เรื่องเบาๆ ที่หนักอึ้ง!

วันนี้...ว่าด้วยเรื่องเบาๆ ครับ

ไปดูทางฝั่งเขมรกันก่อน

สื่อเขมรตีข่าวใหญ่ "ฮุน เซน" กำลังเดือดร้อนหนัก!

สแกมเมอร์ปลายแถว เล่นงานเจ้าพ่อสแกมเมอร์อย่าง "ฮุน เซน" เสียงอมพระราม จนเจ้าตัวต้องออกแถลงการณ์ ห้ามแอบอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

"หยุดใช้โศกนาฏกรรมส่วนตัวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนของผมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว"

สถานการณ์ในเขมรตอนนี้ มีคนจำนวนมาก พากันแอบอ้างว่าเป็นร่างจุติของบุตรชาย "ฮุน เซน" ที่เสียชีวิตไปแล้ว

“โปรดหยุดใช้ความทุกข์ทรมานของผมเมื่อ ๕๐ ปีก่อนมาหลอกลวงผมอีกต่อไป”

"ฮุน กอมซอต" คือลูกชายคนแรกของ "ฮุน เซน" กับ "บุน รานี" ที่เสียชีวิตตั้งแต่เกิด ในยุคเขมรแดงครองเมือง

"ฮุน เซน" ยังคงคิดถึงลูกชายคนนี้มากครับ

เขาระบุในแถลงการณ์ว่า หลังจากที่กัมพูชาได้รับการปลดปล่อยจากระบอบพอล พต ในปี ๑๙๗๙ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาได้แบ่งปันเรื่องราวของเขาผ่านบันทึกส่วนตัวและภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่อง "ลูกชายใต้แสงจันทร์เต็มดวง" ก็มีบุคคลมากกว่า ๒๐ คนแอบอ้างอย่างผิดๆ ว่าเป็นลูกชายที่เสียชีวิตของเขาซึ่งกลับชาติมาเกิดใหม่

มีตั้งแต่การส่งจดหมายเพื่อตีพิมพ์ในนิตยสาร ไปจนถึงการเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก

ล่าสุดมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเกี่ยวข้องกับการส่งข้อความโดยตรงและการติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางที่เชื่อมโยงกับบุคคลที่คุ้นเคยกับบัญชี Telegram ส่วนตัวของ "ฮุน เซน"

ยิ่งกว่าล้วงคองูเห่าเสียอีก

ครับ...นี่คือเรื่องเบาๆ ที่ไม่เบา เพราะเป็นเรื่องที่ "ฮุน เซน" เจ้าพ่อสแกมเมอร์ ถูกหลอกโดยขแมร์สแกมเมอร์เสียเอง

ก็น่าเห็นใจครับ มีการเอาความเจ็บปวดในอดีตเมื่อ ๕๐ ปีก่อน มาสร้างเป็นเรื่องหลอกลวง

แต่...ความน่าเห็นใจหายวับไปกับตา เมื่้อ "ฮุน เซน" ไม่เคยนึกถึงความเจ็บปวดแสนสาหัสของบรรดาญาติๆทหารชั้นผู้น้อยของกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการปะทะกับทหารไทย

หลายพันศพตายไปโดยไม่มีการทำพิธีศพ ญาติๆ ไม่ได้รับการชดเชยใดๆ ขณะที่ "ฮุน เซน" อ้างว่าทหารเขมรเสียชีวิตแค่ไม่กี่สิบคน

เรื่องนี้คนเขมรเชื่อกันเยอะครับ ไอ้คนหลอกก็รับทรัพย์ไปเป็นกอบเป็นกำ ไม่แบ่ง "ฮุน เซน" แม้แต่สตางค์แดงเดียว

"ฮุน เซน" จึงต้องจบเรื่องลูกชายกลับชาติมาเกิดให้ได้

นี่คือเรื่องเบาๆ ฝั่งเขมร

มาดูเรื่องฝั่งไทยบ้าง เกี่ยวกับทหารชั้นผู้น้อยเหมือนกัน

เบาๆ แต่หนักอึ้ง

ไม่ต้องงงครับ มันเป็นเรื่องดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ใหญ่โตมากเพราะชี้ให้เห็นถึงสันดานนักการเมือง

เป็นโพสต์ของ "รศ. ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล" อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จั่วหัวว่า..."พรรคใด...ทำเพื่อทหารชั้นผู้น้อย?!"

