
ก็...แดดมันร้อนครับ
แต่ในห้องประชุมสภาฯ แอร์เย็นเฉียบ กลับร้อนกว่า
สภาฯ เขาเปิดแถลงนโยบาย บวก "ซักฟอกพลัส" ได้รับความครื้นเครงเป็นช่วงๆ
สส.ฝ่ายค้านพากันยำใหญ่รัฐบาล ฟังดูแล้วรัฐบาลอนุทินสิ้นท่าจริงๆ ครับ ไม่ช่วยประชาชนแก้ปัญหาเลย
สส.พรรคส้มหลายคนอภิปรายเฉียบคมครับ ประชาชนฟังแล้วตะลึง!
เรื่องง่ายๆ ทำไมรัฐบาลคิดไม่ได้
เป็นความผิดของประเทศไทยครับที่เปลี่ยนผ่านรัฐบาลตรงกับสงครามตะวันออกกลางพอดี สส.ฝ่ายค้านหลายคนคงลืมว่า รัฐบาลรักษาการมีอำนาจหน้าที่จำกัดโดยรัฐธรรมนูญ จะไปทำอะไรอย่างรัฐบาลมีอำนาจเต็มไม่ได้
รัฐธรรมนูญบอกว่ารัฐบาลต้องแถลงนโยบายก่อน ดาบถึงจะอยู่ในมือครบทุกเล่ม
ก็หมายความว่า อภิปรายกันจบเมื่อไหร่ รัฐบาลก็มีอำนาจเต็มเมื่อนั้น
แต่ สส.ฝ่ายค้านเขาอยากได้เวลาอภิปรายเพิ่ม อยากพูดนานๆ แล้วก็ด่ารัฐบาลทำไมไม่ทำอะไรเสียที เรื่องราวมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ
อย่างที่บอกถือเป็นโชคดีของประเทศไทยที่รัฐบาลเดิมรักษาการอยู่ และรัฐบาลใหม่ก็คือรัฐบาลเดิมรับไม้ต่อ
แบบนี้มันเกียร์ว่างไม่ได้ เพราะตัวเองต้องเข้าไปแก้ปัญหาแน่ๆ
นี่ถ้าเป็นคนละรัฐบาล เผลอๆ รัฐบาลเก่าเกียร์ว่างวางยารัฐบาลใหม่ ใครจะไปรู้
ฟัง "หัวหน้าเท้ง" อภิปรายแล้วรู้สึกเห็นใจครับ
ไม่หลุดพ้นจากทัศนคติการเมืองเดิมๆ
อภิปรายเหน็บแนม การบริหารราชการแผ่นดินที่แบ่งเป็น ๕ คลัสเตอร์ ของนายกฯ อนุทิน
คลัสเตอร์ที่ ๑-๔ ไม่ต้องไปสนใจมากครับเป็นการด่ากันของพรรคการเมือง
แต่คลัสเตอร์ที่ ๕ นี่สิครับ "หัวหน้าเท้ง" มีจุดประสงค์อะไร
พรรคภูมิใจไทยเขาชนะเลือกตั้งได้ สส.มากเป็นเท่าตัวของพรรคส้ม
ที่สำคัญประชาชนเลือกเขามา ไม่ใช่ไปปล้นใครมา
เรื่องซื้อเสียงก็ไปว่ากันครับ เพราะซื้อกันทุกพรรค พรรคส้มเองก็ซื้อ หรือจะปฏิเสธ
ก็เหมือนมีเราไม่มีเทานั่นแหละครับ เทาโผล่ให้เห็นเรื่อยๆ พรรคส้มก็อ้างตรวจสอบไม่ได้เพราะเข้าไม่ถึงข้อมูล
"หัวหน้าเท้ง" พูดถึงคลัสเตอร์ที่ ๕ ว่า...
"...คลัสเตอร์ที่ห้า บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทย คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆ ว่า มาเถอะอยู่ข้างนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด
คนกลุ่มนี้คือเป็นคนที่ถือตั๋วใบที่สอง
ให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง..."
สงสัยจะทิ้งทวน
วันก่อนวันเลือกตั้ง ก็คนพรรคส้มนี่้แหละครับเอาไปปั่น ทั้งๆ ที่ความจริงมันคนละเรื่อง
วันที่ ๗ กุมภาพันธ์มีอะไร
วันนั้นมี ๔ พระราชกรณียกิจ ของ "ในหลวง-พระราชินี"
สื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แต่เครือข่ายส้มหยิบเอาข่าวการเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทของนายกฯ อนุทิน และคณะมาเผยแพร่ แล้ววิจารณ์เกินเลย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประชาชนทั่วไป
ข้อเท็จจริงในวันนั้น พระราชกรณียกิจของในหลวงและพระราชินี มิได้มีแค่เสด็จออกให้นายกรัฐมนตรี และคณะเข้าเฝ้าฯ เพียงเท่านั้น
ยังปรากฏอีก ๓ พระราชกรณียกิจดังนี้
เวลา ๑๗.๒๗ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง ไปพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร ท.จ.ว., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร
เวลา ๑๘.๑๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินรายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย กับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก เหรียญเฉลิมพระเกียรติ และหนังสือ “เหรียญรัชกาลที่ ๑๐” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
เวลา ๑๘.๑๗ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำตุลาการศาลทหารสูงสุด ตุลาการศาลทหารกลาง และตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารชั้นต้น เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
และเวลา ๑๘.๒๗ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศนำ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำต่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคมลา ในโอกาสที่จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่
"หัวหน้าเท้ง" เอาเรื่องที่มีการวิจารณ์กันผิดๆ ในวันนั้นมาอภิปรายในสภา ผูกโยงกับการเมือง
หรือจะปฏิเสธว่าพูดถึงเรื่องอื่นไม่ใช่เรื่องนี้
ก็นี่ไงครับถึงได้มีความพยายามที่จะแก้ ม.๑๑๒ กัน
ไม่แปลกหรอกครับที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ดำเนินคดีกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงต่อ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" กับพวก รวม ๔๔ คน โดยดูพฤติกรรมอื่นเข้าไปด้วย
ไม่ใช่สิทธิในการเสนอกฎหมายอย่างเดียว
มันโยงกันหมดครับ ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล เพราะเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์
จู่ๆ "หัวหน้าเท้ง" เอาเรื่้องวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ที่พรรคพวกส้มไปขยายความโจมตีสถาบันมาอภิปรายในสภา ในวาระแถลงนโยบายของรัฐบาล
นอกจากจะผิดเวทีแล้ว
ยังอยู่ในข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงอีกต่างหาก
พฤติกรรมแบบนี้นี่แหละครับบ่งบอกถึงเจตนาที่แท้จริงในการแก้ ม.๑๑๒
มิได้แก้เพื่อปกป้องสถาบันตามที่ศาสดาส้มหลายคนกล่าวอ้างเลย
คดีแก้ ม.๑๑๒ ของ ๔๔ สส. จึงมองเป็นอื่นไม่ได้เลย
ไม่เปลี่ยนชื่อพรรค
ก็เปลี่ยนหัวหน้าพรรคครับ
หรือทั้ง ๒ อย่าง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บทพิสูจน์รัฐบาล
ก็...ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรครับ แค่เรื่องไม่รู้ กับแกล้งไม่รู้ ในโลกสีน้ำเงินใบนี้ยังมีหลายสิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้อีกเยอะแยะครับ ก้นมหาสมุทรมีพื้นที่ที่ยังไม่ถูกสำรวจอีกมากมาย
ข้าวยากหมากแพง
ก็...ตามคาดครับ “ลอว์เรนซ์ หว่อง” นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เตือนพลเมืองของตนเองให้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง คนไทยชอบใจ สรรเสริญว่าพูดตรงไปตรงมา
พอแล้วไม่ไหวแล้ว
ได้ข่าวว่าอีกวันสองวันการเมืองจะเดือดเลือดพล่านอีกรอบ รัฐบาลจะแถลงนโยบายครับ แต่ฝ่ายค้านบอกว่า “ซักฟอก” ทุกเวที
เศรษฐศาสตร์น้ำมัน
ยังไม่เห็นนักการเมืองออกมาพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์น้ำมันทั้งระบบให้เป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ
อย่าเป็นคนทรยศ
ครับ... รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายราวๆ วันที่ ๙ ถึง ๑๐ เมษายนนี้ จัดการเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มก่อนเทศกาลสงกรานต์
ดาวร้ายยุคน้ำมันแพง
ถ้านักการเมืองมีความละอายใจบ้างก็คงจะดี อยากเห็น สส.ละอายใจ ให้มากกว่าที่ไม่กล้ากินข้าวที่ทางสภาฯ จัดให้ เพราะหมอวรงค์ออกมาเคลื่อนไหว จนพากันควักกระเป๋าซื้อข้าวในโรงอาหารสภาฯ กินเอง

