
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว
ในขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC โดย จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส มองว่า ที่ราคา LNG มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามระดับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม
โดยการประเมินดังกล่าวได้พิจารณา รวมถึงแนวโน้มการขนส่ง LNG ผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อ Yanbu/Fujairah ตลอดจนความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อและยกระดับความรุนแรงขึ้นจะทำให้ราคาเฉลี่ยของ LNG ในช่วงปี 2026-2030 มีโอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้นที่ระดับ 14.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยขึ้นมาอยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
ดังนั้น รัฐบาลได้พยายามเข็นมาตรการเพื่อมาบรรเทาผลกระทบ และหนึ่งในมาตรการคือ การส่งเสริมให้ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป สามารถนำมาลดหน่อยภาษีได้ ซึ่ง จิรวุฒิ มองว่ามาตรการลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่ภาครัฐได้ประกาศออกมา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2026 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นถึงความคุ้มค่าของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากการลดภาระค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะในสภาวะที่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กดดันค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้นผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ (มาตรา 3) และมาตรการสำหรับภาคธุรกิจ โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว (มาตรา 4)
โดยมาตรการลดหย่อนภาษีถือเป็นมาตรการสำคัญ ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการลดต้นทุนราว 5-20% ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ตัวอย่างเช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 2,000-5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 6-7 ปี ซึ่งเร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 8 ปี
และหากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าสูงและเลือกติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ขึ้น ก็มีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้า 5,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 KWp จะสามารถคืนทุนได้ราว 4-6 ปี เร็วขึ้นจากปกติที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้นหากภาครัฐใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive โดยคิดอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก, อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย และ 5 บาทต่อหน่วยสำหรับการใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป จะส่งผลให้กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยขึ้นไปมีภาระค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าแบบเดิม และถ้าครัวเรือนกลุ่มนี้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปก็จะสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกราว 1-3 เดือน
ทั้งนี้ การติดตั้งโซลาร์แม้จะช่วยลดความเสี่ยงและสามารถคืนทุนได้เร็วขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขด่วนคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การหาผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการติดตั้ง ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของภาคครัวเรือน
แต่อย่างไรก็ตาม ภาคครัวเรือนสามารถลดอุปสรรคเหล่านี้ได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ (1) การเลือกผู้ให้บริการที่มีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อหรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรกและเพิ่มความคุ้มค่าร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี และ (2) การเลือกผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือ มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายที่ชัดเจน ควบคู่กับการแสดงผลงานที่ติดตั้งสำเร็จแล้วพร้อมการรีวิวจากผู้ที่ติดตั้ง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐเองก็สามารถส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยลดอุปสรรคและเพิ่มแรงจูงใจให้ภาคครัวเรือน นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางแล้ว ภาครัฐอาจพิจารณาเพิ่มนโยบายเพื่อแก้ไขอุปสรรคเรื่องความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคครัวเรือน ได้แก่ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อช่วยให้ผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน
รวมถึงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net metering ที่ขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีก ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากราคาขายปลีกในปัจจุบันสูงกว่าราคาขายในระบบ Net billing (การนำรายได้รวมส่วนที่ขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฯ ในราคาที่รัฐประกาศ หรือที่ 2.2 บาทต่อหน่วย ไปหักลบกับค่าไฟฟ้าในสิ้นงวด) โดยในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเทคนิคของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับประเทศต่อไป.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

