
“ทรัมป์” คือใคร?
ก่อน ๒๘ กุมภา.๖๙ ทรัมป์ คือ “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ”
แต่หลัง ๒๘ กุมภา....
ทรัมป์ คือ “ฆาตกรฆ่าเด็ก”!
เขาสั่งถล่มโรงเรียนประถมหญิง “Shajareh Tayyebeh” ในเมือง Minab ตอนใต้ของอิหร่าน ด้วย “ขีปนาวุธ”
สังหารหมู่เด็กเล็กๆ อายุ ๗-๑๒ ปีและครู รวม ๑๖๘ คน ขีปนาวุธฉีกร่างเด็กเป็นชิ้นๆ
สังเวยความบ้าคลั่งและป่าเถื่อนของ “ไอ้ฆาตกรฆ่าเด็ก”
.......ที่ชื่อ “ทรัมป์”!
การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลกระทำต่อ “อิหร่าน” เป็นเหตุหนึ่ง
แต่การจงใจ “ยิงขีปนาวุธ” ใส่โรงเรียน
ถ้าไม่เจตนา “ฆ่าหมู่เด็กนักเรียน” สหรัฐฯ-อิสราเอล มีข้ออ้างใดที่จะแก้ตัว?
เหตุการณ์ ๒๘ กุมภา.และ ๑ มีนา.๖๙
มันไม่ใช่ “สงคราม”!
แต่มันคือการ “ปล้น-ฆ่า” ของ ๒ ฆาตกร กระหายเลือด ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและป่าเถื่อนที่สุด ในรอบกึ่งศตวรรษ!
ภาพชิ้นส่วนร่างกายหนูน้อยบริสุทธิ์และไร้เดียงสา วางเรียงรายในห่อผ้าขาว ๑๖๐ กว่าร่าง เพื่อรอการฝังตามหลักศาสนาอิสลาม
มันเป็นภาพสะท้อนถึง “วีรบุรุษสันติภาพทรัมป์”.....
หรือภาพของ “ซาตานผู้บ้าคลั่ง” และหื่นกระหายเลือด “ฆ่าไม่เลือก” แม้กระทั่งเด็ก!?
คำตอบอยู่ที่ “จิตสำนึก” ท่าน!
“ทรัมป์-สหรัฐฯ” ก้าวถึงจุด “อำนาจเดียวครองโลก” ตามแผน ขบวนการ “ยิว-ไซออนิสต์” โดยไม่มีใคร-องค์กรไหนนำฆาตกรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้แล้วหรือ?
คุณ “Nakhonthai Sresuk” โพสต์เฟซฯ เป็นคำตอบไว้วานซืน
ด่วน ! ล่าสุด… “สหประชาชาติ” ลงมือสอบสวน กรณีสหรัฐและอิสราเอล โจมตีโรงเรียนอนุบาล
เป็นเหตุให้เด็กๆ ชาวอิหร่าน ลูกหลานนายทหาร 168 คนตุยเรียบ เบื้องต้นพบว่า มีการกำหนดพิกัด ถล่มโรงเรียนนี้อย่างชัดเจน
และระดับ “ข่าวกรอง” ของอิสราเอลและสหรัฐ ไม่มีทางที่จะ “เข้าใจผิด” ได้ว่า...ที่นี่ไม่ใช่โรงเรียน
ครับ....
นอกจากเด็กนักเรียนตกเป็นเหยื่อฆาตกรผู้บ้าคลั่งแล้ว
“นักวอลเลย์บอลหญิง” อิหร่าน.....
กำลังฝึกซ้อมอยู่ในสนามกีฬา ถูก “สหรัฐฯ-อิสราเอล” ยิงขีปนาวุธนำวิถีเข้าใส่
นักวอลเลย์บอลหญิงอิหร่าน “เสียชีวิต” ทันที
ไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน!
เมื่อมีข่าวว่า “สหประชาชาติ” สอบสวน เพื่อจัดการกับ ๒ ฆาตกรนี้ ชาวโลกหัวเราะกันขำกลิ้ง!
