
ต้องบอกว่าปกติวันพุธของรัฐบาลหลายๆ ยุคที่ผ่านมา มักเป็น “พุธสัญจร” แต่ดูเหมือนรัฐนาวาอนุทิน 2 จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มาเล่นบท “เตมีย์ใบ้” โดยไม่ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ ของสื่อเลย ไม่ว่าจะเป็นกรณีสหรัฐอเมริกาหยุดถล่มอิหร่าน 2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันที่จะปรับลดลง หรือแม้แต่กรณีการยิง “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ …๐
ก็เล่นเอาบรรดาสื่อต้องตีความไปต่างๆ นานา จากปฏิกิริยาของนายกฯ ในคำถามต่างๆ ทั้งกรณียิ้มหรือกรณีนิ่งเฉย แต่ที่แน่นอนแล้วคือ นายกฯ ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 แบ่งงาน 7 รองนายกรัฐมนตรีที่อาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์และ 4 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด แต่ที่วงกาแฟเขานินทากันอย่างมากคือ กรณี “ศุภมาส อิศรภักดี” ที่ได้กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เพราะ รัฐบาลอนุทิน 1 “มาดามผึ้ง” ก็ดูงานเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ผลงานต้องบอกแทบไม่เคยเห็น แล้วยิ่งในวิกฤตพลังงาน วิกฤตข้าวยากหมากแพงแบบนี้ “กระบอกเสียง” รัฐบาลต้องถือว่ามีความสำคัญในการทำความเข้าใจหรือชี้แจง แต่รัฐบาลก็ยังเลือกคนเดิมมาทำงานอีก ...๐
พอเอ่ยถึงเรื่องวิกฤตพลังงานไม่เอ่ยถึงบรรดาอดีต รมว.พลังงานที่พาเหรดเสนอความคิดเห็นผ่านสื่อโซเชียลหรือให้สัมภาษณ์รายวันไม่ได้ ซึ่งที่ดูๆ แล้วที่เห็นว่า ติเพื่อก่อก็คงมีแค่ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” อดีต รมว.พลังงานเท่านั้น โดยเฉพาะการให้บอกความจริงต่อประชาชน เลิกสื่อสารแบบประคองความรู้สึกเพียงอย่างเดียวได้แล้ว รวมทั้งการเสนอแนะให้รัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งต่างจากบรรดาอดีต รมว.พลังงานและอดีต รมว.เศรษฐกิจทั้งหลายที่เรียกร้องให้ลดนู่นลดนี่ เก็บภาษีโน่นภาษีนี่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไม่ได้ แต่ก็ต้องการปั่นกระแส หรือเรียกเรตติ้งยิ่งกว่าอินฟลูเอนเซอร์เสียอีก ...๐
แต่ที่หนักหนาที่สุดในห้วงวันพุธปิดปากของนายกฯ ประเทศไทย คือ กรณี “มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ที่เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการทหารบก ก่อนที่ “ตี๋เต้” จะมาให้สัมภาษณ์บอกว่า “พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์” ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ กำลังหารือถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 เพื่อเข้ามาควบคุมเรื่องน้ำมันและปัญหาปากท้องชาวบ้าน ...๐
การให้สัมภาษณ์แบบนี้รัฐบาลโดยเฉพาะ “เจ๊ผึ้ง” หรือแม้แต่ “รัชดา ธนาดิเรก” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ต้องรีบออกมาชี้แจงแถลงไขโดยด่วน เพราะ แม้การประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่ใช่การปฏิวัติรัฐประหารแต่ประการใด แต่ก็สร้างความหวาดวิตกโดยใช่ที่ทั้งต่อชาวบ้านและเอกชน โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างประเทศในยุคที่สื่อสารไปไวยิ่งกว่ากะพริบตา ...๐
