
29 สิงหาคม ลุ้นกันตัวโก่ง “แพทองธาร ชินวัตร” จะตกเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่ มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่ม 36 สว. โดยพลเอกสวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภาและประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ในฐานะผู้ร้องหลักในคำร้องคดีที่กลุ่ม 36 สว. เข้าชื่อกันยื่นถอดถอน น.ส.แพทองธาร วันนี้ (25 ส.ค.) ส่งเอกสารคำแถลงการณ์ปิดคดีในคดีดังกล่าวต่อสำนักงานเลขาธิการศาล รธน. ตามกำหนดเวลาที่ศาล รธน.แจ้งไว้
เนื้อหาหลักๆ ในคำแถลงการณ์ปิดคดี อิงเนื้อหาในเอกสารคำร้องที่เคยยื่นต่อศาล รธน.ก่อนหน้านี้ และจะมีการเพิ่มเนื้อหาบางส่วนจากการร่วมฟังการไต่สวนคดีของศาล รธน. เมื่อวันที่ 21 ส.ค.เข้าไปด้วย ตามเหตุตามผล แต่เนื้อหาก็จะคล้ายๆ กับตัวคำร้องที่ยื่นถอดถอน น.ส.แพทองธารออกจากตำแหน่ง ต่อศาล รธน.
ทั้งนี้ คำร้องของ 36 สว. ที่ส่งถึงศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้มีคำวินิจฉัยใน 2 ประเด็นคือ 1.ให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
2.ให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เนื่องจากปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่า “ผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์ส่วนตัวและแอบเจรจากับประธานวุฒิสภากัมพูชาในลักษณะเป็นภัยต่อความมั่นคงอาณาเขตไทย และอำนาจอธิปไตยของไทย อันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงและยากแก่การเยียวยาในภายหลัง ดังนั้นเพื่อป้องกันความรุนแรงอันใกล้ที่จะถึง ประกอบกับคำร้องของผู้ร้องมีเหตุอันมีน้ำหนักที่ศาลจะวินิจฉัยให้เป็นไปตามคำร้อง” จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรการหรือวิธีการเป็นการชั่วคราว โดยสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ...๐
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การทุจริตในสังคมไทย ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,163 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2568 พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าปัญหาการทุจริตในสังคมไทยปัจจุบันมีความรุนแรงมาก ร้อยละ 93.47 และไม่เชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ร้อยละ 78.50
โดยกังวลการทุจริตด้านงบประมาณภาครัฐมากที่สุด ร้อยละ 86.93 มองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ ร้อยละ 68.96 แนวทางในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คือ ทุกหน่วยงานควรเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ร้อยละ 69.91 ความในใจของประชาชนที่อยากบอกเกี่ยวกับการทุจริตในสังคมไทย ณ วันนี้ คือ การทุจริตมีอยู่ในทุกวงการ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรศาสนา จึงควรเร่งแก้ไข ร้อยละ 43.38
คิดในแง่คะแนนจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงร่วมๆ 30 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้สิทธิทั้งหมด แสดงว่าคนที่ลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ก็เชื่อว่ามีการทุจริตคอร์รัปชัน คำถามคือ การเลือกตั้งครั้งถัดไปคนเหล่านี้จะเลือกพรรคไหน หรือจะเลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองเชื่อว่าไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันต่อไป ...๐
ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “การเมืองไทยยังอยู่ในโหมดความเสี่ยง… แม้ทักษิณจะรอดพ้นจากคดี 112” เนื้อหาระบุว่า ทันทีที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 คุณทักษิณบอกกับสื่อมวลชนว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เดินหน้าช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้มากขึ้น คำพูดเหล่านี้ไม่ได้ส่งสัญญาณบวกให้กับการเมืองไทยอย่างที่คิดและยังจมดิ่งอยู่กับความตึงเครียดและความเสี่ยงสารพัดด้าน เพราะนอกเหนือจากอีกหลายคดีสำคัญที่ต้องลุ้นกันแล้วปัจจัยแห่งความเสี่ยงยังจมดิ่งและมีสัญญาณเลวร้ายมากขึ้น เช่น
