มองวิกฤตคือโอกาส

ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีผลกระทบรอบด้านฉุดเศรษฐกิจโลกให้มีการเติบโตที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกเพราะการสู้รบและทำลายล้างในพื้นที่หลักของการผลิตน้ำมัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และกระแสการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ได้ระบุว่า วิกฤตสงครามทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.สถานการณ์คลี่คลายเร็ว (ความน่าจะเป็น 30%) หากสถานการณ์จบลงภายใน 1 เดือน GDP ไทยจะขยายตัว 1.6% โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา 

2.สถานการณ์ยืดเยื้อ (ความน่าจะเป็น 50%) หากสงครามลากยาว 1-3 เดือน อาจทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือ 1.0-1.3% และ 3.สถานการณ์บานปลาย (ความน่าจะเป็น 20%) กรณีวิกฤตลากยาวเกิน 3 เดือน GDP ไทยอาจโตต่ำกว่า 0.7% ซึ่งจะกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ไทยจากการที่ต้นทุนการก่อสร้างพุ่งสูงและอัตรากำไรลดลง ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อกดทับและการท่องเที่ยวที่ซบเซา

ก้องเกียรติ ได้ระบุว่า เมื่อย้อนดูสถิติที่อยู่อาศัยจดทะเบียนใหม่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับวิกฤตหลายระลอก โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้ตลาดซบเซาอย่างหนัก ก่อนจะไต่ระดับฟื้นตัวแบบขึ้นสลับลง

ทุกวิกฤตมีระยะเวลาและจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในที่สุด โดยปัจจุบันตลาดมีมูลค่าสินค้าคงค้างถึง 800,000 ล้านบาท และมีซัปพลายใหม่เล็กน้อยราว 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาส หากภาครัฐขยายเพดานให้ชาวต่างชาติถือครองหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการโรงแรมในทำเลภูเก็ต, พัทยา, กระบี่, กรุงเทพฯ และเชียงใหม่” นายก้องเกียรติ กล่าว

 ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤต ธุรกิจอสังหาฯ ต้องเร่งปรับตัวรองรับ อย่าง ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ระบุชัดว่าศุภาลัยยัง “คุมต้นทุนก่อสร้างทุกเม็ด” ด้วยการเลือกซื้อวัสดุบางส่วนเอง แทนที่จะให้ผู้รับเหมาจัดการทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่ายิ่งซื้อมากยิ่งต่อรองราคาได้มาก อย่างการซื้อลิฟต์ครั้งละ 5-6 โครงการพร้อมกัน ทำให้ได้ส่วนต่างถูกลงถึง 20 ล้านบาท ขณะเดียวกัน “สัดส่วนหนี้สินที่ต่ำ” ยังเป็นข้อได้เปรียบในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ดินบางแปลงซื้อด้วยเงินสด ซึ่งนอกจากจะทำให้ปิดดีลได้เร็วกว่าคู่แข่งแล้ว ยังช่วยตัดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนให้ต่ำลง ส่วนการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันคือเน้นบริหารสต๊อก (Inventory) ให้เหมาะสม โครงการไหนไม่เร่งด่วนให้ชะลอ โครงการที่เปิดตัวแล้วก็พัฒนาต่อ

ขณะที่ สุพินท์ มีชูชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI มองว่า ทิศทางการบริหารอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านสู่การให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การอยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตของลูกบ้านเป็นหัวใจหลัก และยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “คอมมูนิตี้คุณภาพ” ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกมิติ พร้อมสะท้อนเป็น 7 เทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองในปี 2569 ดังนี้

  1. 1. Resident Experience ต้องมาก่อน ลูกบ้านไม่ได้มองแค่ตึกดีหรือส่วนกลางสวย แต่คาดหวังถึงประสบการณ์การอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ, 2. Smart Building + Data-Driven Service การบริหารจัดการอาคารอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล, 3.ESG และประหยัดพลังงานความยั่งยืนที่จับต้องได้ปี 2569 เรื่องความยั่งยืนเป็นหลักคิดของการบริหารที่นำมาสู่ระดับการปฏิบัติ “งานบริการประจำวัน” มากขึ้น, 4. Personalized Service เทรนด์การให้บริการยุคใหม่จะเปลี่ยนไปจาก One-size-fits-all ไปสู่การให้บริการที่ตอบสนองความแตกต่างตามประเภทผู้อยู่อาศัย
  2. 5. Community & Lifestyle การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย กลุ่มคน/สังคม กับรูปแบบการดำเนินชีวิต พฤติกรรม และความชอบส่วนบุคคล เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต การพักผ่อน และการทำกิจกรรมร่วมกันในย่านนั้นๆ, 6.บริการที่เชื่อมออนไลน์กับออฟไลน์แบบไร้รอยต่อและ 7.Pet Service โครงการที่อยู่อาศัยไม่ได้มองแค่ “อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์” แต่ต้องพัฒนาไปสู่การมีบริการรองรับอย่างจริงจัง

ดังนั้น การออกแบบประสบการณ์ลูกบ้านผ่านแนวคิด ESG และการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องที่ Primo มุ่งมั่นมาโดยตลอด ภายใต้แผน Transformation Era ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการบริหารอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุน แต่ยังมุ่งยกระดับคุณภาพ “ชีวิตที่ดีขึ้น” ให้กับลูกบ้านอย่างยั่งยืน.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน