บันทึกหน้า 4

ต้องยอมรับว่าแม้ “มหาอุทกภัยในภาคใต้” เริ่มคลี่คลายเข้าสู่จุดการเยียวยา-ฟื้นฟูแล้วก็ตามที แต่ยอดผู้เสียชีวิตและความเสียหายก็ยังไม่นิ่งเสียทีเดียว แต่อย่างไรยอดผู้เสียชีวิตก็คงไม่ถึงพันศพตามที่ “พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” อดีต รอง ผบ.ตร. วาดหวังแน่ๆ แล้ว ที่สำคัญ “มหาน้ำท่วม” ครั้งนี้ นอกจากประจานเรื่องของระบบเตือนภัย การจัดการ การสร้างภาพของไอ้ห้อยไอ้โหนแล้ว อย่างน้อยก็ตอกย้ำมิตรประเทศที่แท้ทรูด้วย โดยเฉพาะมิตรใกล้อย่าง “ญี่ปุ่น-จีน” ที่ให้ความช่วยเหลือไทย โดยเฉพาะแดนมังกร ที่ล่าสุด “จาง เจี้ยนเว่ย์” เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทยและคณะ เข้าพบ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อมอบเงินบริจาคและสิ่งของมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ...๐

ขณะเดียวกัน ผลพวงการเยียวยา โดยเฉพาะค่าปลงศพ 2 ล้านบาทให้แก่ชาวหาดใหญ่ ก็เชื่อว่าจะกลายเป็นประเด็นร้อนแน่ๆ เพราะอย่าลืมว่ามหาอุทกภัยครานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่เดียว แต่มันครอบคลุมถึง 8-9 จังหวัดภาคใต้เลยทีเดียว งานนี้เลยทำให้ “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานผู้อำนวย ศป.กฉ. และ “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” โฆษกรัฐบาลและโฆษก ศป.กฉ. ก็ได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อถูกจี้ถามในเรื่องดังกล่าว ...๐

ที่สำคัญ “สิริพงศ์” ยังแพลมออกมาว่า ในการประชุม ครม.ครั้งหน้ายังจะมีการเสนอให้ยกเว้น “ค่าน้ำ-ค่าไฟ” หาดใหญ่อีก 3 เดือน ก็ยิ่งสร้างความแตกต่าง หรือการแบ่งแยกคนใต้ เหมือนที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประเทศไทยเตือนไว้ รวมถึง “เทพไท เสนพงศ์” อดีต สส.นครศรีธรรมราช ก็ออกมาเรียกร้องเช่นกันว่า “ค่าปลงศพ” 2 ล้านบาทควรได้ถ้วนทั่ว นี่ยังไม่นับกรณี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่ไปไล่ “นายกแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ให้พ้นเก้าอี้ แม้จะสร้างความสะใจและเรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร แต่ “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็กระตุกให้คิดถึงกฎหมายกบิลเมือง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญมาตรา 185 ที่สำคัญ หากมีการร้องกันขึ้นมาจะไม่จบที่ “ชาดา” แต่อาจลามไปถึง “อนุทิน” และ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ด้วย ...๐

เอ่ยถึงพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่เอ่ยถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของแท้ก็ไม่ได้ เพราะออกดอกเห็นผลอย่างชัดเจน หลังจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ปชป. นำคณะไปยื่นเอกสารหลักฐาน “ปปง.-ก.ล.ต.” ชี้ให้เห็นถึงธุรกรรมที่ผิดปกติเกี่ยวโยงกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา โดยสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาว่าเกี่ยวโยงกับวงการสแกมเมอร์ และ ปปง.ได้อายัดทรัพย์ 3 บุคคลหลัก ทั้ง “ยิม เลียก-ก๊ก อาน-เบน สมิธ” เรียกว่าเป็นการกลับมาของ “พี่มาร์ค” และพรรคฝ่ายค้านของแท้ แม้การเปิดชื่อของ “เบน สมิธ” หรือ “เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” จะมาจากค่ายส้ม โดยเฉพาะจาก “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน แต่ดูเหมือน “รังสิมันต์” จะเมามันในการแฉการเอ่ยอ้างมากกว่าต่อยอดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม งานนี้ “ปชป.” เลยสอนเรื่องการเป็นฝ่ายค้านไม่ใช่ฝ่ายค้ำให้ส้มได้ดูเป็นตัวอย่าง ...๐

ที่สำคัญงานนี้ก็เป็นการวัดใจ “อนุทิน” อีกเรื่องหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไร เมื่อ ปปง.ลงดาบเช่นนี้ เพราะอย่าลืมว่า “เบน สมิธ” นั้นมีชื่อและความเกี่ยวพันไม่มากก็น้อยกับ “รัฐมนตรีมันคือแป้ง” ตามที่ “รังสิมันต์” แฉอยู่ หากนายกฯ หนูจะใช้แผนนิ่งสงบไม่พูดในรายบุคคลแต่พูดเรื่องสแกมเมอร์ในภาพรวม ก็อาจไม่ช่วยอะไรได้เลย ...๐

พูดถึงคดีความจะไม่เอ่ยถึงกรณีดาราชื่อ น. ที่เฉลยแล้วว่าเป็น “นานา ไรบีนา” ก็ไม่ได้ เพราะกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ไปรวบเจ้าตัวที่บ้านพัก ตามหมายจับศาลอาญาที่ 7195/2568 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ฐานความผิด “ฉ้อโกงทรัพย์ และกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” ซึ่งมีผู้เสียหายถึง 17 คน และมีความเสียหายกว่า 190 ล้านบาท น้อยกว่าข่าวที่ดังกระหึ่มในโลกออนไลน์ที่บอกว่ามีความเสียหายกว่า 400 ล้านบาท ซึ่ง “นานา” ก็ให้การภาคเสธตามคาด ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปยาวๆ ว่าความเสียหายจะงอกเป็นดอกเห็ดตามมาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ บรรดาเกจิอาจารย์ต่างฟันธงบอกว่านอกจากปัญหาเรื่องพฤติกรรมส่วนตัวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งคือ กรรมเช็กบิลจากการด่าบ้านเกิดเมืองนอนที่ตนเองทำมาหากินจนร่ำรวยมีหน้ามีตา และฟันธงอีกว่านี่ไม่ใช่รายสุดท้าย รอดูได้เลย ...๐ 

 

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .

บันทึกหน้า 4

ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "

บันทึกหน้า 4

ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

บันทึกหน้า 4

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.

บันทึกหน้า 4

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ

บันทึกหน้า 4

เลือกกันไปเรียบร้อยตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร โผไม่พลิก “โสภณ ซารัมย์” จากพรรคภูมิใจไทยนั่งตำแหน่งประธาน เอาชนะ “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ” จากพรรคประชาชนไปด้วยคะแนน 289 ต่อ 123 คะแนน ที่น่าสนใจคือ มีผู้งดออกเสียงมากถึง 80 เสียง และบัตรเสียอีก 5 ใบ