
วันนี้....อ่านยากหน่อย
แต่ผมอยากให้อ่าน เพราะมันคือ “ลายแทงอนาคตประเทศ” ยาว...ดังนั้น ผมต้องหุบปาก ท่านอ่านได้เลย
.................................................
Kantanit Sukontasap
ขอขอบคุณ: Anuwat Komkrich
วันนี้ผมมีโอกาสฟัง Session พิเศษที่ HOW Bangkok กับพี่เอก (ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) รองนายกฯ และ รมว.คลัง ที่เพิ่งกลับจากเวทีโลก World Economic Forum (WEF) ที่ดาวอสเมื่อวานนี้
โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ พี่โจ้ Thana Thienachariya และพี่ Tonson Santitarn Sathirathai และพี่กระทิง Session นี้มันส์มากครับ ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ตั้งแต่ Global ไปจนถึงนโยบายท้องถิ่น
PART 1: DAVOS INTELLIGENCE (โลกแบ่งขั้ว อาเซียนคือทางรอด)
เมื่อโลกแบ่งขั้วรุนแรงกว่าที่คิด บรรยากาศใน Davos ปีนี้ เต็มไปด้วย Drama และความตึงเครียด (Fragmentation) ที่สัมผัสได้จริง
Decoupling is Real: ผู้นำโลกไม่ได้แค่เจรจาเรื่องกำแพงภาษี (Tariff) แบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่ยกระดับสู่การกีดกัน (Sanction) และบีบให้เลือกข้างชัดเจนระหว่าง US และ China
The "Menu" Theory: ประโยคเด็ดที่สั่นสะเทือนวงประชุมคือ "ถ้าคุณไม่ได้นั่งอยู่บนโต๊ะเจรจา คุณก็จะกลายเป็นอาหารบนเมนู" (If you are not at the table, you are on the menu) สะท้อนความโหดร้ายของ Geopolitics (ภูมิศาสตร์การเมือง) ยุคใหม่
Safe Haven Hunt: เมื่อสหรัฐฯ และจีน แยกกันเดินชัดเจน นักลงทุนกำลังมองหา "Safe Haven" หรือหลุมหลบภัย ซึ่งหวยมาออกที่ภูมิภาคเราครับ
1.2 ASEAN Centrality: จุดขายคือ "ความเป็นกลาง" ท่ามกลางโลกที่แตกแยก ASEAN กลับเนื้อหอมที่สุดเพราะสถานะ Neutral Zone
Team Thailand: ครั้งนี้ไทยไปในรูปแบบทีม (พี่เอก, พี่กระทิง, SCG, KBank, etc) มีการทำ "Thailand Deck" เพื่อให้ข้อมูลเป็นหนึ่งเดียวกัน และต้องปรับแก้ Speech ทุกวัน ตามสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนรายชั่วโมง ทำให้มีการวาง Thailand's Position อย่างชัดเจน
Thailand’s Position: ไทยมีความได้เปรียบเวียดนามในแง่ Infrastructure และความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์คือ "ค้าขายได้กับทุกฝ่าย" (ทั้ง US & China) นักลงทุนมองว่าไทยมีจุดแข็งเรื่อง Food Security (อาหาร/Pet Food), Wellness และ Bio-Solution
พี่เอกแชร์ว่า อาเซียนมีถนนเชื่อมกันแล้ว (Physical Connectivity) แต่สิ่งที่ขาดคือ Digital Connectivity (การเชื่อมต่อดิจิทัล) เราต้องสร้าง ASEAN Digital Roadmap ร่วมกัน ทั้งเรื่อง Digital ID, Cross-border Payment (การชำระเงินข้ามประเทศ) และ Data Governance เพื่อให้ตลาด 680 ล้านคนเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ
PART 2: THE NEW INVESTMENT CYCLE (โอกาสรอบใหม่ในรอบ 40 ปี)
พี่เอกเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยว่า เหมือน "รถยนต์ที่คนขับแก่และเครื่องยนต์เก่า" เรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์ Dejavu ทางประวัติศาสตร์
2.1 History Rhymes: เมื่อประวัติศาสตร์หมุนวนกลับมาที่จุดเดิม
"History doesn't repeat itself, but it often rhymes" (ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเดิมเป๊ะๆ แต่มันมักคล้องจองกัน)
