บันทึกหน้า 4

มหาอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่อง เล่นเอา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องบินลงพื้นที่น้ำท่วมรอบ​ที่​ 3 เพื่อไปช่วยวิกฤตหาดใหญ่อีกครั้ง เพราะดูเหมือนงานนี้ “นายกฯ หนู” แทนที่จะได้ดอกไม้แต่กลับได้กระถางแถมมาด้วย จำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้าในการแก้ไข รวมถึงความซ้ำซ้อนในการแก้ไขปัญหา ...๐

ไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด เพราะหากไปสำรวจดูก็จะเห็นทันตา เพราะมี 3 ศูนย์บัญชาการ คือ “ศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.)” ที่มี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์นั่งบัญชาการ

ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.)” ที่มี “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกุมบังเหียน และ “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ที่มี “พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์” ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) จัดการ เพราะหากวันดีคืนดีเกิดมีเหตุการณ์ที่ทั้ง 3 ศูนย์สั่งการในเรื่องเดียวกันแต่ไปคนละทาง งานนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้ปฏิบัติและท้องถิ่นควรจะฟังใครดี เลยทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ในทางลบดังระงม ...๐

แตกต่างจาก คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 11/2568 ที่ “นายกฯ หนู” ลงนามในเรื่องมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรับผิดชอบการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพราะมีการกำหนดตัวบุคคลรายเดียวในการดูแลพื้นที่จังหวัดนั้น อาทิ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ ดูแลนครศรีธรรมราช-ปัตตานี “โสภณ ซารัมย์” รองนายกฯ ดูแลยะลา “ร.อ.ธรรมนัส” ดูแลสงขลา “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกฯ ดูแลสุราษฎร์ธานี เป็นต้น ...๐

และด้วยความชุลมุนก็สารพัดศูนย์นี่เอง แทนที่จะได้ทำงานเดินเครื่องแก้ไขปัญหามหาน้ำท่วมและช่วยเหลือชาวหาดใหญ่ ก็ต้องมานั่งประชุมและนั่งชี้แจงแถลงไขถึงบทบาทหน้าที่ โดย “ภราดร” ก็ระบุว่า ศป.กฉ.จะทำหน้าที่บริหารจัดการข้อมูลแล้วส่งไปยัง ศป.กฉ.ส่วนหน้า ส่วน “เสธ.เบิร์ด” พล.ท.วันชนะ สวัสดี โฆษก ศป.กฉ.ส่วนหน้าก็ระบุอำนาจหน้าที่ จะมีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 เขต และบริหารจัดการใน 4 ลักษณะคือ 1.การบริหารจัดการคน 2.การบริหารจัดการสิ่งของ 3.การบริหารจัดการน้ำ และ 4.การบริหารจัดการเรื่องข้อมูลข่าวสาร ...๐

ส่วน คำถามที่ว่าในพื้นที่มีทั้ง “ร.อ.ธรรมนัส” และ “พล.อ.อุกฤษฎ์” ฝ่ายปฏิบัติต้องฟังใคร “รมต.ประจำสำนักนายกฯ” อย่างภราดรก็บอกเหมือนไม่บอกว่า “ใครช่วยได้ก็ช่วย ใครอยู่ตรงส่วนไหนก็แบ่งโซนกันไป ยืนยันว่าไม่สับสน ทุกคนมีการสั่งการที่ถูกต้อง” คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าจะไม่สับสนอลหม่านจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ เสียงพร่ำบ่นเรื่องนี้นับวันเวลาก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ...๐

ขนาด “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มักไม่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องทำนองนี้ ยังต้องออกมาบอกว่างง เพราะเมื่อประกาศภาวะฉุกเฉินมีการตั้งศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจ โดยให้ ผบ.ทสส.เป็นหัวหน้ารับผิดชอบ แต่ก็มีอีกศูนย์อยู่ที่ทำเนียบฯ และกระทรวงต่างๆ ก็ยังเปิดศูนย์ ...๐

ขณะเดียวกันใน ซีกพรรคประชาชน ไล่มาตั้งแต่ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ปชน. ก็มีการเสนอแนะแก้ไข 4 ข้อเช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นก็บอกว่ากระทรวงการต่างประเทศยกหูหาประเทศอื่นๆ เพื่อเปิดทางและประสานให้เขานำเอาทรัพยากรและอุปกรณ์เข้ามาช่วยเหลือคนในพื้นที่!!! ไม่ต่างจาก “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ปชน. ที่เสนอให้รัฐบาลอาศัยอำนาจพิเศษในเวลาที่มีอยู่เพื่อนำไปสู่การพูดคุยกับทางบริษัทสเปซเอ็กซ์ ที่เป็นเจ้าของสตาร์ลิงก์มาช่วยในเรื่องของการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ ...๐

แต่ที่ต้องถึงอึ้งมากที่สุดคือ “พนิดา มงคลสวัสดิ์” สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า กมธ.พยายามเร่งพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามไทม์ไลน์ เพราะเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว กมธ.จะได้ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ซึ่ง กมธ.ของ ปชน.นั้นมี 9 คน คือ พริษฐ์, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สหัสวัต คุ้มคง, ปรีติ เจริญศิลป์, อนุสรณ์ แก้ววิเชียร, ภัณฑิล น่วมเจิม, เชตวัน เตือประโคน, รอมฎอน ปันจอร์ และพนิดา ก็หวังว่าจะไปโผล่ในพื้นที่ทั้งหมดตามราคาคุย เพราะก่อนหน้านี้ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกฯ ของค่ายส้มไปออกรายการชี้แจงเหตุที่แทบไม่เห็นพรรค ปชน.ลงพื้นที่แจกของช่วยผู้ประสบภัย ก็อ้างว่าอยู่ในช่วงเวลา 180 วันในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ทั้งที่ยังไม่มีการประกาศแต่ประการใด งานนี้สภากาแฟก็ได้แต่ส่ายหัว เพราะการช่วยเหลือประชาชนกลับกลัวผิดกฎหมาย แต่ทีขอแก้ไขมาตรา 112 กลับไม่เคยยี่หระ ...๐

 

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

บันทึกหน้า 4

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง

บันทึกหน้า 4

การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม

บันทึกหน้า 4

เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย

บันทึกหน้า 4

"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท

บันทึกหน้า 4

เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว