
เห็นโผ ครม.ล่าสุด น่าจะเป็นหยดสุดท้ายแล้ว
แต่...ก็ไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์!
จะมีที่แปลกใจนิดหน่อยก็ชื่อ "ปกรณ์ นิลประพันธ์" นี่แหละครับ ทิ้งเก้าอี้เลขาธิการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มารับตำแหน่งรองนายกฯ
เป็นสูตรจัดตั้งรัฐบาลครับ จะต้องมีรองนายกฯ ดูแลด้านกฎหมายเป็นการเฉพาะ ๑ คน ฉะนั้น เมื่อไม่มี "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ก็ต้องมี "ปกรณ์ นิลประพันธ์"
หน้าตารัฐบาลแบบนี้ เหมาะกับสถานการณ์ทั้งภายในและนอกประเทศในปัจจุบันหรือเปล่า โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่คาดการณ์อะไรแทบไม่ได้เลย
คำตอบน่าจะอยู่ในใจของแต่ละคนแล้ว
ลำพัง ๓ ทหารเสือ "ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ" ว่ากันตามจริงเริ่มจะกรอบแล้ว เมื่อดูหน้าตาคณะรัฐมนตรีที่เหลือ เรียกว่า "กำลังเสริม" แทบไม่ได้เลย
เพราะทั้งหมดมาตามโควตาพรรค มาตามมุ้ง ตามบ้านใหญ่
แต่..นี่แหละครับการเมืองไทย
จะเอาคนนอกเยอะกว่านี้ก็บริหารจัดการลำบาก
ต่างจากรัฐบาลรัฐประหารครับ นั่นเขาไม่มีโควตาการเมือง หน้าตาค่าเฉลี่ยจึงดูดีกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง นี่ไม่ใช่เชียร์รัฐประหาร แต่สถิติมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
นอกจาก เทคโนแครต นักวิชาการ นักธุรกิจ นักกฎหมาย แล้ว ยังมีอดีตข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ เข้ามาอยู่ใน ครม.
ไม่มีบ้านใหญ่ ไม่มีมุ้งการเมือง
วันนี้เรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้งครับ ฉะนั้นการมีเทคโนแครตผสมอยู่ในรัฐบาลก็นับว่าเกินมาตรฐานรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว
แต่ประเด็นมันอยู่ที่ หน้าตารัฐบาล มันเหมาะกับสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศที่เราต้องเจอหรือไม่
มีศักยภาพที่จะกอบกู้วิกฤตน้ำมัน วิกฤตเศรษฐกิจ ที่กำลังประสบพบเจออยู่หรือไม่
หลายพรรคการเมืองฝ่ายค้านขณะนี้ เก่งกาจสามารถกันทั้งนั้น
ราวกับว่าถ้าได้เป็นรัฐบาล ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที
ใครที่ติดตามข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลก็คงได้รับรู้รับทราบกันแล้วว่า คนเก่งเหล่านี้ เขาจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ก็ติดตรงที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลเท่านั้นแหละครับ เลยไม่มีโอกาสแสดงผลงาน
ถุย!
นี่มันไปถึงเรื่องว่า ไปรับเงินซื้อเสียงเลือกพรรคน้ำเงิน ก็เลยต้องชดใช้กรรม กับราคาน้ำมันที่แพงหูฉี่
พูดก็พูดเถอะครับนักการเมือง นักเคลื่อนไหวสายพันธุ์นี้ น่าจะสูญพันธุ์ไปได้แล้ว
ไม่แหกตาดูหน่อยหรือครับว่าโลกใบนี้เกิดอะไรขึ้น
ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะส้ม หรือฟ้า มันก็ต้องเจอปัญหาแบบที่รัฐบาลอนุทินเจอ และใช่ว่าจะทำให้ราคาน้ำมันถูกลงได้
นี่มันวิกฤตระดับโลกนะครับ
ในส่วนของรัฐบาลอนุทิน มีเรื่องให้ต้องติติงเหมือนกัน เพราะช่วงแรกๆ ดูเหมือนจะประมาทกับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง
ทำให้การสื่อสารกับประชาชนล้มเหลว
ที่สำคัญการอั้นราคาน้ำมันไว้โดยไม่ค่อยๆ ขยับราคาขึ้นตามตลาดโลกตั้งแต่วันแรกๆ มันนำมาซึ่งหายนะ
นิสัยคนไทยก็รู้กันอยู่ ไปห้ามไม่ได้หรอกครับ คนตกใจแห่กันไปเติมน้ำมันเพราะกลัวว่าน้ำมันจะขึ้นราคามันเป็นเรื่องธรรมชาติ
นี่ถ้ายังตรึงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ ป่านนี้ทุกปั๊มน้ำมันจะหมดภายในไม่กี่ชั่วโมง
จะมีภาพคนไปรอเติมน้ำมันกันทุกปั๊มในประเทศไทย
เพราะรู้อยู่ว่าน้ำมันต้องขึ้นราคาแน่ๆ ก็แห่ไปตุนไว้ก่อน
การค่อยๆ ขยับขึ้นราคาน้ำมันให้สะท้อนราคาตลาดโลก อีกไม่กี่วัน ทุกปั๊มจะกลับสู่สภาพเดิม
ไม่มีการแห่เติมเพื่อตุน มีแต่เติมเพื่อใช้
รัฐบาลต้องทนฟังเสียงด่าครับ ดีกว่าเอาใจแล้วฉิบหายทีหลัง
เอาเป็นว่าท่าทีรัฐบาลเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อนายกฯอนุทิน ยอมพูดตรงๆ เรื่องราคาน้ำมันดีเซลว่า ไม่มีคำว่าตรึง เมื่อไม่มีคำนี้ก็ไม่มีชนเพดาน
“ต้องดูกลไกตลาด ซึ่งรัฐบาลจะดูมาตรการสำหรับผู้ใช้น้ำมัน รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่จะฝืนกลไกตลาดไม่ได้”
มันต้องชัดเจนครับ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก
"...ยอมรับว่า สถานการณ์ทุกคนเป็นทุกข์กับสถานการณ์ ซึ่งมาจากปัจจัยทางสงคราม รัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆ ออกมา เช่น การประหยัดพลังงาน ประหยัดเชื้อเพลิง
ทุกวันนี้รัฐบาลพยายามให้ความมั่นใจว่า ก่อนที่จะมีสถานการณ์สงคราม ความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ ๖๗ ล้านลิตรต่อวัน แต่เราผลิตได้ ๗๗ ล้านลิตรต่อวัน และขายให้ประเทศลาวและประเทศเมียนมา รวม ๕ ล้านลิตร ซึ่งกำลังการผลิตถือว่าเกินความต้องการ
แต่เมื่อมีปัจจัยความตื่นตระหนก ความกังวล จึงเพิ่มความต้องการเป็น ๘๐ กว่าล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการผลิต จึงต้องพยายามดึงสถานการณ์การใช้น้ำมันกลับมาให้ได้
รัฐบาลจะพยายามกลับไปจุดเดิมก่อนวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ หรือก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ถ้าหากกลับไปได้จะบอกว่าน้ำมันไม่เพียงพอเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าขณะนั้นการต้องการใช้เป็นไปอย่างปกติ..."
ก็นี่แหละครับที่เป็นปัญหาจากการสื่อสารกับประชาชนตั้งแต่แรก
โดยธรรมชาติความตื่นตระหนกมันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะมันอยู่ในภาวะวิกฤต
แต่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจ
เช่นการที่นายกฯ อนุทินบอกว่า...
"...ได้รับรายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันของไทยที่จะเข้ามา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐบาลไทยได้ประสานอย่างเต็มที่กับสถานทูตอิหร่าน
เรือน้ำมันสัญชาติไทยก็สามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐบาลต้องดำเนินนโยบายทุกด้านทั้งการทูต การค้า เพื่อให้ทุกอย่างกลับไปสู่สภาวะปกติ..."
แบบนี้ประชาชนใจชื้นขึ้นได้บ้าง เพราะได้รับทราบถึงสถานการณ์ว่า “ยังมีทางออก”
มันก็เป็นหน้าที่ของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ต้องแสดงฝีมือขั้นเทพ ให้เห็นว่า “ของจริง”
ส่วน “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เอาเรื่องราคาสินค้าให้อยู่
“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เตรียมหามาตรการรองรับผลกระทบไว้ เพราะแรงกระแทกแรงแน่ๆ หากสงครามยืดเยื้อไปเรื่อยๆ
สำหรับรัฐมนตรีคนอื่นๆ อย่าเพิ่งไปคาดหวัง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมกับบุญคุณ
มันก็เป็นแบบนี้แหละครับ น้ำท่วมที ด่ากันที พอน้ำลดก็ลืมกันไป
ต้องโค่นล้มทำลาย
"ทักษิณ" ถูกโค่นได้ "อนุทิน" ก็ต้องถูกโค่นได้เช่นกัน การเมืองกำลังจะวนกลับไปสู่ที่เก่า นี่คือยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองบางพรรค กลุ่มการเมืองบางกลุ่ม
บังคับนายกฯ!
กระหึ่ม! "น้องเนเน่" ทำได้ เป็นแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ใครๆ ก็พากันแสดงความยินดี
สถาบันนอกรีต
จะว่าไปแล้วการเมืองไทยก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หากเทียบกับการเมืองอเมริกาวันนี้ คงผ่านหูผ่านตาไปแล้วกับการกล่าวสุนทรพจน์ของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก
ความลับที่ห้องจูปิเตอร์
สุดจริงๆ ครับฝ่ายค้านยุคนี้ ไร้เอกภาพอย่างสิ้นเชิง แต่นั่น ไม่ใช่สิ่งที่พรรคส้มเขาต้องการอยู่แล้ว เสียงในสภาฯ ไม่ใช่สิ่งที่พรรคส้มคาดหวังมาตั้งแต่แรก เพราะโหวตอย่างไรก็แพ้
จะยุบภูมิใจไทย
การบ้านการเมืองช่วงนี้ เหมือนค็อกเทลกำลังถูกเขย่าให้กลมกล่อม ถ้าส่วนผสมพอดี ท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพทันที แต่หากขาดๆ เกินๆ คงได้เห็นภาพหนีเสือปะจระเข้