ดูง่ายๆ ตอนนี้ชาวกระบี่ถึงกับใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ กันอย่างหนัก เพราะ เห็นเครื่องบินรบมะกันทั้ง C-130, MV-22 Ospery, H-60 Seahawk ใช้ท่าอากาศยานกระบี่บินขึ้น-ลงทั้งกลางวันและกลางคืน วันละหลาย 10 เที่ยวบิน จนทำให้คนกระบี่และนักท่องเที่ยวต่างคาดคิดไปไกลว่าสหรัฐจะมาตั้งฐานทัพในไทยเพื่อตั้งเป้าถล่มอิหร่านเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่ง “พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย” โฆษกกองทัพอากาศก็ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจแบบทันท่วงทีว่าเป็นเหตุการณ์ปกติ ซึ่งเดิมจะใช้สนามบินอู่ตะเภา หรือสนามบินภูเก็ต แต่ปีนี้สหรัฐขอใช้ท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เรียกว่าการสับเปลี่ยนกำลังพล และมีเรื่องของการส่งผู้ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นกําลังพลที่ป่วยอยู่บนเรือที่ลอยลํากลางทะเล พร้อมยืนยันด้วยว่า การนำเครื่องบินขอลงจอดในประเทศไทยต้องผ่านกระบวนการกระทรวงต่างประเทศทุกอย่าง และจะพิจารณาถึงความเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มีการละเมิดข้อบังคับหรือข้อตกลงใด เรียกว่าเป็นการชี้แจงที่กระชับและทันต่อเหตุการณ์อย่างยิ่ง ...๐
ทิ้งท้ายด้วย ข่าวบำนาญ สส. ที่ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” แห่งพรรคไทยภักดีจุดพลุขึ้นมา โดยล่าสุด “สุรทิน พิจารณ์” สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ก็ออกมาโต้ว่าไม่ใช่บำนาญ แต่เป็นเงินสวัสดิการที่หักกัน เหมือนกับการทำฌาปนกิจสงเคราะห์ พิโธ่! นี่หรือ สส.เมืองไทย ถ้าเป็นฌาปนกิจสงเคราะห์จริงก็จ่ายแค่ตอนตายสิ ไม่ใช่มาจ่ายให้เป็นรายเดือนไปจนตาย จริงไหม เห็นทั่นผู้แทนแค่เรื่องของตัวเองแท้ๆ ยังมั่วนิ่มได้ขนาดนี้ ไม่อยากคิดถึงเรื่องกฎหมายบ้านเมืองเลยว่าจะออกทะเลขนาดไหน ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และสร้างความปีติแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกร เมื่อ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ
บันทึกหน้า 4
ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือว่ามีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการช่วยเหลือเยียวยา 2 แสนล้านบาท และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทได้เลย
บันทึกหน้า 4
การกลับบ้านจันทร์ส่องหล้าของ ทักษิณ ชินวัตร หลังได้รับการพักโทษและเข้ารับทราบเงื่อนไขคุมประพฤติจากกรมคุมประพฤติ ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้งทันที
บันทึกหน้า 4
11 พฤษภาคม 2569 นักโทษชายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกจำคุกจากคดีโกงบ้านกินเมือง จะได้รับการพักโทษ กลับไปนอนบ้านจันทร์สองหล้า ติดกำไล EM ที่ขา ขอให้สังคมไทยจดจำเป็นบทเรียน นักการเมืองจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม หากคดโกงจุดจบคือคุก บางคนกรรมตามทันเป็นติดจรวด บางคนได้ใจเพราะคิดว่า โกงมานานไม่เห็นมีใครทำอะไรได้ ก็โกงต่อเนื่อง จดชื่อใส่บัญชีหนังหมาไว้เลยคนพวกนี้อนาคตมีแต่ทุกข์ ไม่โดนเข้ากับตัวเองก็โดนกับครอบครัว ชีวิตหาความสุขมิได้ ...๐
บันทึกหน้า 4
คิดช้า! พรรคประชาชนเพิ่งเคาะส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" หรือชื่อเต็มๆ ว่า ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่ายามนี้สภากาแฟทั้งหลายมักถกเรื่องใหญ่อยู่ 2 เรื่อง คือ ร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลอนุทิน

