
ครับ...
รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายราวๆ วันที่ ๙ ถึง ๑๐ เมษายนนี้
จัดการเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มก่อนเทศกาลสงกรานต์
คำแถลงนโยบายของ นายกฯ อนุทิน หลุดมาตามหน้าสื่อก่อนที่จะมีการแถลงจริง ก็คงเป็นไปตามเอกสารที่มีการเผยแพร่นั่นแหละครับ
เป็นคำแถลงความยาว ๑๙ หน้ากระดาษ A4 ไม่มากไม่น้อย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์พอดี ชนิดที่คนพูดไม่ทันเหนื่อย คนฟังไม่ทันเบื่อ
รายละเอียดในคำแถลงนโยบายพลิกไปเปรียบเทียบกับรัฐบาล ๒ รัฐบาลที่ผ่านมา ก็ถือว่ามีเรื่องใหม่กว่าอยู่พอประมาณ
ก็อย่างที่รู้ๆ กันครับว่า ทิศทางโลกขวบปีที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งในแง่ความมั่นคงและเศรษฐกิจ เป็นหนังคนละม้วน
ทิศทางประเทศจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ที่จับต้องได้ขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง และ AI ที่จะมาเปลี่ยนโลก หากรัฐบาลไม่พูดถึงเรื่องพวกนี้ ถือว่าสอบตกทั้งที่ยังไม่แถลงนโยบาย
รัฐบาลแพทองธาร พยายามบอกว่า จะทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เน้นไปที่ซอฟต์พาวเวอร์เป็นหลัก เพราะตัวนายกฯ ดูจะถนัดอยู่แค่นั้น
แล้วรัฐบาลอนุทินบอกอะไร
หลักการสำคัญ ๓ ประการในการบริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลจะไม่เปลี่ยนแปลง ประกอบด้วย
๑.พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
๒.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๓.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน
แต่ก็มีสิ่งที่รัฐบาลต้องบอกประชาชนคือผลกระทบจากสงคราม
“...ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน
ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย
และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจและหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ
การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ
การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ
การบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ
การบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ
ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ...”
ถอดความได้ว่า นายกฯ อนุทิน ต้องการให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ที่แท้จริงของโลกใบนี้ ว่าได้เกิดอะไรขึ้น ส่งผลกระทบกับคนไทยอย่างไร
แน่นอนครับวิกฤตพลังงานครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่าวิกฤตเศรษฐกิจแทบทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่การบอกกับประชาชนว่า จะจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ อาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด
เพราะประเทศไทยอาจต้องเข้าสู่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนหนัก ในอีก ๒-๓ เดือนข้างหน้าหากสงครามยังคงดำเนินต่อไป
ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่อยู่ที่จะมีน้ำมันให้เติมหรือไม่
การบอกความจริง การเตือนประชาชนแต่เนิ่นๆ เพื่อให้ประชาชนรับมือ น่าจะดีกว่าการไปสร้างความคาดหวังว่า น้ำมันจะเพียงพอ
AI เป็นอีกประเด็นที่ถูกระบุเอาไว้ในรัฐบาล
รัฐบาลแพทองธาร พูดถึง AI ในนโยบายอยู่เหมือนกัน แต่คนไทยมีสถานะแค่ผู้ใช้เครื่องมือ
แต่รัฐบาลอนุทินมีทั้งเหมือนและไม่เหมือน
ให้ประชาชนมีทักษะในการใช้ AI และต่อยอดพัฒนา AI
นโยบายรัฐบาล จึงมีภาพที่ออกมาว่า จะยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน
“...พลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรมและการแก้ปัญหาของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือ การลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ
และลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ
พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ผู้สร้างและผู้ร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในภูมิภาค
อาทิ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัยหรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูง...”
โลกหลังจากนี้จะเปลี่ยนไปแทบจะทุกมิติ ฉะนั้นไทยต้องชัดเจนในฐานะผู้ผลิต AI ไม่ใช่เป็นผู้ใช้เพียงอย่างเดียว
ประเด็นสุดท้าย การคอร์รัปชัน
รัฐบาลอนุทินกำหนดหัวข้อไว้ชัดเจน
“...แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรการทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดจากการทุจริต ปฏิรูประบบกระบวนการอนุมัติอนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น
รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของ OECD บูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐเชื่อมข้อมูลขนาดใหญ่และใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจจับและประมวลผล เพื่อลดโอกาสและความเสี่ยงของการเกิดทุจริต ตลอดจนกำกับ ติดตาม และเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมีตัวชี้วัดที่ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยให้ปรับตัวดีขึ้น...”
ก็คงเป็นรัฐบาลแรกๆ ที่มีนโยบายแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง
ขณะที่รัฐบาลแพทองธารซุกเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชันไว้ในหัวข้อปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยไม่มีการพูดถึงคอร์รัปชันโดยนักการเมือง
แต่นี่เป็นเพียงคำแถลงนโยบาย และนักการเมืองไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะทำนโยบายที่มีความซับซ้อนอย่างเช่นปราบโกงสักเท่าไหร่
สู้ลดแลกแจกแถมไม่ได้ เพราะเห็นผลทันที
ก็รอดูครับว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างไร อย่างน้อยๆ คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณไปแล้ว
และเปล่งเสียงเฉพาะพระพักตร์ ว่า “ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”
หากบิดพลิ้ว ก็ไม่ต่างคนทรยศ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดาวร้ายยุคน้ำมันแพง
ถ้านักการเมืองมีความละอายใจบ้างก็คงจะดี อยากเห็น สส.ละอายใจ ให้มากกว่าที่ไม่กล้ากินข้าวที่ทางสภาฯ จัดให้ เพราะหมอวรงค์ออกมาเคลื่อนไหว จนพากันควักกระเป๋าซื้อข้าวในโรงอาหารสภาฯ กินเอง
จะให้รัฐบาลทำอะไร
สส.ในสภาเขาก็ขึงขังทำหน้าที่ครับ วานนี้ (๒ เมษายน) สส.ปักษ์ใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ "กาญจน์ ตั้งปอง" นำความเดือดร้อนของชาวบ้านไปอภิปรายในสภา
รัฐมนตรีห้องแถว
เป็นธรรมดาครับ... ไม้ใหญ่ ย่อมถูก นกขี้ใส่ หมาเยี่ยวรด อย่างเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลคือกระโถน
ผ่านไปอีก ๑ ขั้นตอนครับ... มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น ๓๕ คน ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
สินค้า (เหนือ) ควบคุม
ไม่น่าเชื่อ... เขียนเรื่องน้ำมันทัวร์ลงเยอะเหมือนกัน ราวกับว่าโลกใบนี้มีความจริงคู่ขนาน แต่ก็คงต้องเขียนอธิบายกันต่อไป
นี่คือมหาวิกฤต
วันก่อน...ไต้หวันเจอเฟกนิวส์เรื่องไต้หวันจะประสบปัญหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หมดภายใน ๑๑ วัน และจะเผชิญกับไฟฟ้าดับเนื่องจากอิหร่านจำกัดการผ่านของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

