่เป็นต้นตอของการถูกอัปเปหิจากรัฐบาล รวมทั้งเปิดข้อมูลชัดๆ ว่า “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีนได้เตือนเรื่องนี้ถึง 3 ครั้งในการพบปะกับ “แพทองธาร” และคณะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ …๐
เรียกว่าเป็นระเบิดลูกย่อมๆ ที่ถึงขั้นทำให้ “อุ๊งอิ๊ง” ต้องออกมาโต้ว่าเป็นการให้ข้อมูลแบบใส่สีตีไข่เกินไป แต่ในความเป็นจริงหากย้อนไปดูคำให้สัมภาษณ์ของ “แพทองโพย” เจ้าตัวก็เคยยอมรับว่า “สี จิ้นผิง” สอบถามและแสดงความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว ซึ่ง “อนุทิน” ก็เพียงแต่นำตัวเลขชัดๆ มาบอกกล่าวก็เท่านั้นเอง เพียงแต่รัฐบาลสันหลังหวะเมื่อเจออะไรก็มักจะดิ้นพล่านกันไปเรื่อย ...๐
พูดถึงลูกแล้วไม่พูดถึงพ่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ไม่ได้ เพราะล่าสุดก็ไปโชว์วิสัยทัศน์ซอฟต์พาวเวอร์หลังจากเงียบหายไปนานหลัง “ลูกสาวสุดที่รัก” ถูกคลิปลุงฮุนเล่นงาน โดย สทร.ก็มาขายฝันตัวใหม่ในชื่อ “ThaiWORKS” ที่บอกว่าจะต่อยอดโอท็อป โดยจะชวน “ปีเตอร์ ฮาร์แนล” ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ชื่อดังและทำงานกับซัมซุงมาช่วย โดยจะออกเงินเอง ชาวบ้านเลยฝากถามว่า ฝันเก่าว่าด้วยการสร้างนางแบบระดับโลกนั้นยังทำไม่ได้เลยจะทำของใหม่อีกแล้วเหรอ หรือแค่ถ่ายรูปของ “นาโอมิ แคมป์เบลล์” กับ “แพทองธาร ชินวัตร” ที่ทำเนียบรัฐบาลนั่นคือการสร้างซอฟต์พาวเวอร์ปั้นนางแบบแล้ว ...๐
หันมาดูด้านการเงินกันบ้าง โดยเฉพาะการสรรหาผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ซึ่ง “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ อดีต รมว.การคลังและ อดีตรองผู้ว่าฯ ธปท.ก็วิเคราะห์แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ แบงก์ชาติไว้น่าสนใจ โดยระบุว่า 2 คนสุดท้ายที่เข้าชิงตำแหน่ง “ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส” รองผู้ว่าการ ธปท. กับ “วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินนั้น เป็นบุคลากรคุณภาพคับแก้วชั้นนำของประเทศ แต่กังวลว่าจะไม่ตอบโจทย์ยากที่รออยู่ข้างหน้า ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะพาให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความยากลำบากมากขึ้น ซึ่งก็น่าเชื่อถือไม่น้อย เพราะแต่ละคนก็ต้องบอกว่าเป็นกูรูที่อยู่บนหอคอยงาช้างทั้งคู่ อาจจะสนใจใส่ใจในระดับภาพกว้างหรือภาพรวม โดยเฉพาะบรรดาสถาบันการเงินและระบบแลกเปลี่ยนเป็นหลัก โดย ลืมเลือนว่า “แบงก์ชาติ” นั้นก็มีนโยบายและมีส่วนสำคัญดูแลความเป็นอยู่ของคนไทยกว่า 70 ล้านคนผ่านนโยบายดอกเบี้ย และสินเชื่อด้วย ซึ่งที่ผ่านมาผู้ว่าฯ แบงก์ชาติหลายรายกลับละเลย ซ้ำร้ายไม่เคยแยแสด้วย ...๐.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569
บันทึกหน้า 4
ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง
บันทึกหน้า 4
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