“สหประชาชาติ” หรือ UN อยู่ได้ด้วยเงินอุดหนุนสหรัฐฯ
และเขารู้กันทั้งโลก UN คือองค์กรใต้คอนโทรล “ยิว-ไซออนิสต์” เช่นเดียวกับ แบงก์ชาติสหรัฐฯ, เวิลด์แบงก์, ไอเอ็มเอฟ ฯลฯ
ฉะนั้น หวังความยุติธรรมจาก UN เมื่อยตุ้มเปล่า!
เรื่องอย่างนี้ ต้องเลียนแบบ “อังเคิลฮุน” เค้า
ขี้ไม่ออก-เยี่ยวไม่ออกก็ “ฟ้องศาลโลก” ไว้ก่อน!
แต่ก็อีกนั่นแหละ “ศาลโลก” ก็สายโลหิตของ “ยิว-ไซออนิสต์”เหมือน UN
สรุปแล้ว โลกวันนี้ “ตีนใครใหญ่-ใครอยู่”....จบนะ!
ทีนี้ ย้อนมาดู “คนตีนเล็กแต่เตะช้างล้ม” อย่างไทยเรามั่ง ไอ้เรื่องตื่นข่าวแบบไร้สติละก็ ไม่มีใครเกินพี่ไทยเราไปได้
ตอนนี้ “ตื่นสงคราม” แล้วก็แห่กันไปเติมน้ำมันตามปั๊มยาวเป็นกิโล เติมรถไม่พอ เอาภาชนะต่างๆ เช่น ถังแกลลอนมาเติมตุนอีกตะหาก
แล้วน้ำมันจะไม่หมดปั๊มได้ยังไง!
พอหมด ก็เริ่มโวย ด่ารัฐบาล...ไหนบอกว่า น้ำมันไม่ขาดแคลนไงล่ะ?
ก็เล่นแห่ไปเติมพร้อมๆ กัน ยังไงๆ มันก็ต้องหมดปั๊ม แต่นั่นใช่ว่าน้ำมันขาดแคลน เพียงแต่ “รถส่งน้ำมัน” มาเติมไม่ทันใจเท่านั้น
อย่าว่าแต่ปั๊มน้ำมันเลยครับ....
สินค้าทุกชนิด ถ้าแห่ไปซื้อพร้อมๆ กัน มันก็มีมาสนองความต้องการไม่ทัน
“ธนาคาร” ก็เถอะ ลองแห่ไปถอนพร้อมๆ กันทั้งประเทศ วันเดียวแบงก์ก็ล้ม!
อยากบอกว่า ไม่ต้องตื่นไปหรอก เชื่อมือ ปตท.ของไทยเราเถอะ นอกจากมีน้ำมันสำรองให้ใช้ได้นานถึง ๖๐ วันแล้ว
ด้วยความเป็นมืออาชีพด้านพลังงานระดับโลกของ ปตท. ถ้าวิกฤตจริงๆ ปตท.สามารถหาน้ำมันให้คนไทยได้ใช้กัน “ไม่ขาดแคลน” แน่
เว้นแต่ แห่กันซื้อไปกักตุน จนเกิดเหตุไฟไหม้บ้าน-ไหม้เมือง!
“Thailand FACT Today” เขาโพสต์ให้ข้อมูล “ดับตื่น” ไว้ดังนี้
มองความจริงเรื่องน้ำมันไทย
ในวันที่โลกปั่นป่วน
ช่วงนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยวิจารณ์กันหนักเรื่อง “น้ำมันจะขาดไหม ราคาจะพุ่งแค่ไหน”
หลังอิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก
แต่ถ้ามองข้อเท็จจริงให้ครบ ภาพที่เห็นอาจต่างจากความตื่นตระหนกในโซเชียล
1) ไทยยัง “มีน้ำมันใช้” ไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลน
ถามตัวเองนะครับ วันนี้ ออกจากบ้าน ปั๊มปิดรึเปล่า แค่นั้นแหละ
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ (รวมตามกฎหมายและเชิงพาณิชย์) อยู่ที่ประมาณ 7,660 ล้านลิตร
คิดเป็นการใช้ได้ราว 60 วัน ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่ไม่มีการนำเข้าเพิ่มเลย
แต่ในความเป็นจริง ไทยยังจัดหาน้ำมันได้ต่อเนื่อง
ปั๊มยังเปิด
ระบบขนส่งยังทำงาน
ยังไม่มีสัญญาณขาดแคลน
2) ผู้ค้าน้ำมันเร่งกระจายความเสี่ยงแล้ว
หลังเกิดเหตุ ผู้ค้าน้ำมันได้รับการประสานให้เร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง เช่น
สหรัฐอเมริกา, แอฟริกาตะวันตก, มาเลเซีย
นี่คือการบริหารความเสี่ยงตามปกติของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า ไม่ใช่สถานการณ์ไร้ทางออก
3) ทำไมยังมีการส่งออกไป สปป.ลาว?
