
“ปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง” หรือ Joint Declaration ที่ลงนามโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ในที่ประชุมอาเซียนซัมมิต เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 โดยมี “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกฯ ลงนามร่วมเป็นสักขีพยาน ได้กลายเป็นกระดาษชำระไปแล้ว ซึ่งไม่ใช่เกิดจากการประกาศของ “อนุทิน” หรือรัฐบาลไทยแต่ประการใด แต่เป็น การกระทำสับปลับ และการกระทำละเมิดปฏิญญาของฝ่ายกัมพูชาเอง จนทำให้ทหารไทยต้องสูญเสียขาเป็นรายที่ 7 จากการเหยียบกับระเบิดใหม่...๐
ที่สำคัญ “กัมพูชา” ยังไม่สำเหนียกในเรื่องดังกล่าว ยังทำผิดปฏิญญาซ้ำอีกด้วยการปล่อยข่าว ปล่อยเฟกนิวส์ว่าเป็นทุนระเบิดเก่า รวมทั้งล่าสุดยังปล่อยข่าวเชลยศึก 18 คนที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวเสียชีวิต 1 ราย เรียกว่าทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรืออาจเพราะ เขมรไม่ได้สนใจปฏิญญาดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นก็เป็นได้ เพราะนอกจากทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.สุรินทร์แล้ว กองทัพบกก็เพิ่งพบทุนระเบิดใหม่ PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น ที่ปราสาทโดนตวล จ.ศรีสะเกษ อีกครั้ง...๐
งานนี้ “อนุทิน” เลยประกาศย้ำในการเป็นประธานเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ว่าจะไม่มีโต๊ะเจรจากับกัมพูชาอีกแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะ การไปทำข้อตกลงกับโจรนั้นก็นับวันที่จะถูกหักหลังและแว้งกัด ซึ่งกรณีนี้ก็ชัดเจน เพราะลงนามไปยังไม่ทันครบ 1 เดือนดี สันดานเขมรก็ออกลายแล้ว...๐
“นายกฯ หนู” ยังแสดงท่าทีขึงขังในเรื่องภาษีทรัมป์ด้วย โดยดูเหมือน “ทรัมป์” และสหรัฐจะนิ่งเฉยในเรื่องความสูญเสียของไทย งานนี้บรรดาสภากาแฟทั้งหลายก็เลยแนะนำว่า ควรยกเลิกหรือระงับบันทึกความเข้าใจเรื่องแร่หายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ ที่ลงนามกับสหรัฐในห้วงเวลาเดียวกันไปด้วยเลย เพื่อแสดงจุดยืนให้มะกันได้รับรู้ในฐานะสักขีพยานปฏิญญาสันติภาพว่าจะเอาแต่หน้าโดยไม่รับผิดชอบการปฏิบัติไม่ได้...๐
หันมาดูฟากฝั่งการเมืองต่างๆ ในเรื่องเดียวกันบ้าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมายืนยันท่าทีของพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมเป็นพรรคแรกว่าสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตย พร้อมซัดเขมรว่าเป็นคนที่ฉีกปฏิญญาข้อตกลง รวมทั้งเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันบอกชาวโลกว่าผู้ที่ฉีกปฏิญญาคือผู้วางทุ่นระเบิด...๐
ในขณะที่ พรรคเพื่อไทยนั้น มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวประณามกัมพูชา แต่บรรดาคอการเมืองได้แต่หันซ้ายหันขวาว่าคนแถลงเป็นหัวหน้าพรรคหรือเลขาธิการพรรค แต่กลับเป็น “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” อดีต รมว.การต่างประเทศ และ “กฤชนนท์ อัยยปัญญา” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย พระเจ้าจอร์จ! เหมือนเป็นการแถลงแบบขอไปทีว่าเพื่อไทยร่วมประณามนะจ๊ะ ไม่ใช่หัวใจเขมรแต่ประการใดอย่างไรอย่างนั้น...๐
แล้วที่แทบไม่ต่างกันคือ พรรคประชาชน (ปชน.) ที่จนป่านนี้ก็ไม่มีใครออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด คงมีเพียง “รังสิมันต์ โรม” รองหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ที่ออกมาแสดงความเห็นเท่านั้น ส่วนหัวหน้าเท้ง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” นั้นตอนนี้ก็ชีพจรลงเท้าอยู่ที่แดนมะกันเพื่อไปร่วมงาน TIME 100 NEXT 2025 ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่เห็นเสียงเห็นเงาแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว ทั้งในฐานะคนไทย ในฐานะ สส. และในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแต่ประการใดเลย...๐
หันมาส่องด้านเศรษฐกิจกันบ้าง เพราะถือเป็นครั้งแรกๆ ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดย “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. แถลงจุดยืนค้านร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … 2.ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … และ 3.ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ซึ่งสภาได้เห็นชอบรับหลักการไปแล้ว 2 ฉบับ และอยู่ระหว่างเสนอสภาอีก 1 ฉบับ โดย กกร.ชี้ว่าออกกฎหมายใหม่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ควรยึดหลักความโปร่งใส เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และจัดทำการประเมินผลกระทบของกฎหมายตามหลักสากลด้วย เรียกว่า งานนี้เป็นบททดสอบรัฐบาลอนุทิน และทีมเศรษฐกิจ ที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย...๐.
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน
บันทึกหน้า 4
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง
บันทึกหน้า 4
การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
บันทึกหน้า 4
เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย
บันทึกหน้า 4
"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท
บันทึกหน้า 4
เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว

