
ก็...ตามนั้นแหละครับ
ตามที่เขียนไปวานนี้ว่า การตั้งรัฐบาลสิ่งที่คนเป็นนายกรัฐมนตรีคำนึงเป็นลำดับต้นๆ คือ เสถียรภาพของรัฐบาล
ซึ่งก็คือเสียงสนับสนุน
ภูมิใจไทย+เพื่อไทย = ๒๖๗ เกินครึ่งไปแล้ว
นี่จะเป็นการอธิบายว่าทำไม "อนุทิน ชาญวีรกูล" ถึงเลือกคุยกับพรรคเพื่อไทยเป็นลำดับแรก
การข้ามพรรคอันดับ ๒ คือพรรคประชาชนไป ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าพรรคส้มไม่ได้อยู่ในสมการตั้งรัฐบาลมาตั้งแต่แรก
เมื่อสารตั้งต้น ๒ พรรค สามารถตั้งรัฐบาลได้แล้ว การทาบทามพรรคที่ ๓ ทำให้อำนาจต่อรองยังอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเต็มๆ
แม้แนวโน้มสูงมากๆ ที่ "อนุทิน" จะทาบทามพรรคกล้าธรรมเป็นลำดับถัดไป แต่การเมืองคือการต่อรองผลประโยชน์
ฉะนั้นการเดินเกมตั้งรัฐบาลอย่างค่อยเป็นค่อยไปของ "อนุทิน" ก็เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางรัฐบาลได้ตามแนวทางของพรรคภูมิใจไทยมากที่สุด
การต่อรองตำแหน่งในรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ยังมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือก
เมื่อมีตัวเลือกมากกว่าหนึ่ง อำนาจต่อรองจึงยังอยู่กับ "อนุทิน"
สุดท้ายแล้วการตั้งรัฐบาลจะเป็น ภูมิใจไทย+เพื่อไทย+กล้าธรรม = ๓๒๕ เสียง
ท่วมท้น!
เว้นเสียแต่ว่า "ธรรมนัส พรหมเผ่า" แข็งขืนต้องการกระทรวงเกรดเอมากกว่าที่ "อนุทิน" จะให้ได้
แต่...โดยธรรมชาติการเมือง พรรคกล้าธรรมอยากเป็นรัฐบาลมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้นเมื่อ "ธรรมนัส" ไม่ได้มีอำนาจต่อรองมากนัก ก็กัดฟันเลือกเท่าที่ได้มากกว่า
ขณะที่สูตร+ประชาธิปัตย์ ย้ำอีกทีว่ายาก แม้จะมีการปล่อยข่าวว่ามีการทาบทามแล้วก็ตาม
ยิ่งการมอบเก้าอี้ประธานรัฐสภาให้ด้วยแล้ว ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้
อย่างน้อยๆ "ภราดร ปริศนานันทกุล" แม้จะอายุน้อย แต่แก่พรรษาการเมือง ดีกรี สส. ๕ สมัย ยังเข้าแถวเป็นลำดับที่ ๑ อยู่
มีข่าวลือว่าน้ำเงิน+แดง+เขียว จะเป็นไปไม่ได้
ไม่อยู่ในสมการ
เพราะในอดีตเขียวเคยท้าทาย "ลุงตู่" สมัยยังนั่งนายกรัฐมนตรี
ไปผูกโยงว่า วันนี้ "บิ๊กตู่" มีสถานะอะไรและได้รับความไว้ใจจากใคร ดังนั้นโอกาสที่ผู้กองจะทำงานร่วมกับส้มกลายเป็นฝ่ายค้าน "เทาเปื้อนส้ม" เยอะมาก
ขอร้องเลยครับ อย่าใช้จินตนาการ จนไปลาก "ลุงตู่" ลงมาเกี่ยวข้อง
ท่านไม่เกี่ยวกับการเมืองแล้วครับ
และท่านไม่มีทางมาก้าวก่ายการจัดตั้งรัฐบาลของ "อนุทิน"
บอกตามตรงผมเองก็ไม่ชอบพรรคเขียว แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเป็นเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับสิ่งที่มันเป็น สส.ทุกคนทุกพรรคล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
สำหรับพรรคที่ยังลุ้นว่าจะมีการนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ แล้วผลการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลง เอาเวลาไปเตรียมตัวทำงานในสภาจะดีกว่า
อยู่กับความจริงให้มากกว่าจินตนาการ
เรื่องบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บัตรเลือกตั้ง เป็นความวิบัติของคนแพ้แล้วพาล
นักวิชาการ นักการเมือง รวมไปถึงอดีต กกต. แสดงความเห็นเลอะเทอะกันไปใหญ่
สมัยนี้ไม่มีใครเขาโกงที่หน่วยเลือกตั้งแล้วครับ
มันยาก!