"...ใกล้วันเลือกตั้ง ๘ ก.พ. ๖๙ พรรคการเมืองน้อยใหญ่พร้อมใจชูหลากหลายนโยบายเพื่อประชาชน แต่ยังไม่ปรากฏว่า มีพรรคการเมืองใดแสดงวิสัยทัศน์เพื่อสร้างวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีการใช้งบประมาณเกินตัวมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ มีความไม่สมดุลระหว่างการใช้จ่ายกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐ เรียกทางวิชาการว่าการขาดดุลงบประมาณ

การชูนโยบายของพรรคการเมืองในลักษณะลดแลกแจกแถม ท้ายที่สุดจะเป็นภาระของคนไทยทุกคน เนื่องจากต้องมีการจัดเก็บภาษีอากรเพื่อนำมาเป็นงบประมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มที่นักการเมืองหลายพรรคมีแนวคิดจะดำเนินการ แต่มิได้ประกาศเป็นนโยบายเพื่อให้ประชาชนรับทราบในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

การจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการทะยานสูงขึ้น ส่งผลให้คนทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากการต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น พรรคการเมืองที่เสนอตัวมาบริหารประเทศควรชูนโยบายลดการใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ซึ่งส่วนที่สามารถดำเนินการได้เลย ไม่ต้องเกรงว่าประชาชนจะได้รับผลกระทบ คือ การลดเงินเดือนของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ลดเบี้ยประชุมของกรรมาธิการและคณะกรรมการอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันได้รับเงินค่าตอบแทนในระดับสูงหลายทาง ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับบุคคลที่ทำหน้าที่อันสำคัญให้กับประเทศชาติ เช่น ทหารแนวหน้าซึ่งเสี่ยงตายเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ

เมื่อพิจารณาระเบียบปัจจุบันของพลทหารพบว่า ได้รับเงินเดือนตั้งแต่ ๑,๖๓๐-๔,๘๗๐ บาท (ขึ้นอยู่กับระดับชั้นปีของทหารกองประจำการ) โดยพลทหารที่ปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพื่อป้องกันประเทศจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติมวันละ ๒๔๐ บาท

อย่างไรก็ดี ระเบียบกำหนดให้มีการหักเงินจากเบี้ยเลี้ยงเพื่อไปทำอาหาร เรียกว่า ค่าประกอบเลี้ยงในอัตรา ๗๐ บาทต่อวัน (ประมาณ ๒๓ บาทต่อมื้อ) ดังนั้น พลทหารที่อยู่หน้าแนวชายแดนไทย-กัมพูชาจึงมีเงินเบี้ยเลี้ยงเหลือสูงสุดเพียงวันละ ๑๗๐ บาท เท่านั้น

ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันมีรายได้รวมเดือนละ ๑๑๓,๕๖๐ บาท แบ่งเป็นเงินเดือนประจำตำแหน่ง ๗๑,๒๓๐ บาท เงินเพิ่ม ๔๒,๓๓๐ บาท นอกจากนี้ การปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมาธิการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ยังได้รับเบี้ยประชุมเพิ่มเติมครั้งละ ๑,๕๐๐ บาท สูงสุดจำนวน ๓,๐๐๐ บาทต่อวัน อีกทั้งยังมีการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อเป็นค่าอาหารให้กับบุคคลเหล่านี้อีกจำนวน ๓๐๐ บาทต่อมื้อต่อคน และค่าอาหารว่าง ๕๐ บาทต่อมื้อต่อคน

นอกจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังสามารถเบิกค่าเดินทางโดยเครื่องบิน Taxi ฯลฯ ในการมาประชุมกรรมาธิการหรือประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่การเดินทางของทหารชั้นผู้น้อยจากภูมิลำเนามายังฐานปฏิบัติการหน้าแนวไทย-กัมพูชา ต้องจ่ายด้วยเงินส่วนตัว แม้เป็นรถไฟชั้น ๓ รถตู้ หรือมอเตอร์ไซค์

น่าสนใจว่า เมื่อปี ๒๕๖๘ ยังมีการแก้ไขระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา เพื่อเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยและคณะทำงานฯ มีผลบังคับใช้ ๑ ต.ค. ๖๙ ซึ่งส่งผลให้งบประมาณแผ่นดินต้องทะยานสูงขึ้น

อาทิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ คน จะมีผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจำนวน ๑ อัตรา ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ ๒๘,๘๐๐ บาท ผู้ชำนาญการประจำตัวจำนวน ๒ อัตรา ได้รับค่าตอบแทนในอัตราคนละ ๑๘,๐๐๐ บาทต่อเดือน และผู้ช่วยดำเนินงานจำนวน ๕ อัตรา ได้รับค่าตอบแทนในอัตราคนละ ๑๘,๐๐๐ บาทต่อเดือน

นั่นคือ สภาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๑ ราย จะใช้เงินงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนในการมีผู้ช่วยทำงานคิดเป็นเงินทั้งสิ้น ๑๕๔,๘๐๐ บาทต่อเดือน รวมสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินเฉพาะในส่วนนี้เกือบ ๑,๔๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่นับรวมเงินค่าตอบแทนของคณะทำงานทางการเมือง

แท้จริงแล้วในยุคกรีกเริ่มต้น งานการเมืองคืองานอาสา เป็นการทำหน้าที่โดยไม่มีค่าตอบแทน ในภาวะที่ประเทศมีความอ่อนแอทางการคลัง จึงเป็นโอกาสดีที่พรรคการเมืองซึ่งส่งสมาชิกลงสมัครเพื่อเป็นผู้แทนปวงชน จะได้แสดงจุดยืนโดยการชูนโยบายตัดค่าอาหารกลางวัน ค่าอาหารว่าง ของสมาชิกรัฐสภา รวมถึงยกเลิกหรือลดเบี้ยประชุมกรรมาธิการฯ ของตนเอง ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ทหารชั้นผู้น้อยได้รับ ซึ่งนอกจากจะทำให้มีงบประมาณเหลือในการจัดสรรให้เป็นค่าอาหารสำหรับพลทหาร ยังเป็นแบบอย่างให้กับข้าราชการประจำทุกระดับว่า การเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหมายถึง ผู้ที่ต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติและประชาชน หาใช่การเข้ามาเพื่อแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ หรือออกนโยบาย/แก้กฎหมายเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องได้รับประโยชน์แต่อย่างใด!..."

ครับ...เห็นพรรคส้มโหนทหารชั้นผู้น้อยอยู่ แต่ยังไม่เห็นนโยบายตัดงบทุบหม้อข้าว สส.ไปให้พลทหาร

ทำไมต้องเริ่มด้วยการตัดงบนักการเมือง มันมีผลทางจิตวิทยาครับ

นักการเมืองต้องแสดงให้เห็นถึงการเสียสละก่อนที่จะถามหาการเสียสละจากผู้อื่น

ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ อย่าไปพูดเรื่องปฏิรูปประเทศครับ

เหม็นขี้ฟัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จะแก้'พระราชอำนาจ'หรือไม่

มาขยายความกันหน่อย... หลังจากอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกมากระตุกสติคนที่อยากฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ทิ้งแล้วยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และข้อกังวลเรื่องหมวด ๑ หมวด ๒ ใครที่คิดว่าตัวเองคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว ขอให้กลับไปคิดใหม่

เลือกนายกฯ ผิดชีวิตเปลี่ยน

ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ปีนี้ลุกเป็นไฟ! ประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) กลายเป็นเวทีที่โลกพยายามจับขั้วใหม่

'๓ คนนี้' แรงแซงทุกโค้ง

เชื่อมั้ยครับ.... เลือกตั้งครั้งนี้ประเทศไทยจะตกใจกับกระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์” โดยเฉพาะผลการเลือกตั้ง จะมีเสียงอุทาน...อะไรกันเนี่ย...มันเป็นไปได้อย่างไร!

ในวิกฤตส้ม

อีกสิ่งที่พรรคส้มเปลี่ยนไป... คือกระแส ความแตกต่างระหว่างการเลือกตั้งปี ๒๕๖๖ กับปี ๒๕๖๙ ที่กำลังเกิดกับพรรคส้มคือกระแสที่แตกต่างกันสุดขั้ว

ยิ่งดีเบต ยิ่งตาย!

รู้สึกคล้ายๆ กันมั้ยครับ... ยิ่งดีเบต ยิ่งห่าง ห่างทั้งไอคิว และอีคิว ปรากฏการณ์ทางการเมืองขณะนี้เป็นเช่นนั้นจริงๆ

คิดแบบกาลกิณี

เป็นความวิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน จนต้องตั้งคำถามว่า จะอยู่กันอย่างนี้หรือ จากเหตุเครนหล่นทับรถไฟที่ สีคิ้ว นครราชสีมา มาถึงเครนถล่มทับรถที่ถนนพระราม ๒ มันเป็นเรื่องซ้ำซากที่พูดกันแล้วพูดกันอีก แต่ต้องพูดกันต่อไป