
กิตติพศ พุทธิวนิช
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
สิ่งที่น่าสนใจของการปฏิรูปเมจิในปี ค.ศ. 1868 ที่นำพาให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ คือ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการช่วงชิงอำนาจมาจากสถาบันจักรพรรดิ หากแต่เป็นการ “ถวายคืนพระราชอำนาจ” ให้กลับคืนสู่สถาบันจักรพรรดิอีกครั้งหนึ่ง โดยมีกลุ่มไคเอนไทซึ่งเป็นกลุ่มพาณิชย์ที่ถูกจัดตั้งโดยซาคาโมโตะ เรียวมะกับกลุ่มซามูไรชั้นล่างจากแคว้นโทสะอยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ในครั้งนี้ และผู้นำของกลุ่มนี้คือเรียวมะยังเป็นผู้เสนอให้ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญสมัยใหม่แบบตะวันตกเป็นครั้งแรกผ่านการร่างเอกสาร 2 ฉบับในช่วงก่อนการถวายคืนพระราชอำนาจ คือ “เซนจู ฮัสซะคุ” หรือ “หลักการ 8 ข้อบนเรือ” ที่เชื่อกันว่าถูกร่างในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1867 ซึ่งไม่มีหลักฐานหลงเหลือให้อ้างอิงในทางประวัติศาสตร์ กับ “ชิน เซย์ฟุ โคเรียว ฮัสซะคุ” หรือ “แนวนโยบาย 8 ข้อสำหรับรัฐบาลใหม่” ที่ร่างในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันด้วยลายมือของเรียวมะเอง ซึ่งถือเป็นหลักการและจุดตั้งต้นของการร่างรัฐธรรมนูญเมจิในเวลาต่อมา
ภายหลังการถวายคืนพระราชอำนาจ จักรพรรดิเมจิได้ประกาศ "โกคะโจ โนะ โกะเซย์มอน" หรือ "ปฏิญญาห้าประการ" (Charter Oath) เมื่อวันที่ 6 เมษายน ค.ศ. 1868 ซึ่งวางรากฐานทิศทางการปฏิรูปประเทศ สาระสำคัญรวมถึงการให้มีสภาที่ปรึกษาอย่างกว้างขวาง การให้ทุกชนชั้นรวมใจในกิจการบ้านเมือง การให้ประชาชนทั่วไปประกอบสัมมาอาชีพได้ การยกเลิกจารีตอันชั่วร้ายในอดีต และที่สำคัญคือ "พึงแสวงหาความรู้จากทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างรากฐานแห่งการปกครองโดยจักรพรรดิให้มั่นคง" ซึ่งสะท้อนเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า การใช้กระบวนการทันสมัยเพื่อเสริมสร้างอำนาจและความชอบธรรมของสถาบันจักรพรรดิ มิใช่เพื่อทำลายหรือจำกัด
หลักการดังกล่าวได้ถูกทำให้เป็นจริงภายใต้การนำของอิโตะ ฮิโรบุมิที่เคยร่วมคณะทูตอิวาคุระ (Iwakura Mission) ที่เดินทางไปสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเพื่อศึกษาระบอบการเมืองในช่วง ค.ศ. 1871-1873 และเดินทางกลับไปยุโรปอีกครั้งในปี ค.ศ. 1882 เพื่อศึกษาตัวแบบรัฐธรรมนูญแบบปรัสเซียโดยเฉพาะ จนนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1889 ในรูปแบบของ “การพระราชทานรัฐธรรมนูญ” เอกลักษณ์สำคัญคือการสถาปนาพระราชอำนาจของจักรพรรดิบนฐานความชอบธรรมทั้งสองรูปแบบ คือ อธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และอธิปไตยจากวงศา ดังจะเห็นได้จากมาตราที่ 1 ที่ระบุว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่นจะถูกครองและปกครองโดยสายตระกูลของจักรพรรดิที่ไม่ขาดสายมาตลอดกาลนิรันดร์” และมาตราที่ 3 ที่ระบุว่า “จักรพรรดิทรงศักดิ์สิทธิ์และไม่อาจละเมิดได้” โดยองค์จักรพรรดิจะทรงเป็นศูนย์กลางของอำนาจทั้งหมด ทางบริหาร พระองค์ทรงเป็นจอมทัพสูงสุด สามารถบัญชาการกองทัพ วางโครงสร้างของหน่วยงานราชการ และดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านพระราชอำนาจในการทำสนธิสัญญา ทางนิติบัญญัติ ทรงรับรองกฎหมายที่ออกโดยรัฐสภา ทรงสามารถออกพระราชกฤษฎีกาฉุกเฉิน และยุบสภาได้ ทางตุลาการ ทรงพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญเมจิยังได้มีการระบุเรื่องสิทธิและหน้าที่ของราษฎรไว้ในหมวดที่ 2 (มาตรา 18 – 32) อีกด้วย นับว่าเป็นไปตามกระแสธารรัฐธรรมนูญนิยมของชาติตะวันตกที่ว่า รัฐบาลต้องถูกจำกัดอำนาจโดยสิทธิของประชาชน แต่สำหรับรัฐธรรมนูญเมจินั้นมีข้อสังเกตสำคัญว่า สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ได้รับพระราชทานจากองค์จักรพรรดิที่สามารถถูกเพิกถอนได้ทุกเมื่อ มิใช่สิทธิโดยธรรมชาติที่อยู่ติดตัวราษฎรมาตั้งแต่กำเนิด และสิทธิที่ได้รับจะต้องไม่กระทบต่อการใช้อำนาจขององค์จักรพรรดิในยามสงครามหรือภาวะฉุกเฉิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญเมจินั้นมีรูปแบบที่สอดคล้องกับตะวันตกแค่ในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ในเชิงเนื้อหา เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างขึ้นเพื่อรับรองอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และจากวงศา ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยจากปวงชน
ทั้งนี้ อิทธิพลของรัฐธรรมนูญเมจิก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น หากแต่ได้กลายเป็นต้นแบบของระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญในโลกตะวันออกไกล โดยเป็นเครื่องมือให้หลายอาณาจักรสามารถสร้างรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ได้ในขณะที่ยังยึดหลักความชอบธรรมจากอาณัติสวรรค์และจากวงศาแบบดั้งเดิม เนื่องจากชาติตะวันตกนั้นเชื่อว่าการมีรัฐธรรมนูญเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นรัฐที่มีความศิวิไลซ์ ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญเมจิจึงเป็นสิ่งที่ผสมผสานแก่นแท้ดั้งเดิมแบบตะวันออกบนมาตรฐานแบบตะวันตก และมีหลายที่ที่พยายามนำต้นแบบดังกล่าวไปใช้ ไม่ว่าจะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญของจักรวรรดิจีนก่อนการปฏิวัติซินไฮ่ และรัฐธรรมนูญของแมนจูกัวที่ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการร่างขึ้น
ในกรณีของจีน ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นเอาชนะรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ค.ศ. 1904-1905 ราชสำนักชิงก็เริ่มศึกษาตัวแบบของญี่ปุ่นอย่างจริงจังจากที่ก่อนหน้านี้ในช่วงการปฏิรูป 100 วันเคยมีความริเริ่มมาก่อนแต่ก็ทิ้งไว้กลางคัน และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1908 ราชสำนักชิงได้ประกาศ “โครงร่างรัฐธรรมนูญพระราชทาน” หรือ “ชินติ้ง เซียนฝ่า ต้ากัง” ซึ่งประกอบไปด้วย 14 มาตรา บวกกับอีก 9 มาตราที่เป็นเรื่องสิทธิและหน้าที่ของราษฎร ซึ่งเป็นการถอดแบบตามรัฐธรรมนูญเมจิมาโดยตรง เช่น มาตรา 1 ระบุว่า “องค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต้าชิงจะทรงปกครองมหาจักรวรรดิต้าชิงตลอดไปนานนับหมื่นชั่วคน” และมาตราที่ 2 ระบุว่า “องค์พระประมุขทรงศักดิ์สิทธิ์และทรงศักดิ์ศรี มิอาจถูกล่วงละเมิดได้” อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปแบบบนลงล่างของราชวงศ์ชิงนั้นเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างช้าเกินไป จนท้ายที่สุดก็เกิดการลุกฮือที่อู่ชางในวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “การปฏิวัติซินไฮ่” ขึ้น แม้ว่าราชสำนักชิงในสภาวะคับขันจะได้เร่งประกาศ “บทบัญญัติ 19 ประการ” เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1911 ซึ่งเปลี่ยนสภาพระบอบการปกครองของราชวงศ์ชิงให้กลายเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ โดยมีมาตรา 3 ที่ระบุว่า “อำนาจของจักรพรรดิจักถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญ” และมาตรา 5 ที่ให้รัฐธรรมนูญต้องถูกร่างโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็ไม่ทันการณ์ เพราะสุดท้ายเมื่อขบวนการของ ดร.ซุนยัดเซนขยายตัวมากขึ้น และหยวนซื่อข่ายหักหลังราชวงศ์ชิง ก็เป็นเหตุที่นำไปสู่การสละราชบัลลังก์ของจักรพรรดิผู่อี๋ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912 ขณะที่พระองค์มีพระชนมพรรษาเพียงแค่ 6 พรรษาเท่านั้น อันเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบจักรพรรดิจีนที่มีมายาวนานกว่า 2,000 ปี