หลายคนตั้งคำถามว่า “ถ้าเสี่ยง แล้วทำไมยังส่งออก?”
คำตอบคือ การส่งออกบางส่วนเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ก่อนหน้าและความสัมพันธ์ด้านพลังงานไทย–ลาวเป็นแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ไทยส่งออกน้ำมัน ขณะเดียวกัน ก็นำเข้าไฟฟ้าจากลาว
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อและเข้าขั้นวิกฤต รัฐมีอำนาจพิจารณาระงับการส่งออกได้
4) กักตุนน้ำมัน เสี่ยงผิดกฎหมายและอันตราย
การกักตุนเชื้อเพลิงในปริมาณมาก เข้าข่ายผิดกฎหมาย
เสี่ยงอันตราย จากการเก็บไม่ถูกวิธี
ยิ่งทำให้ตลาดตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น
ในภาวะแบบนี้ “ความตื่นตระหนกของผู้บริโภค” อาจสร้างปัญหาเร็วกว่าวิกฤตจริงเสียอีก
5) กลไกกองทุนน้ำมันเตรียมรับแรงกระแทกราคา
“กระทรวงพลังงาน” เตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงผลกระทบด้านราคา
ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยืนยันร่วมกับกระทรวงพลังงานว่า “จะยังไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันสำเร็จรูปในช่วงนี้”
นั่นหมายความว่า ภาครัฐกำลังพยายาม “ดูแลราคา” ควบคู่กับการบริหารสต๊อก
สรุปตรงไปตรงมา
ช่องแคบฮอร์มุซปิด = ตลาดโลกผันผวน
ไทยยังมีน้ำมันสำรองประมาณ 60 วัน
ยังนำเข้าจากแหล่งอื่นได้
สิ่งที่น่ากังวล คือ ข่าวเท็จ ข่าวลวง ที่สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน จนกระทบแผนบริหารจัดการ
การกักตุนไม่ช่วยและอาจผิดกฎหมาย
วิกฤตครั้งนี้ คือบททดสอบความนิ่งของทั้งรัฐและประชาชน
ถ้าเรายึดข้อมูลเป็นหลัก
ไม่ตื่นข่าวลือ
ไม่แห่กักตุน
ประเทศไทยก็ยัง “อยู่ได้”
ท่ามกลางความผันผวนของโลก.
..........................................