ตอนนับคะแนนมีหูตาจากตัวแทนพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคจ้องไปที่กระดานจดคะแนนกันเขม็ง ขานคะแนนไม่ชัดเมื่อไหร่ก็ทักท้วงกันเกรียว เขต ๑ ชลบุรีตอนนับก็เป็นแบบนี้แหละครับ แต่สุดท้ายคนแพ้มันมีอารมณ์
มันยอมไม่ได้ เรื่องราวมันก็เลยบานปลาย
บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด มาจากเจตนาป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งของ กกต.
แต่กลับถูกด่าว่า กกต.ส่งเสริมให้มีการโกงเลือกตั้งด้วยการใช้ บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด
มันเป็นอย่างไรกันแน่
นักแกะรหัสทุบโต๊ะว่า สามารถย้อนไปดูได้ว่า ใครลงคะแนนให้ใคร แล้วจะเรียกว่าลงคะแนนลับได้อย่างไร
อธิบายง่ายๆ เหมือนเอาคน ๒ คนไปนั่งในป่าช้าตอนตี ๓
เห็นใบไม้ไหว คนหนึ่งบอกว่าผีหลอก
อีกคนบอกท่าจะบ้า แค่ลมพัดเท่านั้นเอง
อยู่ที่จิตปรุงแต่งครับ
คนที่เชื่อว่ามีการโกงเลือกตั้ง ก็จะหาสมมุติฐานมาสนับสนุนความคิดตัวเองว่ามีการโกงเลือกตั้งโดยใช้ บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด จริง
แต่คนที่ไม่เชื่อว่าโกง หนึ่งในนั้นคือ กกต. ก็มองว่านี่คือมาตรการป้องกันการโกงเลือกตั้งต่างหาก
สรุปคร่าวๆ จากการชี้แจงของ กกต.ได้ความตามนี้ครับ
"...กระบวนการจัดพิมพ์บาร์โค้ดเป็นข้อมูลสำหรับการ Tracking จำนวนจัดพิมพ์ไว้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า มีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่ากำหนดหรือไม่
ขั้นตอนต่อมาการเข้าเล่ม การแพ็กกิงต่างๆ มีการใช้บาร์โค้ดเหล่านี้สำหรับตรวจสอบ ก่อนเข้าเล่ม บัตรเลือกตั้ง ๑ เล่มมี ๒๐ ฉบับ ใช้วิธีการ Tracking จากบาร์โค้ดต่างๆ ปกบัตรนี้มี ๒๐ ฉบับ มีเลขอะไร ครบถ้วนถูกต้อง เวลาใช้ในหน่วยเลือกตั้งจะได้ไม่มีปัญหากรณีบัตรเขย่ง
นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว กระบวนการแจกจ่าย ผู้มีหน้าที่ หรือผู้รับผิดชอบต่างๆ ในเรื่อง กกต.เขต หรือ กปน. เมื่อเราแจกจ่ายไปแล้วอาจมีประเด็นว่าบัตรเลือกตั้งเล็ดลอดไปสู่ภายนอก ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรที่เล็ดลอดออกไปถูกจัดสรรอยู่ในความรับผิดชอบของใคร ผู้ใดต้องสงสัยกระทำความผิด
เรื่องการตรวจสอบป้องกันการทุจริตต่างๆ สามารถนำมาตรวจสอบได้เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นการนำบัตรปลอมมาใช้ การนำบัตรมาใช้ข้ามเขต ข้ามหน่วยต่างๆ สามารถใช้บาร์โค้ดตัวนี้ตรวจสอบได้เช่นกัน
ยกตัวอย่าง กรณีมีภาพบัตรเลือกตั้งติดต้นขั้วที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ยอมรับว่าในบาร์โค้ดนี้สแกนไปสามารถระบุได้ถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าเราสามารถ Tracking ได้ว่าใครเผยแพร่ เพราะบัตรที่ถูกเผยแพร่เป็นบัตรที่อยู่ในเล่ม ยังไม่ถูกฉีก
แสดงว่าต้องอยู่ในมือผู้รับผิดชอบการทำหน้าที่แน่นอน เป็นขั้นตอนตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป เรื่องการใช้บาร์โค้ด..."
สรุปสั้นๆ เมื่อบัตรเลือกตั้งถูกฉีกจากต้นขั้วให้ผู้มาใช้สิทธิไปกาเบอร์แล้ว จะไม่มีใครในโลกนี้สามารถล่วงรู้ว่า คนคนนั้นเลือกใคร พรรคการเมืองไหน
มันลงกล่องไปแล้ว!
สมมติ หัวคะแนน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ต้องการรู้ว่า นายเอ นายบี ที่รับเงินไปแล้ว กาตรงเบอร์หรือไม่ จะต้องเปิดหีบแล้วส่องหาชื่อว่านายเอ นายบี ลงให้ใคร
ในข้อเท็จจริงมันทำได้หรือ เพราะมีตัวแทนพรรคการเมืองรุมเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้ง อย่างกับมดแดงเฝ้ามะม่วง
ถ้าจะบอกว่า ไปเปิดดูทีหลังก็ได้ ยิ่งแล้วใหญ่ครับ บัตรเลือกตั้งจากหลายๆ คูหามาเทรวมกันแล้ว กว่าจะหาเจอต้องใช้เวลาเท่าไหร่
และถ้าไปขอเปิดหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไปแล้ว ก็ต้องไปร้องศาล แล้วจะให้เหตุผลกับศาลว่าอย่างไร
แต่ถ้าไปหยิบบัตรมาหนึ่งใบแล้วสแกนดูว่า บัตรใบนั้นใครเป็นคนลงคะแนน และลงให้ใคร แบบนี้รู้ครับ แต่ถามว่าจะทำไปเพื่ออะไร
สุดท้ายมันอยู่ที่เจตนาของ กกต.ครับ เพื่อป้องกันการโกง หรือช่วยให้มีการโกง
วิญญูชนน่าจะแยกแยะออก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลที่เป็นไม่ใช่ที่เชียร์
ไปต่อไม่รอแล้วครับ... มาว่ากันเรื่องตั้งรัฐบาล ส่วนเรื่องนับคะแนนใหม่ ให้ส้มคลั่งไปอีกสักพักแล้วจะรู้ว่า ที่ปั่้นกันนั้น ขาข้างหนึ่งเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว
เปลือยธาตุแท้ส้ม
โลกจะไม่สงบสุขไปอีกสักพักครับ... จากแพ้เลือกตั้ง ให้นับคะแนนใหม่ ตอนนี้ไปเรื่องช้าง "สีดอหูพับ" แล้วครับ มันเกี่ยวกันยังไง???
แพ้เขตไหนเขตนั้นโกง
เลือกตั้งครั้งนี้มีโกงมั้ย???? คำตอบคือ มีโกงล้านเปอร์เซ็นต์ และมีการโกงในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาโกฏิเปอร์เซ็นต์
รอถึงวันของ ‘ธนาธร’
เลือกตั้งครั้งนี้มีหลากหลายรสชาติ ก่อนอื่นเลยขอแสดงความยินดีกับคุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี
นับหนึ่ง 'อนุทิน ๒'
แลนด์สไลด์ครับ.... หลังจากนี้ประเทศไทยจะบริหารโดยรัฐบาลอนุทินต่อไป แค่เปลี่ยนโครงสร้างภายใน จะเป็นรัฐบาลภูมิใจไทย เพื่อไทย และกล้าธรรม
อนาคตอยู่ในมือคุณ
ตามหลอนไม่จบจริงๆ "เบน สมิธ"! "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินส่วนตัว ต่อจาก "เบน สมิธ" และแจ้งบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช.ว่ามีเครื่องบินส่วนตัว มูลค่า ๓๐ ล้านบาท