1.ความเชื่อมั่นต่อนักการเมืองต่ำกว่าทหาร ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบบการเมืองไทย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความกังวลเชิงโครงสร้าง 2.เศรษฐกิจและปากท้องยังเป็นโจทย์ใหญ่ปัญหาค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่ชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจ ยังคงกดดันรัฐบาลอย่างหนัก ความคาดหวังว่าทักษิณอาจเข้ามาช่วยงานบางด้านไม่ได้มีสัญญาณบวกอะไร เพราะนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้คุณทักษิณเป็นคนคิด และตัวเลขทางเศรษฐกิจและปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันจมดิ่งหนักขึ้น
3.เกมการเมืองที่ยังไม่แน่นอน การปลดชนวนคดีหนึ่งแต่มีอีกคดีที่รอการตัดสิน ทำให้ภาพการเมืองเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หากคดีนายกฯ มีผลกระทบต่อเสถียรภาพ ก็อาจนำไปสู่แรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ 4.ไม่เคยริเริ่มการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมการเมือง รัฐบาลทักษิณในอดีตโดยตัวคุณทักษิณเองและนอมินีของคุณทักษิณ จนกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้มีนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคม การเมืองไทยอย่างจริงจัง และสูญเสียโอกาสไปครั้งแล้วครั้งเล่า ฉะนั้นแม้คุณทักษิณจะรอดพ้นจากคดี 112 และประกาศพร้อมกลับมาช่วยทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า การเมืองไทยจะพ้นจากความเสี่ยง และความเปราะบางของรัฐบาลก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่เช่นเดิม …๐
ทั้งหมดทั้งมวลการเมืองในภาพรวมฝ่ายการเมืองยังเป็นภาระของประเทศ เพราะมีการทำผิดรัฐธรรมนูญมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา จนถึงรัฐบาลแพทองธาร แทนที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการบริหารประเทศ กลับต้องมีการแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อไว้ ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของประชาชน เมื่อการเลือกตั้งมาถึง ต้องเข้าใจว่าการเลือกตั้งคืออะไร นำไปสู่อะไร และการเลือกตั้งที่มีการรับเงินรับทองแลกคะแนนเสียงนั้นเป็นอย่างไร หากเกิดความผิดพลาดจะโทษนักการเมืองฝ่ายเดียวคงไม่พอ ประชาชนต้องโทษตัวเองด้วย ...๐
นายชื่น ประชา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
บันทึกช่วยจำ วันนี้ 30 มี.ค. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อโปรดพิจารณาตามกระบวนการ ต่อจากนั้น เป็นวาระของการแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย.
บันทึกหน้า 4
เดือดกว่าในสภา! ลักหลับตอน 4 ทุ่ม แถมเลือกเวลาช่วงปิดประชุมสภาหลังถกญัตติด่วนวิกฤตน้ำมันพอดิบพอดี บอกว่าเลิกอั้น แต่ใครจะคิดว่าจะขึ้นพรวด 6 บาท เล่นเอาชาวบ้านสะดุ้งตื่น
บันทึกหน้า 4
ดูเหมือน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569 ช่างคึกคักเสียจริง ซึ่งสาเหตุหลักก็คงมาจากเป็นสภาใหม่ถอดด้ามที่มีการประชุมครั้งแรก แต่ก่อนการประชุมนั้น “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคการเมืองก็ได้หารือถึงการกำหนดวัน-เวลาในการประชุมของทั่นผู้แทนยุคนี้ ...๐
บันทึกหน้า 4
โผ ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำแล้วจำนวน 35 เก้าอี้ เหลือไว้ 1 เก้าอี้ ยังคงเผื่อไว้ให้ใครสักคน สำหรับ ดร.ปื๊ด-นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ไปต่อ
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