พี่เอกชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าง "ความเป็นกลาง (Neutrality)" กับ "เงินทุนไหลเข้า (Capital Inflow)" ใน 2 ยุคสมัย:
ยุค 1980s: Plaza Accord (Japan vs. USA)
สถานการณ์: สหรัฐฯ บีบญี่ปุ่นให้ค่าเงินเยนแข็งค่ามหาศาล ญี่ปุ่นอยู่ไม่ได้ ต้นทุนผลิตพุ่ง
ทำไมหวยออกที่ไทย?: เพราะเรามีความเป็นกลางและรัฐบาลยุคนั้นเตรียม Eastern Seaboard (ท่าเรือแหลมฉบัง/นิคมฯ) ไว้รองรับพอดี
Result: ญี่ปุ่นแห่มาไทย จนเรากลายเป็น "Detroit of Asia" และเศรษฐกิจโตระเบิด
ยุค 2020s: Trade War & Decoupling (China vs USA)
สถานการณ์: ภาพเดิมฉายซ้ำ เปลี่ยนคู่ชกเป็น จีน vs. สหรัฐฯ เครื่องมือคือ Tariff และ Tech War ทำให้โรงงานในจีน (China Plus One) ต้องหาบ้านใหม่
ทำไมหวยกำลังจะออกที่ไทยอีกรอบ?: เพราะ The "Neutrality" Asset ไทยรอดมาตลอดเพราะความเป็นกลาง และภูมิศาสตร์ (Geography) ที่เป็นศูนย์กลาง Logistics
2.2 กับดักความสำเร็จในอดีต
แม้ Pattern จะเหมือนเดิม แต่ "ความพร้อม" เราต่างไป พี่เอกเตือนสติด้วย Data จริง
The Opportunity: นิคมอุตสาหกรรมไทยเนื้อหอมมาก นักลงทุนวิ่งหาที่ดินกันเต็มไปหมด แต่โจทย์ครั้งนี้ต่างจากเดิม คือเขาต้องการ Sector ที่เฉพาะเจาะจง และต้องการ Clean Energy
The Bottleneck: เรากินบุญเก่ามา 40 ปี เครื่องยนต์เดิมมัน Overload หากไม่เร่งสร้าง New Infrastructure (ท่าเรือเฟสใหม่, รถไฟทางคู่, Smart Grid, Green Energy) เงินทุนรอบนี้จะไหลไปเวียดนามหรืออินโดนีเซียแทน เพราะ "ความเป็นกลาง" ดึงดูดความสนใจได้ แต่ "Infrastructure" คือตัวปิดการขาย
2.3 สร้างเครื่องยนต์ใหม่ ขับเคลื่อนใน 2 มิติหลัก:
1.Green Economy (ไฟต์บังคับ ไม่ใช่ทางเลือก)
Pain Point: Global Supply Chain จะไม่มาถ้าไม่มี Green Energy ที่ตรวจสอบได้ (Traceable)
Solution: ปลดล็อก Direct PPA ให้เอกชนซื้อขายไฟสะอาดกันเอง และใช้โมเดล Thailand Future Fund (TFF)
ระดมทุนสร้าง Solar Farm/Floating Solar โดยใช้รายได้อนาคตมาจ่ายผลตอบแทน (Securitization) ไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน
2.AI & Digital Infrastructure
Action: ไทยต้องเป็นแกนนำสร้าง ASEAN Digital ID & Payment เพื่อให้ e-Commerce ไหลลื่น และสร้าง AI Governance & Foundation(Compute Power/Data Center)
ระวังกับดัก Data Center ที่ "กินไฟเท่าเมือง แต่จ้างคนแค่ 20 คน" ---BOI ต้องบังคับเงื่อนไข Tech Transfer และการจ้างงาน High Skill เท่านั้น
PART 3: HUMAN CAPITAL ENGINEERING (วิศวกรรมคน)
เมื่อเครื่องยนต์ใหม่พร้อม เราต้อง Upgrade "คนขับ" ด้วย พี่เอกเสนอโมเดลที่ใช้ Gamification (เทคนิคจูงใจเปลี่ยนพฤติกรรมคน) และ Behavioral Economics (เศรษศาสตร์ทางการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์) แทนการแจกเงินแบบเดิมๆ
3.1 Skill Bridge & The "Skill Plus" Model
การแจกเงินให้เปล่า (Helicopter Money) ไม่ยั่งยืน รัฐต้องใช้ "กิเลส" (ความอยาก) มาเปลี่ยนพฤติกรรม:
Incentive Design: รัฐช่วยจ่ายค่าเรียน (Co-pay) แต่เงื่อนไขคือ "ต้องมาเรียน" เมื่อเรียนจบจะได้สิทธิ์ "กู้เงินดอกเบี้ยต่ำ (Top-up Loan)"
Platform Integration: ไม่ต้องสร้างแอปใหม่ แต่ฝัง (Embed) การเรียนรู้ลงใน Super App ที่ชาวบ้านใช้อยู่แล้ว(เป๋าตัง/ถุงเงิน) ป้าน้ำขายของที่จตุจักร แค่กดปุ่มในแอปก็เข้าถึงได้
Data-Driven: รัฐใช้ Data ระบุตัวตน ร้านไหนยอดตก--แนะนำคอร์ส "ถ่ายรูปสินค้า/ยิง Ads" ร้านไหนเงินหมุนไม่ทัน--แนะนำคอร์ส "บัญชี"
Sandbox Result: จากการทดลองกับ Rider และร้านค้า 1 แสนคน พบว่าร้านที่ผ่านการอบรมมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 500-600 บาทต่อวัน (เดือนละ 15,000-18,000 บาท) ซึ่งมากพอจะจ่ายดอกเบี้ยและเหลือเป็นกำไร
Equation: พิสูจน์สมการ Skills = Cash Flow
3.2 Silver Plus: สูงวัยมีไฟ
ดึงศักยภาพผู้สูงวัย (Active Aging) มาทำงานในจุดที่ AI ทำไม่ได้ โดยใช้ Unfair Advantage (ความชำนาญเฉพาะตัว) ของพวกเขา:
Patience & Focus: ฝึกเป็น Coffee Taster หรือ Barista เพราะมีความใจเย็นและความละเอียด (Sensory) สูงกว่าคนรุ่นใหม่
Service Mind: มีความเป็นเจ้าบ้านที่ดี สร้าง Storytelling และ Experience ที่แตกต่าง
PART 4: FINANCIAL & FISCAL INNOVATION(นวัตกรรมการคลัง)
ในฐานะอดีตคนคลัง พี่เอกเน้น "วินัยการคลัง" และการใช้เครื่องมือทางการเงินแก้ปัญหา โดยไม่ต้องใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย:
พี่เอกย้ำเสมอว่า "Fiscal Discipline (วินัยการคลัง)" คือปราการด่านสุดท้าย ห้ามพังเด็ดขาด
ดังนั้นทุก Solution จึงใช้หลักการ Financial Engineering ที่ "ใช้เงินน้อย แต่ได้ Impact เยอะ"
4.1 Debt Solution: "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"
ไม่ใช่การยกหนี้แบบประชานิยม (Moral Hazard) แต่ใช้กลไก "The Bad Bank"
ดึงหนี้เสีย (NPL) ออกจากแบงก์โดยใช้เงินกองทุน FIDF (เงินเหลือจากโครงการคุณสู้เราช่วย) มาบริหาร
Gamified Rehabilitation: ใช้สัญญาใจ รัฐยอม Haircut หนี้ก้อนใหญ่ แต่มีเงื่อนไขคือต้องเข้าคอร์ส Financial Literacy และผ่อนตรงเวลา ถ้าทำได้ตามเป้า หนี้จะลดจริงและเครดิตบูโรกลับมาดี
4.2 SME Credit Boost (Precision Guarantee)
แบงก์มีสภาพคล่องล้นแต่ไม่กล้าปล่อยกู้ SME เพราะกลัวความเสี่ยง
Solution: รัฐใช้เงิน FIDF มาเป็น "Insurer" ผ่าน บสย. แต่ทำแบบ "Targeted Guarantee" คือค้ำประกันเฉพาะกลุ่ม S-Curve Industries เท่านั้น เพื่อ De-risk (ลดความเสี่ยง) ให้แบงก์และชี้นำทิศทางเศรษฐกิจใหม่
4.3 ท้องถิ่น (อปท.) มีเงินสะสมค้างท่อกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ไม่กล้าใช้ หรือใช้ไปสร้างถนนลูกรัง
Sendai Model: รัฐเสนอ Co-Investment (50:50) คือ "คนละครึ่งกับท้องถิ่น" รัฐช่วยวางระบบมาตรฐาน
“ท้องถิ่นลงเงิน” เพื่อเปลี่ยนเงินที่นอนนิ่งให้เกิด Economic Asset ในชุมชน เมื่อท้องถิ่นต้องควักเงินตัวเองครึ่งหนึ่ง จะเกิดความเป็นเจ้าของ (Commitment) และรัฐส่วนกลางนำมาตรฐาน (Standard) เข้าไปจับ
PART 5: CAPITAL MARKET & TAX REFORM (ปฏิรูปตลาดทุนและภาษี)
5.1 Trust is the Currency
ตลาดหุ้นไทย PE ต่ำ เพราะขาดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะหุ้นเล็ก
Solution: กองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ต้องนำเงินมา Subsidize ค่าจ้าง Professional IR ให้บริษัทจดทะเบียนขนาดเล็ก เพื่อให้ข้อมูลถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ สร้าง Trust Infrastructure ให้ตลาด
5.2 TISA: The "Freedom of Choice"
พี่เอกเสนอ Tax Saving Idea ใหม่ เพื่อแก้กับดัก Lose-Lose ของ LTF/SSF (คนซื้อขาดทุน รัฐเสียรายได้)
Concept: เลิกอุ้ม บลจ. คืนอำนาจให้ประชาชน ให้วงเงินลดหย่อน (เช่น 2 แสนบาทแรก) ที่....
