
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด บรรยากาศการเมืองช่วงต้นเดือนเมษายนเริ่มคึกคักขึ้นทันที เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ เตรียมนำรัฐบาลชุดใหม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ หลังจากร่างนโยบายเสร็จสิ้นเรียบร้อย โดยวางกรอบใหญ่ชัดเจนว่า จะพาประเทศไทยไปสู่ “ความมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย”
สาระสำคัญของนโยบาย ถูกออกแบบไว้คือ การพิทักษ์สถาบันหลักของประเทศ การยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการบริหารราชการด้วยหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาล ซึ่งถือเป็น “แกนกลาง” ที่รัฐบาลใช้เป็นเข็มทิศ
เมื่อไล่ดูรายละเอียดพบว่า รัฐบาลแบ่งนโยบายออกเป็น 5 ด้านใหญ่ เริ่มจาก “เศรษฐกิจ” ที่เน้นสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม ตั้งแต่การสร้างงาน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปจนถึงยกระดับการเกษตรสู่ “เกษตรแม่นยำ” และดันการท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า ขณะเดียวกันก็เดินหน้าการค้าเชื่อมไทยกับเศรษฐกิจโลก
ด้าน “การต่างประเทศและความมั่นคง” รัฐบาลชูแนวคิด “ทีมประเทศไทย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเวทีโลก ควบคู่กับการดูแลปัญหาชายแดน ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงประเด็นละเอียดอ่อนอย่างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และ MOU 2544 ที่ตั้งเป้าเร่งหาข้อยุติ นอกจากนี้ยังมีแผนปฏิรูประบบทหาร โดยเสนอ “ทหารอาสา 100,000 อัตรา” เปิดทางสมัครใจแทนการเกณฑ์แบบเดิมบางส่วน
ด้าน “สังคม” ถือเป็นอีกจุดที่คนจับตา เพราะมีนโยบาย “เรียนฟรี มีงานทำ” และพัฒนาระบบสุขภาพให้รักษาได้ทุกที่ พร้อมนำ AI เข้ามาช่วยทางการแพทย์ รวมถึงเตรียมรับมือสังคมสูงวัยด้วยการสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง
ขณะที่ “สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ” รัฐบาลวางเป้าใช้ Big Data และ AI บริหารจัดการน้ำแบบแม่นยำระดับตำบล พร้อมตั้งระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
ส่วน “การบริหารภาครัฐ” เน้นคำว่า “ราชการทันใจ” ผ่านรัฐบาลดิจิทัลและกฎหมาย Super License ที่ตั้งเป้าบังคับใช้ภายใน 180 วัน รวมถึงการล้างกฎหมายล้าสมัยกว่า 7,000 ฉบับ เพื่อลดภาระประชาชนและภาคธุรกิจ
ทั้งหมดนี้จะเป็นบททดสอบแรกของรัฐบาล ว่าจะ “พูดแล้วทำ” ได้จริงหรือไม่ หลังถวายสัตย์ปฏิญาณและประชุม ครม.นัดพิเศษก่อนเข้าสภา
ขยับมาที่ความเคลื่อนไหวในพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งจัดงานครบรอบก้าวสู่ปีที่ 18 บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดย อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรค ย้ำชัดว่า พรรคเติบโตขึ้นทุกครั้งจากความไว้วางใจของประชาชน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
เจ้าตัวยังเปิดเผย “เคล็ดลับ” ความเป็นเอกภาพของพรรคว่า มาจากความไว้เนื้อเชื่อใจ และเปิดโอกาสให้สมาชิกทำงานเต็มที่ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมายหรือจริยธรรม พร้อมย้ำแนวคิดสำคัญว่า “จับมือกันไปดีกว่าไปคนเดียวแล้วโดนทิ่มข้างหลัง” สะท้อนชัดว่าไม่ได้มองเป้าหมายเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่เน้นการเมืองแบบร่วมมือ
อีกประเด็นที่ถูกถามถึงคือ ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ ซึ่งอนุทินตอบแบบระมัดระวังว่า “พรเป็นสิ่งดี แต่ต้องทำตัวให้ดีด้วย” พร้อมย้ำว่าคนของพรรคต้องไม่หลงตัวเอง และต้องยึดประชาชนเป็นหลัก
ในอีกมุมหนึ่ง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม อดีตประธาน ศบก. ที่ช่วงหลังหายหน้าจากสื่อ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สั้นๆ ว่า “สบายดี” หลังถูกวิจารณ์เรื่องน้ำมันและถึงขั้นยื่นลาออกจากตำแหน่งใน ศบก. โดยเจ้าตัวขอให้ประชาชน “ใจเย็นๆ” ไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมมากนัก แต่ก็สะท้อนว่าประเด็นพลังงานยังเป็นแรงกดดันสำคัญของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ครบรอบ 80 ปี โดย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง ออกมาโพสต์ให้กำลังใจ พร้อมฝากข้อคิดถึง สส. ในพรรคอย่างตรงไปตรงมา สาระสำคัญคือ “หมดเวลาฮันนีมูนแล้ว” พร้อมเตือนว่า สส.ควรพูดในสิ่งที่ประชาชนอยากฟัง ไม่ใช่พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากพูด ซึ่งถือเป็นการสะท้อนภาพรวมการเมืองปัจจุบัน ที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากกว่าคำพูด
ภาพรวมทั้งหมดจึงเป็นจังหวะสำคัญของการเมืองไทย ทั้งฝั่งรัฐบาลที่กำลังจะเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ ผ่านการแถลงนโยบาย และฝั่งพรรคการเมืองต่างๆ ที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความคาดหวังของประชาชน.
คางดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่เมืองไทยมีข่าวสะพัดว่าจะมีการปรับ ครม. ดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.)
บันทึกหน้า 4
กรณีที่ นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเรียกร้องให้ยุติการจองล้างจองผลาญตระกูลชินวัตร พร้อมหยิบยกปมภาษีหุ้นชินคอร์ปและผลกระทบทางคดีขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง สอดรับกับกระแสสังคมต่อร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความปรองดอง ทว่า ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองหรือนิรโทษกรรมให้แก่
บันทึกหน้า 4
บันทึกในวันฟ้าอึมครึมไม่น้อยหน้าไปกว่าความรู้สึกมืดๆ มัวๆ ของประชาชนในสังคมไทยเวลานี้ หลังได้ยินได้ฟังผลการวินิจฉัยของ “กกต.” ที่ตัดสินใจส่งเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษใน “คดีฮั้ว สว.” ไปแค่ 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยเป็น สว. 26 คนเท่านั้น ที่เหลือคนที่อยู่ข้างหลังรอด!! ...0
บันทึกหน้า 4
หมูไม่กลัวน้ำร้อน! คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นอั้งยี่และผู้สนับสนุน ภายใต้การนำของ "พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ"
บันทึกหน้า 4
ประเดิมด้วยข่าวดีและข่าวที่ชาวไทยควรร่วมส่งกำลังใจไปเชียร์ เมื่อ “เนเน่ รอยัล” หรือ “แพรว-รัตติกานต์ อำลอย” สาวน้อยวัย 16 ปีจากจังหวัดภูเก็ตพร้อมครอบครัว เดินทางถึงลอสแองเจลิส
บันทึกหน้า 4
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีมติส่งฟ้องศาลฎีกาเอาผิด 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามกระแสข่าว โดยเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มีรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อศาลรับคำฟ้อง 26 สว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อ สว.สีน้ำเงินที่ยังเป็นเสียงข้างมาก

