‘ไทย’ ผู้ป่วยแห่งเอเชีย

ข่าวไม่ดีเอาเสียเลยครับ

สื่อฝรั่ง The Financial Times พาดหัว ไทยกำลังจะเป็นผู้ป่วยแห่งเอเชีย...

บทวิเคราะห์เรื่อง "How Thailand became the ‘sick man’ of Asia" ระบุว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือเสือแห่งเอเชีย ที่มีการเติบโตสองหลัก แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ทั้งการบริโภค การผลิต และภาคการท่องเที่ยว ทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วงขาลง

เครื่องยนต์ทุกตัวทำงานไม่มีประสิทธิภาพพร้อมๆ กัน จีดีพีเวียดนามจะแซงไทยในอีกปีสองปีข้างหน้านี้

นี่คือเรื่องจริงที่คนไทยต้องยอมรับให้ได้ และย้อนมองดูตัวเองว่า ทำอะไรผิดพลาดไป

บทวิเคราะห์ชี้ว่า ไทยที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของอาเซียน ติดกับดัก GDP ที่โตราวๆ แค่ ๒% มาตลอดในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา

มาจากปัจจัยหลักที่ต้องพึ่งแรงหนุนจากการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว "ล้วนอยู่ในช่วงขาลง"

หากย้อนดูอัตราการเติบโต สูงถึง ๑๓% ในปี ๑๙๘๘ ในปีนั้นประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น "เสือแห่งเอเชีย" (Asian Tiger)

ปัจจุบันเป็นเพียง ความทรงจำ อันว่างเปล่า!

เนื่องจากไทยเผชิญประชากรสูงอายุและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง (Household debt) และขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

“จากที่เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากพิษภัย เป็นเสือแห่งเอเชีย วันนี้กลับกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ภายใน ๑๐ ปี นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว

ครับ...ไทยอาจเดินตามรอยฟิลิปปินส์ หากรัฐบาลหน้าไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การผลิต อย่างขนานใหญ่

ต้องไม่เดินแบบที่เคยเดินมา เนื่องจากโลกเปลี่ยนไปเร็วกว่าที่ไทยเปลี่ยนตามมากนัก 

ช่วงหลังๆ มานี้ เวียดนามถูกยกขึ้นมาเทียบกับไทยบ่อย นั่นเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามเกือบแตะเลขสองหลักมาต่อเนื่องหลายปี

สาเหตุหลักคือ “ภาคการผลิต” เปลี่ยน!

วันนี้เวียดนามกำลังก้าวสู่ศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และชิปแห่งใหม่ของโลก

ที่สำคัญคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจรตั้งแต่การออกแบบจนถึงบรรจุภัณฑ์ ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ อาทิ Intel, Amkor, และ Nvidia ได้สำเร็จ

ข้อมูลล่าสุด เวียดนามเป็นฐานผลิตชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ โดยมีบริษัทอย่าง Intel ลงทุนกว่า ๑.๕ พันล้านดอลลาร์ในโฮจิมินห์ และ Amkor ตั้งโรงงานในบั๊กนินห์ด้วยเงินทุน ๑.๖ พันล้านดอลลาร์

รัฐบาลเวียดนามมีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจนถึงปี ๒๕๙๓ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรและการวิจัย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากฐานผลิตระดับล่างสู่เทคโนโลยีชั้นสูง

เวียดนามยังได้อานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตออกจากจีน จากความขัดแย้งทางการค้าและแร่หายาก (Rare Earth)

เวียดนามกำลังก้าวเป็นเสือตัวใหม่ของเอเชีย

แม้โครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามยังสู้ไทยไม่ได้ แต่คงอีกไม่นานครับ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เขาจะตามทัน

แล้วที่ผ่านมาไทยเราทำอะไรบ้าง

ไม่ใช่ไม่รู้ครับ เรารู้ดีว่า ข้อผิดพลาดอยู่ตรงไหน มีความพยายามที่จะแก้ปัญหา

แต่...น่าเสียดายครับ มันเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน

เราเก่งที่จะแก้กติกาที่ไม่ควรแก้ ที่ควรแก้ก็ไม่คิดจะแก้ไข

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แต่นักการเมืองบอกว่าไม่เอา ไม่ชอบ ที่ถูกตีกรอบให้เดินตามตั้ง ๒๐ ปี แต่นักการเมืองแทบไม่แสดงให้เห็นเลยว่า อีก ๒๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

เพราะเราถนัดนำเสนอนโยบายประชานิยมมากกว่า นโยบายที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

ส่วนหนึ่งก็มาจากประชาชนที่เสพติดนโยบายลดแลกแจกแถมจนโงหัวไม่ขึ้น

ทั้งๆ ที่รัฐบาลลุงตู่ทำโครงสร้างพื้นฐานไว้ให้ เช่น EEC แต่นักเลือกตั้งไม่ค่อยอยากจะสานต่อ บางพรรคไปไกลสุดติ่งถึงขนาดมองว่าเป็นมรดกเผด็จการ

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์นี้จะเลือกตั้งแล้วครับ พรรคการเมืองนำเสนอนโยบายอะไรกันบ้าง

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สรุปเป็นข้อสังเกตโดยรวมต่อนโยบายของ ๕ พรรคการเมืองใหญ่ ไว้ดังนี้ครับ

ข้อสังเกตต่อนโยบายของ ๕ พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม ๔ ประการดังนี้  

ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ ๕ พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ ๑.๕-๗.๔ แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย ๕ ปีย้อนหลังก็ตาม ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้   

มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด “รัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค

หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ  

หลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง   

หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง

ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ ๖๕.๗% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ ๗๐% แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับ ๒% ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  

ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง

นอกจากนี้ นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคนำเสนอ ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) มากมาย แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบก่อนเลือกตั้ง และอ้างประโยชน์ของนโยบายอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ในการเลือกตั้งในปี 2566 มีพรรคการเมืองที่อ้างว่า การแจกเงินให้ประชาชนจะก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่  และในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็มีพรรคการเมืองที่อ้างว่านโยบายของตนจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่าตัว โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่นโยบาย “ลดแลกแจกแถม” กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี

ประการที่สี่ หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ  ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น

ครับ...นโยบายพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้มองไม่เห็นเลยครับว่าจะพาประเทศไปสู่จุดไหน

อีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าประเทศจะเป็นอย่างไร

เราจะสู้ในโลกยุคใหม่แบบไหน

นอกจากประชานิยม การสร้างหนี้ และความเสี่ยงทางการคลัง.

 

‘ไทย’ ผู้ป่วยแห่งเอเชีย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คุณยายขายเสียง

ห่ามจนได้เรื่องครับ คนสมัยนี้พอมีความรู้หน่อย หากินได้ รวยร้อยล้านพันล้าน นิสัยกลับไม่ค่อยดี

กัลยาณมิตรจับโกหกส้ม

หา...ฉิบ...ไม่เจอเสียแล้วสิครับ พรรคส้มจับสำนักงานประกันสังคมเป็นตัวประกันทางการเมือง หวังจะโกยคะแนนเสียงจากผู้ประกันตน แรกๆ เหมือนปลาจะติดเบ็ด แต่นานเข้ากลายเป็นเหวี่ยงเบ็ดเกี่ยวปากตัวเอง

ไม่เคารพ (เพลง) ชาติ

มาว่าเรื่องดรามาปลายสัปดาห์ที่แล้วกันครับ... ประเด็น “หัวหน้าเท้ง” ยืนเคารพเพลงชาติแบบแกนๆ ที่ต้องบอกว่าแกนๆ แทนคำว่าไม่เคารพเพลงชาติ ก็เพราะ ด้อมส้มแก้ต่างให้ว่า “หัวหน้าเท้ง” ไม่ได้ยืนแข็งทื่อตลอด มีร้องเพลงชาติบ้าง หยุดร้องบ้าง ยืนตัวตรงบ้าง เอามือไขว้หลังบ้าง

'ส้มปั่น' ยกแผง

ส้มเฮลั่นครับ! วานนี้มีผลสำรวจ นิด้าโพล "ยกสอง กระแสเลือกตั้ง ๖๙" ออกมา ตัวเลขน่าตื่นตาตื่นใจมากเลยทีเดียว ส้มมายกแผง

เห็น ‘หมอฮา’ แล้วสงสาร ‘ลุงตู่’

ไม่ทราบว่าเห็นอะไรบางอย่างกันบ้างหรือเปล่า เรื่องจัดซื้อ ATK ช่วงโควิดระบาดหนัก นำไปสู่การปลด "หมอฮา นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ" อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ผู้สมัคร สส. จ.สงขลา เขต ๒ สังกัดพรรคประชาชน ออกจากราชการ มันมีอะไรซ่อนอยู่มากมาย

หมอเล่นการเมือง

เรื่องหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกไล่ออกจากราชการ ที่จริงไม่น่าจะมีอะไรซับซ้อน เพราะมีหลักฐานกองพะเนินเทินทึก