ย้ำเพื่อให้คลายความตื่นตระหนกด้วยข้อมูลชัดๆ อีกทีก็ได้
“นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู” รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวง แถลง
ข้อมูล ณ วันที่ ๒๓ ก.พ.๖๙ มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) ๔,๙๒๕ ล้านลิตร
เพียงพอต่อความต้องการใช้ ๓๘ วัน
น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) ๑,๗๔๖ ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น ๑,๑๒๔ ล้านลิตร
เพียงพอต่อความต้องการใช้ ๒๓ วัน
รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ ๗,๗๙๕ ล้านลิตร สามารถใช้ได้ ๖๑ วัน
ส่วนแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ของเดือน มีนา.๖๙ จำนวนทั้งหมด ๔ ลำ ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ๒ ลำ
ส่วนอีก ๒ ลำ ยังอยู่ระหว่างการลำเลียง คาดว่าจะไม่กระทบปริมาณสำรอง
ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น จะมีการบริหารจัดการ เพื่อรักษาเสถียรภาพปริมาณสำรอง เพื่อสร้างความมั่นคงและความเชื่อมั่นภายในประเทศ
เพื่อเป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ ขอบอกว่า ประเทศที่ส่งน้ำมันและ LPG ให้ไทยรายใหญ่ คือ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์”
หรือ UAE ที่สนามบินถูกอิหร่านถล่มจนถึงตอนนี้ก็ยังเปิดใช้ไม่ได้นั่นแหละ
แหล่งที่ ๒ คือ “ซาอุดีอาระเบีย” ที่ไทยต้องพึ่งพาในการนำเข้าน้ำมันดิบตลอดมา
รายที่ ๓ แอ่น...แอ๊นนนน “สหรัฐอเมริกา”!
ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รวมถึงผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงอื่นๆ จากสหรัฐฯ
อีก ๒ ประเทศในอาเซียน ที่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ ก็คือมาเลย์และอินโดนีเซีย
๕ ประเทศ ๕ แหล่ง นี้แหละ เป็นแหล่งที่ไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซเป็นเจ้าประจำ นอกเหนือจากน้ำมันไทยอีกจำนวนหนึ่ง
ตอนนี้ เราไม่ส่งออก ยกเว้น “ลาว” ประเทศเดียวที่เราส่งน้ำมันให้ เพราะลาว-ไทย “สายเลือด-สายใจ” สายเดียวกัน ก็ต้องช่วยกัน!
สรุป.....
เรื่องพลังงาน ขอให้เชื่อใจ ปตท.เขาไม่ทำให้ผิดหวังแน่
ส่วนเรื่องบริหารประเทศในสถานการณ์ “โลกล้างโลก”
เชื่อมือ “หนู-สี-จี-เอก” เขาเถอะ ไม่ผิดหวังเช่นกัน!
-เปลว สีเงิน
๕ มีนาคม ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ศุภนิมิตแห่งประเทศ’
เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดแล้วว่า.... โลกถึงจุดสิ้นสุดยุค “ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ” แล้ว กำลังเข้าสู่ยุค “โลกไร้พรมแดน” ทางกฎกติกา
🔴 LIVE ‘ดร.มานิตย์’ ปิดจบ ปมบาร์โค้ด เลือกตั้งไม่โมฆะ!? | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
เนรคุณ ‘สิ้นบุญเก่า’
จะว่า “แปลกประเทศ” ก็ไม่น่าใช่ ต้องบอกว่า “แปลกคน” น่าจะใช่ สำหรับพวกเขมร มันคิดได้ยังไง?
สีหศักดิ์ ‘ค้ำคอต่อย’
“หมาจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยว” ในดงนักวิชาเกือกนี่ มีมากจนน่ารำคาญ! เลือกตั้งผ่านไปยังไม่ครบสัปดาห์ดี ก็หอนตามหน้าจอกันแล้ว ทำนองว่า “กกต.ห่วย ป่านนี้ยังไม่ประกาศผลซักที”
'ดุ่ย ณ บางน้อย'
แหม...นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆนะ จะดีดติ่งหู “พล.ท.มาลี โสเจียตา” ซะให้ร้องซี้ดดดเลย พับผ่าซีเอ้า! แถลงมาได้ว่า เมื่อเช้าวาน (๒๔ ก.พ.) ขณะ ๘ ทหารไทยออกลาดตระเวนตามแนวลวดหนาม ในพื้นที่บริเวณ “พลาญหินแปดก้อน” เขตกันทรลักษ์ ศรีสะแกษ
“เขมรเผาเมือง”
เขมรนี่.... จะว่าไปแล้ว มันทั้งน่ารักและน่ากระทืบปนๆ กัน! เห็นทหารไทยกั้นเขตแดนระหว่างไทย-เขมรด้วย “รั้วลวดหนาม” บ้าง ด้วย “ตู้คอนเทนเนอร์” บ้าง

