
ยังไม่เห็นนักการเมืองออกมาพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์น้ำมันทั้งระบบให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ
มีแต่หยิบฉวยบางประเด็นที่พูดหรือขีดเขียนแล้วชาวบ้านยกนิ้วให้ว่าสุดยอด แบบนี้น่าจะให้เป็นรัฐมนตรีคลัง หรือไม่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีไปเลย
มีการยกตัวอย่างราคาน้ำมัน ค่าการกลั่นของแต่ละรัฐบาลมาเปรียบเทียบ ตัวเลขดูน่าตื่นตาตื่นใจ แต่น่าเสียดายครับที่ไม่มีการอธิบายเศรษฐศาสตร์น้ำมัน ให้ประชาชนได้เข้าใจเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันทางความรู้
ตอนนี้มันพูดได้หมดแหละครับว่าราคาน้ำมันที่แพงมาจากโรงกลั่น จากรัฐบาลโง่ๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโลกเข้าสู่วิกฤตพลังงานอย่างรุนแรง
หนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง
สาหัสกว่ายุคโควิดระบาด
ไปดูโพสต์ของ “กรณ์ จาติกวณิช” กันครับ
"...ถอดบทเรียน ๒๕๕๑ ว่าด้วยการบริหารในช่วงวิกฤตน้ำมันแพง
ในการถกเถียงกันเรื่อง 'ค่าการกลั่น' ผมขอนำข้อมูลเสนอเผื่อเป็นประโยชน์ต่อท่านเอกนิติและ คตร. เพราะเห็นสิ่งที่ท่านนายกฯ พูดแล้วเป็นห่วงวิธีคิดของรัฐบาล
คือการที่รัฐบาลกลัวถึงขั้นว่าเขาจะหยุดกลั่นนั้น ผมว่าเกินเลยไปมาก
ผมพบรายงานของ 'สถาบันบริหารกองทุนนํ้ามัน' ได้รายงานสถานการณ์วิกฤตพลังงานช่วงเดือนกรกฎาคมปี ๒๕๕๑ น่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบกับสถานการณ์วันนี้อย่างมาก (เอกสารเต็มใน comment)
ช่วงนั้น (เดือน ๗/๒๕๕๑) ราคานํ้ามันพุ่งสูงขึ้น นํ้ามันดิบดูไบราคา USD137/barrel (สูงกว่าวันนี้ ที่มีราคา USD128/barrel)
สาเหตุเพราะช่วงนั้นจีนใช้นํ้ามันมากขึ้น และมีข่าวลือว่าอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน
แต่ราคาหน้าโรงกลั่นช่วงนั้นอยู่ที่เพียง ๓๖.๖๕ (เทียบกับวันนี้ ๕๕.๖๗) บาทต่อลิตร และราคาหน้าปั๊มอยู่ที่ ๔๒.๒๔ บาท (วันนี้ ๕๐.๕๔ บาท) - ทั้งๆ ที่ กองทุนนํ้ามันตอนนั้นแทบไม่ต้องทำงาน มีการชดเชยเพียง ๑.๕๗ ต่อลิตร ! (วันนี้ชดเชย ๑๔.๒๗ บาท)
ราคานํ้ามันดิบแพงกว่าวันนี้ประมาณ ๗% แต่ราคาหน้าโรงกลั่นกลับถูกกว่าวันนี้ถึง ๑๙ บาทต่อลิตร! หรือถูกกว่า ๓๔%
เพราะอะไรที่นํ้ามันดิบวันนั้นแพงกว่าวันนี้ แต่ราคาทั้งหน้าโรงกลั่น และหน้าปั๊มกลับถูกกว่าวันนี้มาก - โดยไม่ต้องชดเชย?!
คำตอบคือ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาษีสรรพสามิตปี ๒๕๕๑ อยู่ที่เพียง ๒.๔๐ บาทต่อลิตร (วันนี้ ๖.๙๒ บาท)
และที่สำคัญคือ 'ค่าการกลั่น' เมื่อปี ๒๕๕๑ อยู่ที่เพียง ๒.๒๗ บาทต่อลิตร ในขณะที่ตอนนี้อยู่ที่ ๑๕.๙๙ บาทต่อลิตร!