ต่อมา ภายหลังจากอุบัติการณ์มุกเดน (Mukden Incident) ในวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1931 กองทัพคันโตของญี่ปุ่นก็ได้ยึดครองภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และสถาปนารัฐแมนจูกัว (Manchukuo) ขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1932 (สืบเนื่องจากการประกาศแยกตัวเป็นเอกราชของสภาบริหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน) โดยอัญเชิญผู่อี๋กลับมาเป็นประมุขรัฐในตำแหน่ง ผู้บริหารสูงสุด ภายใต้รูปแบบรัฐที่ยังมิใช่ราชาธิปไตย ก่อนที่จะยกระดับขึ้นเป็นจักรพรรดิในวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1934 และมีการประกาศใช้ “ธรรมนูญองค์การ” (Organic Law) ซึ่งถือเป็นการสถาปนาระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญโดยมีรัฐธรรมนูญเมจิเป็นต้นแบบ ในธรรมนูญองค์การ อารัมภบทเริ่มต้นด้วยการอ้างอำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์ว่า “โดยพระเมตตาและพระประสงค์ของสวรรค์ เราได้เสด็จขึ้นครองราชย์...” และได้มีเนื้อหาต่าง ๆ ที่เป็นไปในแบบเดียวกันกับรัฐธรรมนูญเมจิ เช่น มาตรา 2 ที่ระบุว่า “พระเกียรติยศของจักรพรรดิจะมิอาจถูกล่วงละเมิดได้” และมาตรา 3 ที่ระบุว่า “จักรพรรดิทรงเป็นประมุขของจักรวรรดิ ทรงควบคุมสิทธิอธิปไตย และทรงใช้สิทธิดังกล่าวตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้” อันเป็นการเลียนแบบโครงสร้างมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญเมจิอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญคือ ธรรมนูญองค์การมิได้บรรจุสิทธิพลเมืองไว้ในเนื้อหาหลัก แต่ผลักไปกำหนดไว้ในกฎหมายระดับรองแยกต่างหาก คือ กฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ซึ่งเท่ากับการลดศักดิ์ของสิทธิพลเมืองออกจากระดับรัฐธรรมนูญ สะท้อนให้เห็นถึงการตัดส่วนที่เป็นการประนีประนอมกับแนวคิดแบบตะวันตกออก เก็บเฉพาะแกนกลางของอำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และวงศาเอาไว้เท่านั้น และแทนที่ด้วยอุดมการณ์ “หวางต้าว” หรือ “วิถีของราชา” ตามจารีตขงจื๊อ เพื่อเสริมความชอบธรรมในแบบเอเชียตะวันออก
ดังนั้น สิ่งที่รัฐธรรมนูญเมจิได้สร้างและถูกส่งต่อไปยังจีนสมัยปลายราชวงศ์ชิงและไปยังแมนจูกัวในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองนั้นก็คือ ความพยายามในการสร้างรูปแบบของรัฐธรรมนูญที่อ้างอิงอำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และจากวงศา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็ทำให้ราชวงศ์ในเอเชียตะวันออกสามารถมีรัฐธรรมนูญแบบตะวันตกในเชิงโครงสร้างได้ ในขณะที่ในเชิงสาระยังคงยึดมั่นในรูปแบบการปกครองแบบเดิม แน่นอนว่า ความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองของจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้แนวทางดังกล่าวไม่สามารถคงอยู่ต่อไปได้ และญี่ปุ่นเองก็ถูกบังคับโดยผู้ชนะสงครามให้ต้องยกเลิกการอ้างอิงความชอบธรรมระบอบเดิมและเปลี่ยนมาใช้อำนาจอธิปไตยจากปวงชน (popular sovereignty) อันเป็นเนื้อหาหลักของตอนต่อไป
(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรญี่ปุ่น: การเข้าสู่ระบอบพระจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE กู้ 4 แสนล้าน ห่วงหน้า พะวงหลัง!! | ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE เตะตัดขากู้ 4 แสนล้าน | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพุธที่ 06 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | เปิดลึก ศึกเมืองหลวง แสนล้าน ในมือ ‘สก.’!!
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE รัฐบาลหนู กู้แล้วทำ | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE ล่มเรือสินค้า ฉีกหน้า 'ทรัมป์'!! | ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569
🔴 LIVE เขย่าบัลลังก์ ‘ชัชชาติ’ ‘สัม-ฟ้า’ตีปี๊บพร้อมท้าชิง | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2569

