สงครามระดับภูมิภาคตะวันออกกลางกับสงครามโลกครั้งที่ 3 มีเพียงเส้นบางๆ แบ่งกั้น ไม่มีใครรับรองได้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้น เมื่อ “ขั้วอำนาจเก่า” สหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายวัน สังหารระดับผู้นำสูงสุดอิหร่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศและกองทัพเสียชีวิตหลายสิบราย ขณะที่ประชาชนต้องสังเวยชีวิตไปแล้วหลายร้อยคน เกือบ 200 ชีวิตเป็นนักเรียนหญิงถูกบอมบ์ด้วยขีปนาวุธขณะเรียนหนังสือ
“เตหะราน” ตอบโต้อย่างหนักด้วยขีปนาวุธที่ทันสมัย ขยายวงกว้างโจมตีประเทศพันธมิตรอเมริกาที่ให้ใช้พื้นที่เป็นฐานทัพ ไม่ว่าจะเป็น อิรัก คูเวต บาร์เรน การ์ตา ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ได้รับความเสียหายอย่างหนักกันทั้ง 2 ฝ่าย ส่อเค้าจะบานปลาย “ขั้วอำนาจใหม่” อย่างจีน-รัสเซีย เริ่มขยับ “ปักกิ่ง” ประกาศพร้อมหนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตยของตนเอง ซัดสหรัฐ อิสราเอลละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ จงใจยั่วยุให้เกิดสงครามกับอิหร่าน ขณะที่ “ทรัมป์” อ้างเปิดปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน เพื่อปกป้องชาวอเมริกันจากภัยคุกคามใกล้ตัว
สถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียด สงครามยกระดับความขัดแย้ง จะจบเมื่อไหร่ จบอย่างไร หรือจะติดหล่มไปอีกหลายปี ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ที่แน่ๆ ทันทีที่ระเบิดปะทุ พลังงานโลกป่วนป่วนทันที อิหร่านเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันไปทั่วโลกมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ การส่งออกน้ำมันทางทะเลของประเทศอาหรับหรือตะวันออกกลางต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน เป็นไปตามคาด เตหะรานสิ่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบต้องหยุดการเดินเรือทันที กองกำลังอิหร่านประกาศว่าเรือลำใดฝ่าฝืนจะต้องถูกเผาย่อยยับ กำเนิดสงครามด้านเศรษฐกิจทั่วโลก
ทั้งสหรัฐ อิสราเอลและอิหร่านมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยมานาน ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ตกอยู่ในภาวะสงครามมีคนไทยอาศัยกว่า 110,000 คน มากที่สุดคือประเทศอิสราเอลกว่า 65,000 คน ในภาคแรงานเกษตร ยูเออี 20,163 คน ซาอุฯ 7,342 คน ส่วนที่อิหร่าน ประมาณ 250 คน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนติดตามสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือคนไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ตั้งวอร์รูม 24 ชั่วโมง เร่งอพยพคนไทยที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะที่อยู่ในอิหร่าน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ส่วนราชการออกจากพื้นที่เดินทางกลับไทยให้เร็วที่สุด
ด้าน “ความมั่นคง” นายกฯ อนุทินเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถกมาตรการความมั่นคงภายในประเทศ ยกระดับความปลอดภัย สั่งให้ฝ่ายข่าว-ตำรวจ ติดตามเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง ติดตามบุคคลที่เข้า-ออกประเทศ ที่อาจเข้ามาก่อความไม่สงบ รวมทั้งติดตามโซเชียลที่อาจบิดเบือนสร้างความขัดแย้ง
ประเทศไทยเป็นประเทศเปิด มีหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาพักอาศัยในคราบนักท่องเที่ยว นักธุรกิจการลงทุน รวมทั้งคนร้ายที่แฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรม ทั้งปัจเจกบุคคล องค์กร หรือระดับชาติ หลายเหตุการณ์ความขัดแย้งไทยถูกใช้เป็นที่ก่อเหตุล้างแค้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในอดีต ปี 2537 ชาวอิหร่านขับรถบรรทุกปุ๋ยยูเรีย ระเบิดซีโฟร์ หวังบึ้มสถานทูตอิสราเอล แต่เกิดเฉี่ยวชนกับมอเตอร์ไซค์บริเวณหน้าห้างชิดลม คนร้ายชาวอิหร่านทิ้งรถหลบหนีไป ปีเดียวกันผู้ก่อการร้าย 2 คน เตรียมก่อวินาศกรรม นำรถบรรทุกปุ๋ยยูเรียและส่วนผสมระเบิดเต็มคันรถ อาทิ ถังน้ำมันโซลาร์ ระเบิดซีโฟร์ 2 ปอนด์ ดินระเบิดซีโฟร์ พร้อมเชื้อปะทุหวังระเบิดสถานทูตสหรัฐ ถนนวิทยุ แต่แผนล้มเหลว รถบรรทุกประสบอุบัติเหตุก่อนถึงเป้าหมาย ทำให้โศกนาฏกรรมใจกลางกรุงเทพฯ แคล้วคลาดหวุดหวิดอีกครั้ง
ต่อด้วยปี 2555 เกิดเหตุระเบิดที่บ้านพักภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ย่านคลองตัน ซึ่งมีชาวอิหร่าน 3 คน เป็นผู้เช่า หลังเกิดเหตุต่างคนต่างหลบหนี หนึ่งในคนร้ายได้เรียกแท็กซี่จอด แต่คนขับไม่จอด คนร้ายได้ใช้ระเบิดปาใส่แท็กซี่ คนขับได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ตำรวจเข้าปิดล้อมจับกุมคนร้ายหวังปาระเบิดใส่ตำรวจ แต่พลาดหล่นลงพื้นเกิดระเบิด ทำให้คนร้ายขาขาดได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านที่เกิดเหตุ พบระเบิดแสวงเครื่องหลายรายการ แนวทางการสืบสวนคนร้ายเตรียมก่อเหตุบึ้มสถานทูตอิสราเอล แต่เกิดพลาดระเบิดเสียก่อน
ถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่ผ่านมา “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ โดยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำผิดกฎหมายที่จะส่งผลเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะประเทศเฝ้าระวัง เพิ่มความเข้มในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามช่องทางเข้า-ออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุ
รวมทั้งประสานข้อมูลข่าวสารกับต่างประเทศ ประเทศสมาชิก องค์การตำรวจสากล หน่วยตำรวจประเทศต้นทาง ใช้กลไกช่องทางกงสุล (ฝ่ายตำรวจ/ทูตฝ่ายตำรวจ) ในการประสานข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
“บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ดูแลฝ่ายความมั่นคง กางแผนดูแลความปลอดภัยชาวตะวันออกที่อยู่ในประเทศไทย แบ่งกำลังเป็น 4 ส่วน ส่วนแรก ตรวจสอบรวบรวมข้อมูลชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้งว่าพำนักอยู่ที่ไหน ทั้งในส่วนของฝ่ายที่อาจเป็นผู้กระทำและฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำ ส่วนที่ 2 สถานที่ที่เป็นที่รวมตัวจัดกิจกรรมให้ตำรวจสันติบาล, ตำรวจพื้นที่, สตม. และตำรวจท่องเที่ยว เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ ส่วนที่ 3 คือ ในจังหวัดที่มีการรวมตัวกันบ่อย ให้มีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ส่วนที่ 4 คือ สถานที่ทำงานจะมีตำรวจสันติบาลและตำรวจนครบาลดูแลเฝ้าระวัง ส่วนสถานทูตประเทศคู่ขัดแย้งในพื้นที่นครบาล เพิ่มกำลังดูแลความเข้ม พร้อมเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการผสมโรงสร้างสถานการณ์ทั้งในเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจสวมรอยก่อเหตุความไม่สงบในช่วงนี้ด้วย
โดยเฉพาะพื้นที่นครบาล “บิ๊กยาม” พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.สั่งเข้มเฝ้าระวังพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งอย่างสถานทูต ชาบัดเฮาส์ โบสถ์ยิว ที่พักอาศัยกลุ่มชาวยิว มัสยิด ชุมชนชาวชีอะห์ สนามบิน พร้อมทั้งระบบขนส่งมวลชน จุดเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สถานีสยามสแควร์ สถานีอโศก พร้อมทั้งสำรวจกล้องวงจรปิดและมุมกล้องแต่ละพื้นที่ให้อยู่ในสภาพใช้งาน รวมทั้งจัดรถสายตรวจออกตรวจตามวงรอบ ตั้งจุดตรวจเป็นระยะเฝ้าระวังเหตุ
ภาวะสงครามไทยต้องวางตัวเป็นกลาง อย่าให้ข้างใดข้างหนึ่งชักนำลากเข้าสู่ความขัดแย้ง ความมั่นคงในประเทศต้องมาก่อน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'น้ำเงิน'พลิกเกมเอาคืน สวนหมัด'ส้ม'ปมฮั้วสว.
แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติสั่งฟ้องคดี ฮั้วเลือก สว. จำนวน 77 ราย ซึ่งรวมถึง 26 สว.สายสีน้ำเงินที่เป็นแกนนำและประธาน กมธ.สำคัญ เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
“ฟริเกต”เขย่าความเชื่อมั่นทัพน้ำ โจทย์หิน“ผบ.ทร.”คนใหม่
ในวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ย.นี้ จะครบ 7 วันทำการ ที่กองทัพเรือ (ทร.) กำหนดให้บริษัทเอกชนต่อเรือฟริเกตตามงบประมาณ 2569 ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกอุทธรณ์เข้ามา และในวันที่ 18 ก.ย.นี้ จะเปิดแถลงถึงเหตุผลในการเลือกบริษัท “ฮันวา โอเชียน”
ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต.
หลังจากเสร็จการลงมติ กกต.ในคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลาดองเค็มข้ามปี พร้อมคำตัดสินจากผู้ถูกร้องระดับมหากาพย์ 427 ราย
ยื่นสอย-ดำเนินคดีอาญา 26สว.แต่น้ำเงินยังคุมสภาสูง รอโหวต กกต.-ป.ป.ช. ใหม่
เป็นไปตามคาด ไม่เหนือความคาดหมาย กับ”มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง”(กกต.) ในคดีฮั้วสว.ที่ลงมติชี้ขาดกันเมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา กับการส่งคำร้องไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง แต่ส่งเฉพาะแค่บางส่วน ไม่ได้ส่งครบหมด 229 ชื่อตามสำนวนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26
มติ7กกต.ปิดคดีฮั้วสว. ยังมีไคลแมกซ์หลัง14ก.ย.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดแถลงข่าวผลการประชุมลงมติชี้ขาด คดีฮั้ว สว. ในเวลา 15.00 น. วันจันทร์ที่ 14 ก.ย.
14ก.ย.ชี้ชะตา 'กระดานการเมือง' คดีฮั้ว สว.กำหนดทิศทางประเทศ
วันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ ถือเป็นวันที่กำหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทยอีกครั้ง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะวินิจฉัยและลงมติคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