วันนี้จะอ้างว่าค่าการกลั่นแพงเพราะต้นทุนนํ้ามันดิบสูงขึ้น มันคนละเรื่องกัน และหลักฐานก็ชัดเจนว่าเมื่อปี ๒๕๕๑ นํ้ามันดิบแพงกว่าวันนี้ แต่ค่าการกลั่นตํ่ากว่ากันมากมาย
ส่วนต้นทุนการกลั่นที่แท้จริง ระหว่างวันนั้นถึงวันนี้ผมเชื่อว่าไม่ได้เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้ คตร.ควรเอาไปพิจารณาครับ
ด้วยสถานการณ์โลก ที่ราคานํ้ามันต้องแพงขึ้นไม่มีใครเถียง แต่ชัดเจนว่าไม่ควรจะแพงขึ้นถึงขนาดนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเพราะภาษี หรือเพราะค่าการกลั่น
อย่าไปยอมให้เขาขู่ว่าจะปิดโรงกลั่นนะครับ!...”
ครับ...เห็นด้วยอย่าให้ใครก็ตามโดยเฉพาะรัฐบาลอนุทิน ขู่เรื่องโรงกลั่นจะปิดหนี
ทำแบบนั้นอัปรีย์ครับ
“กรณ์ จาติกวณิช” เป็นรัฐมนตรีคลังดีเด่น มีความรู้เศรษฐศาสตร์ดีเยี่ยม เกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นผู้รับมือวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์
ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ของ “อนุทิน” ไม่ติดขี้ตีนหรอกครับ
ผมหรือใครๆ หลายคนที่วิจารณ์ “กรณ์” ต่างก็ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่า “กรณ์”
ระดับความรู้อนุบาลกับปริญญาเอกด้วยซ้ำ
มีคนบอกว่านายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” อธิบายความจริงเพื่อให้ชาวสิงคโปร์รับมือ เป็นคำชี้แจงที่คนไทยยกย่องว่านั่นคือผู้นำที่แท้จริง ผิดกับ นายกฯ อนุทิน ที่ปกป้องนายทุน ปกป้องโรงกลั่น
แต่จะบอกว่าต่อให้อภิสิทธิ์กลับมาเป็นนายกฯ วันนี้และอธิบายแบบเดียวกับที่ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” อธิบาย ก็โดนด่าอยู่ดีว่าผลักภาระให้ประชาชน
และถ้า อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ในขณะนี้ และ “กรณ์” เป็นรัฐมนตรีคลัง หรือถ้าเป็นรัฐบาลพรรคส้ม ราคาน้ำมันก็ไม่ได้ถูกไปกว่านี้
ต่อให้รู้ว่าค่าการกลั่น ๑๕ บาท ๒๐ บาท ก็ไม่มีทางทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้
เพราะเศรษฐศาสตร์น้ำมัน
เมื่อเรายอมรับกลไกการค้าเสรี ก็ต้องยอมรับห่วงโซ่อุปทาน
ถ้าไม่ยอมรับอะไรทั้งนั้นจะเอาแต่ของถูกอย่างเดียวก็ปิดประเทศแบบเกาหลีเหนือ หรือไม่ก็เป็นประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
แบบนี้บริหารจัดการง่ายครับ
แต่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์จากปริมาณที่ต้องใช้
โรงกลั่นไม่ใช่ผู้กำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูป ยิ่งน้ำมันดิบด้วยแล้วโรงกลั่นแทบไปกำหนดอะไรไม่ได้เลย
สิ่งที่ต้องเพิ่มเติมจาก “กรณ์” คืออุปสงค์-อุปทาน ปี ๒๕๕๑ กับปีนี้ ต่างหรือเหมือนกันอย่างไร
ความต่างระหว่างจีนใช้นํ้ามันมากขึ้น และมีข่าวลือว่าอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน กับสหรัฐฯ อิสราเอล กำลังโจมตีอิหร่าน และอิหร่านโจมตีคืน
ที่สำคัญคือมีการโจมตีแหล่งผลิตพลังงาน
คิดว่า อุปสงค์-อุปทาน ทั้ง ๒ กรณีนี้อะไรหนักหนาสาหัสกว่ากัน การตื่นตระหนกของประชากรโลก เหตุการณ์ไหนรุนแรงกว่ากัน
น้ำมันดิบออกจากช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ก็คือมีของน้อยแต่ความต้องการมาก ราคาก็สูงตามไปด้วย
มะนาวที่เราเอามาบีบใส่ส้มตำก็มี อุปสงค์-อุปทาน เหมือนกัน
ผลผลิตออกน้อยราคาสูง ผลผลิตเยอะล้นตลาดราคาตก
๘๐% น้ำมันดิบที่ออกจากฮอร์มุซนั้นคือมาที่เอเชียเรานี่แหละครับ แต่วันนี้ออกไม่ได้
ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่กำหนดโดยตลาดสิงคโปร์จึงสูงลิ่ว ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังไม่สูงมากนัก แต่ก็สูงขึ้นเรื่อยๆยังมองไม่เห็นขาลง
จึงทำให้ดูเหมือนว่าโรงกลั่นฟาดค่าการกลั่นกันอิ่ม
คราวก่อนอธิบายไปแล้วว่าค่าการกลั่นประกอบด้วยอะไรบ้าง และโรงกลั่นไม่ใช่ผู้กำหนด แต่ถ้ารัฐบาลไปขอเฉือนรายได้โรงกลั่นแล้วคิดว่าราคาน้ำมันจะลดลงลิตร ๑๐ บาท หรือมากน้อยกว่านี้ บอกได้คำเดียวอย่าฝันหวาน
แต่อย่าลืมครับว่าเมื่อสงครามสงบ ราคาน้ำมันดิบทยอยลง อาจใช้เวลา ๑-๒ เดือนเพราะเป็นตลาดล่วงหน้า ขณะที่น้ำมันสำเร็จรูปลดทันที ถึงวันนั้นน้ำมันดิบอาจจะแพงกว่าน้ำมันสำเร็จรูป
โรงกลั่นขาดทุนยับครับ!
แน่นอนครับอธิบายแบบนี้ทัวร์ลง แต่มันคือความจริงของเศรษฐกิจเสรีนิยม แต่ถึงเวลาเจอวิกฤตก็ไม่มีใครนิยมสักเท่าไหร่หรอกครับ เพราะมันเหมือนนายทุนเอาเปรียบชาวบ้าน
ครับยามปกติ ยามวิกฤต ยามมหาวิกฤต อุปสงค์ อุปทาน แตกต่างกันออกไป
การอธิบายด้วยการประหยัดตัวเลข เมื่อมองในภาพรวมแล้ว มีสิ่งขาดหายไปเยอะมาก จึงทำให้เรื่องเดียวกันกลายเป็นคนละเรื่องได้
เอาแค่จ้างเรือน้ำมันไปขนน้ำมันออกจากช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ ไม่รู้จะมีบริษัทเดินเรือไหนรับงานบ้าง ต้องทำประกันเท่าไหร่
พวกนี้ล้วนอยู่ในค่าการกลั่น
แต่ที่สำคัญรัฐบาลอย่าบ้าจี้ไปยึดโรงกลั่นมาทำเองเป็นอันขาด
หากต้องการรู้เหตุผลว่าเพราะอะไร ให้ลองไปศึกษากรณีเวเนซุเอลาเป็นตัวอย่าง ประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก แต่วันนี้ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อย่าเป็นคนทรยศ
ครับ... รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายราวๆ วันที่ ๙ ถึง ๑๐ เมษายนนี้ จัดการเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มก่อนเทศกาลสงกรานต์
ดาวร้ายยุคน้ำมันแพง
ถ้านักการเมืองมีความละอายใจบ้างก็คงจะดี อยากเห็น สส.ละอายใจ ให้มากกว่าที่ไม่กล้ากินข้าวที่ทางสภาฯ จัดให้ เพราะหมอวรงค์ออกมาเคลื่อนไหว จนพากันควักกระเป๋าซื้อข้าวในโรงอาหารสภาฯ กินเอง
จะให้รัฐบาลทำอะไร
สส.ในสภาเขาก็ขึงขังทำหน้าที่ครับ วานนี้ (๒ เมษายน) สส.ปักษ์ใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ "กาญจน์ ตั้งปอง" นำความเดือดร้อนของชาวบ้านไปอภิปรายในสภา
รัฐมนตรีห้องแถว
เป็นธรรมดาครับ... ไม้ใหญ่ ย่อมถูก นกขี้ใส่ หมาเยี่ยวรด อย่างเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลคือกระโถน
ผ่านไปอีก ๑ ขั้นตอนครับ... มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น ๓๕ คน ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๙ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
สินค้า (เหนือ) ควบคุม
ไม่น่าเชื่อ... เขียนเรื่องน้ำมันทัวร์ลงเยอะเหมือนกัน ราวกับว่าโลกใบนี้มีความจริงคู่ขนาน แต่ก็คงต้องเขียนอธิบายกันต่อไป

