
อิสรภาพแห่งความคิด...ย่างเข้าสู่ปีที่ 30 แล้ว ก็ต้องบอกว่าประเดิมสัปดาห์แรกของการย่างก้าวการเมืองไทยช่างร้อนฉ่าเสียเหลือเกิน เมื่อช่วงค่ำวันที่ 21 ต.ค. ก็มีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนนตรีคนที่ 31 และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) จะไขก๊อกพ้นเก้าอี้ และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมก็เป็นไปตามนั้น เมื่อ “อุ๊งอิ๊ง” ร่อนแถลงการณ์ออกมาผ่านทางเพจพรรคเพื่อไทย ...๐
งานนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเขียนเอง หรือเอไอ หรือคนรอบข้างเขียนให้ เพราะ ชาวบ้านเขาอ่านแล้วก็ได้แต่ส่ายหัวบอกว่าใช่เหรอ ไล่มาตั้งแต่พารากราฟแรกที่บอกว่าเพื่อเป็นการเริ่มต้นการยกเครื่องพรรคตั้งแต่ประกาศในวันที่ 7 ต.ค.เอย กล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงเอย ส่วนพารากราฟที่สองก็บอกว่าต้องพลิกโฉม คิดใหม่ทั้งหมด และในพารากราฟที่สามก็บอกต้องเริ่มต้นโดยเร็วที่สุด …๐
ประกาศตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ถ้าเป็นจริงอย่างที่พูดทำไมไม่ลาออกตั้งแต่วันนั้น และที่สำคัญคือหากจริงใจในคำพูดสวยหรูโดยเฉพาะที่บอกว่า “กล้าหาญ” และการยืนเคียงข้างประชาชนนั้น ทำไมตั้งแต่วันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ในคลิปเสียงลุงฮุน ไม่ลาออกจากนายกฯ และหัวหน้าพรรค ซึ่งกรณีนี้สังคมอาจอภัยได้ เพราะคดียังไม่ตัดสิน แต่ ในวันที่ 29 ส.ค. หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ฟันผิดจริยธรรมร้ายแรงแล้ว ทำไมยังทู่ซี้อยู่ในตำแหน่ง หัวหน้าพรรคต่อไป ...๐
หรือที่ลาออกจริงๆ แล้วเพราะกลัวปัญหาจะตามมาในการส่งคนลงเลือกตั้ง เหมือนที่ “สรวงศ์ เทียนทอง” อดีตเลขาธิการพรรคบอกว่า “เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาขู่ สส.พรรค” กันแน่ แค่การยอมรับความจริงของตัวเองยังไม่มี แล้ว ใครจะไปเชื่อน้ำคำสวยหรูในเรื่องยืนเคียงข้างประชาชนหากไม่ใช่สาวกที่หลับหูหลับตาเล่า นี่ยังไม่นับผลงานใน 10 เดือน 15 วันของอุ๊งอิ๊ง รวมกับผลงาน 11 เดือน 23 วัน ของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกฯ คนที่ 30 ที่ต้องกระเด็นจากเก้าอี้ในประเด็นจริยธรรมเหมือนกันแล้ว เวลารวมเกือบ 2 ปีมีอะไรจับต้องได้บ้าง นอกจากภาพบินไปทัวร์ต่างประเทศสวยๆ โดยเฉพาะนโยบายหาเสียงที่ใช้ขายฝันแทบจะไม่มีอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันเลย ...๐
แต่ที่ ขำไม่ออกอีกเรื่องคือ การคัดสรรหัวหน้าใหม่ของพรรคที่ดีเดย์ใช้ “วันฮัลโลวีน” หรือ 31 ต.ค. แม้ว่าคนไทยจะไม่คิดอะไรมาก แต่ดูเหมือนว่าก็ไม่ใช่ฤกษ์งามยามดีในทางสากลสักเท่าใด และยิ่งมีข่าวปูดจาก “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยว่าจะเป็นคนใน และไม่ใช่คนตระกูลชินวัตรด้วยแล้ว ก็บอกได้คำเดียวว่าน่าจะเป็นแค่หัวหน้าพรรคขัดตาทัพอีกระลอกแน่นอน โดย มีชื่อของ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” อดีต รมช.การคลัง และ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีต รมช.การคลังในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย (ทรท.) มาเป็นกระแสให้ติดตามกัน แต่เชื่อหัวไอ้เรืองเถอะ ถ้าเลือกตั้งจริงได้ใครในสองคนนี้ ซึ่งต้องเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ด้วย ก็ต้องบอกว่า “เพื่อไทย” ม้วนเสื่อบ้านแน่นอน ...๐
เอ่ยถึง อดีต รมช.การคลังแล้วไม่เอ่ยถึงความร้อนแรงล่าสุดก็ไม่ได้ เพราะ “วรภัค ธันยาวงษ์” อดีต รมช.การคลังในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทยก็ได้ประกาศไขก๊อกพ้นเก้าอี้แล้ว เพื่อเดินหน้าเข้าต่อสู้กระบวนการยุติธรรมหลังมีชื่อถูกพาดพิงเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์อย่างมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะจากบรรดาค่ายส้มทั้งหลาย ต้องถือเป็น รมช.การคลังที่มีอายุสั้นที่สุดในกระทรวงวายุภักษ์เลยทีเดียว เพราะมีอายุแค่ 1 เดือน 3 วัน นับจากวันที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ...๐
เรื่องสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด มีการพูดมาอย่างต่อเนื่อง แต่เรื่องกลายมาเป็นปัญหาระดับโลกเมื่อตำรวจโลกประกาศยึดทรัพย์คริปโตเฉิน จื้อ หรือที่รู้จักอีกชื่อวินเซนต์ ชาวจีนอพยพที่ถือสัญชาติอังกฤษ-กัมพูชา และผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจปรินซ์กรุ๊ป เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา งานนี้เลยทำให้ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยยิ่งกว่าหมาล่าเนื้อในการรุมขย้ำรัฐบาลอนุทิน ทั้งที่หากดูด้วยใจเป็นธรรมแล้วอย่าลืมว่ารัฐบาลนี้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 24 ก.ย. และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 ก.ย. เรียกว่าวันเริ่มทำงานจริงๆ ได้คือวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เท่านั้น ซึ่งก็ผ่านมาแค่กว่า 20 วัน แต่ดันเรื่องสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือคณะกรรมการปราบสแกมเมอร์ขึ้นมา ไม่นับรวมการตัดอินเทอร์เน็ตและถอนสัญชาติล่าสุด แต่ รัฐบาลที่ทำงานมาจะ 2 ปีทำแค่ตัดไฟ ตัดเน็ต ตัดน้ำมันในฝั่งเมียนมาเท่านั้น ในขณะที่ฝั่งกัมพูชาซึ่งเป็นฐานใหญ่กลับแทบไม่แตะต้อง ฉะนั้นบรรดาลูกหาบเพื่อไทยทั้งหลายเวลาจะขยี้หรือจะโวยอะไรหัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองด้วย ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ
บันทึกหน้า 4
เลือกกันไปเรียบร้อยตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โผไม่พลิก “โสภณ ซารัมย์” จากพรรคภูมิใจไทยนั่งตำแหน่งประธาน เอาชนะ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” จากพรรคประชาชนไปด้วยคะแนน 289 ต่อ 123 คะแนน ที่น่าสนใจคือ มีผู้งดออกเสียงมากถึง 80 เสียง และบัตรเสียอีก 5 ใบ