"ซื้ออะไรก็ได้" ที่ลงทุนใน ESG หรือ Infra มี "อิสระในการเลือก" (Freedom of Choice) ซื้อหุ้น ESG รายตัวก็ได้
ซื้อกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infra Fund) ก็ได้ ซื้อพันธบัตรก็ได้
Goal: เลิกบังคับซื้อผ่าน บลจ.และให้เงินไหลเข้าสู่การลงทุนคุณภาพโดยตรง
PART 6: Open Data (ปราบ Corruption ด้วยแสงสว่าง)
"แสงสว่างคือยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุด"
Solution: ไม่ต้องตั้งหน่วยงานปราบโกงเพิ่ม แต่ต้องทำ Open Data งบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็น Machine Readable
Crowdsourcing Audit: เมื่อข้อมูลอ่านด้วยคอมพิวเตอร์ได้ AI และภาคประชาชน จะช่วยกันตรวจสอบความผิดปกติได้ทันที (Spotlight Effect) ทำให้คนไม่กล้าโกงเพราะความเสี่ยงสูงกว่าผลตอบแทน
PART 7: บทสรุป
จากการถอดรหัสทั้งหมด พี่เอก สรุปเป็น ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน ที่ต้องลงทุนทันที:
1.Green Investment: ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพื่อรองรับ Global Supply Chain
2.AI & Technology: สร้าง Digital Backbone และ AI Governance ให้ประเทศ
3.Human Capital: Reskill/Upskill ครั้งใหญ่ด้วยโมเดล Skill Bridge
4.Regulatory Reform แก้กฎกติกา ทำ BOI Fast Pass และ Ease of Doing Business (ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ) ให้เกิดขึ้นจริง
5.Inclusive Growth Plus: สร้างการเติบโตที่ทั่วถึงผ่าน SME ผ่านท้องถิ่น และกลุ่มผู้สูงอายุ
พี่เอกทิ้งท้ายด้วย Mindset แบบ Startup ที่ฝังอยู่ในนโยบายระดับชาติ:
"เริ่มจากทัศนคติที่ถูกต้อง ไม่มีอะไรถูก 100% แต่ถ้าผิดทาง ก็แค่ล้มแล้วลุกใหม่ (Fail Fast, Learn Faster)"
Cr Nuttakorn
....................................................
อาจเป็น “ยาขม” สำหรับบางท่าน
แต่ให้เข้าใจ บ้านเมืองจะพ้นจากคำว่า “ย่ำอยู่กับที่”
ก็ต้องมีคนอย่าง "เอกนิติ" นี่แหละ เข้ามาบริหาร.
-เปลว สีเงิน
๒๘ มกราคม ๒๕๖๙
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ใกล้ตัวกว่าเลือกตั้ง”
วันนี้ มาเมาธ์ “เรื่องข้างบ้าน” กันดีกว่า! เผื่อมีอะไรตอนไหน เราจะได้รู้ต้นสาย-ปลายเหตุ ในภาวะที่ “มินิสงคราม” พร้อมเกิดได้ทุกที่-ทุกเวลา ไม่ว่าที่ “ตะวันออกกลาง” หรือที่ “ข้างๆ บ้านเรา”!
เลือกตั้ง ‘เวทีลวงคน’
พอ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศ..... ซูเปอร์นโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ ๙ คน คนละ ๑ ล้านบาท” เท่านั้นแหละ
🔴 LIVE ‘ดร.เอนก’ ขีดเส้นใต้ โจทย์ยากนายกฯใหม่ เป็นมากกว่ารัฐบุรุษ!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
‘ดร.เอนก’ ขีดเส้นใต้ โจทย์ยากนายกฯใหม่ เป็นมากกว่ารัฐบุรุษ!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ.2569
ทหารกับรัฐบาลอนุทิน
เอ้า....นับจากวันนี้ ......อีก “๑๕ วัน” ก็จะถึงวันเลือกตั้ง (๘ กุมภา.๖๙) ถ้าเป็นสนามแข่งม้า “สัปดาห์สุดท้าย” ของเดือนมกรา.ก็เท่ากับม้าแข่ง “เข้าโค้งวัดเบญจะฯ” แล้ว
‘ธรรมาธรรมะสงคราม’
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ชาติ...... “เรื่องหนึ่ง” ที่เห็น คือ ในยามเกิดศึกสงคราม “พระกับทหาร” แยกกันไม่ออก ทั้งที่เรื่องศึกสงครามนั้น พุทธบัญญัติ “ห้ามพระสงฆ์” เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ตาม!

