'เท้ง ณัฐพงษ์' ยก 3 วาระประชาชน ที่ 'นายกฯอนุทิน' ควรใช้เวทีอาเซียนซัมมิตแสดงบทบาทนำของไทยแก้ปัญหา แนะ เคลียร์ปมพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ไทยต้องคุมเกมเจรจาทวิภาคี
07 พ.ค.2569 - นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค กรณี 3 วาระประชาชน ที่นายกฯ อนุทินต้องกล้าแสดงบทบาทนำของไทยบนเวทีสุดยอดอาเซียน ว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2569 ผมอยากใช้โอกาสนี้ส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัฐบาลไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของการต่างประเทศของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในยุคที่ชาติมหาอำนาจแข่งขันกันขยายอำนาจ โดยมีภูมิภาคอาเซียนเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญ แต่บทบาทของไทยในอาเซียนกลับถดถอย และบทบาทอาเซียนในฐานะพลังต่อรองระดับภูมิภาคก็ถดถอยเช่นกัน
โดยในวันนี้เราเผชิญปัญหาสำคัญที่ไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในอาเซียนอีกด้วย ซึ่งโจทย์สำคัญของผู้นำไทยในเวลานี้ต้องพลิกบทบาทในระดับนานาชาติให้ได้ หากรัฐบาลมีเจตจำนงทางการเมืองและกล้าตัดสินใจถือบทบาทนำ
ผมจึงขอเสนอ 3 วาระที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสามารถใช้เวทีอาเซียนเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา นั่นคือ ข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา วิกฤตด้านพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม
ประเด็นแรก การแก้ปัญหาข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา พรรคประชาชนเห็นว่าการที่ ครม. มีมติยกเลิก MOU 44 ในห้วงเวลานี้ ถือเป็นความเสี่ยงต่อประเทศไทยทั้งในแง่ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และพรรคประชาชนมองว่าการมีอยู่ของ MOU44 อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่เมื่อที่ประชุม ครม. มีมติยกเลิก MOU44 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา และนายกฯ อนุทินอาจมีโอกาสได้พบนายกฯ ของกัมพูชา ผมเห็นว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะหาข้อยุติ โดยการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะก้าวของเราเองได้ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ มากกว่าการเสนอให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS เพราะช่องทางนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาประนอมข้อพิพาท และเราอาจไม่สามารถควบคุมหรือคาดหมายผลของกระบวนการได้
ประเด็นต่อมา ด้านวิกฤตพลังงาน ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ และกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยแห่งเดียว แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบางต่อความผันผวนของสถานการณ์โลก
ในเวลาที่ท้าทายแบบนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องจับมือกันผ่านการผลักดันการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าระหว่างประเทศ ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทผู้นำในการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ให้เกิดเป็นรูปธรรม เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกภูมิภาค
การเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ ในระดับภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์ที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมต่อการเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้านี้ให้ประสบความสำเร็จ
ประเด็นสุดท้าย ด้านสิ่งแวดล้อม ในส่วนของปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (AATHP) มานานกว่า 20 ปี แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ให้ดีขึ้นจากเดิม จนทำให้ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากฝุ่นพิษประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีที่มาจากการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เราอยู่ในสถานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้ก่อมลพิษ” ในเวลาเดียวกัน
ผมจึงเสนอให้นายกฯ อนุทินใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการเป็น “ผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน” โดยการตั้งศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ (CACC) และยกระดับขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานระดับอาเซียน เพื่อสามารถแจ้งเตือนภัยและวางแผนจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษข้ามแดนจากแต่ละประเทศสมาชิกล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ควบคู่ไปกับการออกมาตรฐานบังคับสินค้าเกษตรมีที่มาจากการเผา กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน จัดการสินค้าที่มาจากการเผาข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง มีมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อตัดปัญหาการรับซื้อจากบริษัทนำเข้าแล้วมาอ้างว่ารับซื้อข้าวโพดภายในประเทศ
ส่วนปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก - สาย - รวก และโขง รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินการผ่านเวทีอาเซียน เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการติดตามและแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของมลพิษข้ามพรมแดน โดยนอกเหนือจากการอาศัยกรอบความร่วมมือและพันธกรณีระหว่างประเทศแล้ว ควรเร่งเปิดการเจรจากับทุกฝ่าย รวมถึง United Nations Development Programme เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา อันจะนำไปสู่การประเมินสถานการณ์มลพิษ ณ แหล่งกำเนิดอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการสร้างความร่วมมือที่นำไปสู่การมีมาตรการที่จริงจังต่อการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน โดยใช้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation) ซึ่งมีไทย เมียนมา จีน เป็นสมาชิกครบถ้วน เป็นกลไกสำคัญ นอกจากนี้ ควรขยายระดับการเจรจากับจีนจากความร่วมมือแบบทวิภาคีไทย - จีน ไปสู่กรอบอาเซียน - จีน ผ่านกลไกของ China-ASEAN Environmental Cooperation Center เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและประสิทธิภาพของการจัดการปัญหาในระดับภูมิภาค
ทั้ง 3 วาระนี้ จะเห็นได้ว่าอุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราขาดกลไกหรือขาดองค์ความรู้ในการจัดการปัญหา แต่สิ่งที่ขาดคือ “เจตจำนงทางการเมือง” ผมหวังว่านายกฯ อนุทินจะใช้เวทีประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสกอบกู้บทบาทนำของประเทศไทย พิสูจน์ว่าอาเซียนที่มีประเทศไทยถือธงนำ จะร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซึ่งจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้มองอาเซียนเป็นที่พึ่งที่หวังอีกครั้ง นำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว นั่นคือความอยู่ดีมีสุขของคนไทยและผู้คนทั้งอาเซียน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทูลเกล้าฯพรก.กู้เงิน หนูยันคุ้มค่าไม่เกี้ยเซียะ มูดี้ส์ยกประเทศน่าลงทุน
“นายกฯ” ลงนาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านแล้ว ลั่นเงินทุกสตางค์ถึงมือประชาชนอย่างโปร่งใส ไม่มีเกี้ยเซียะ
'เท้ง' นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.เงาก่อนแถลงจี้รัฐบาลทบทวนมาตรการเยียวยา
'เท้ง' นำทีม 'ครม.เงา ปชน.' แถลง จี้ 'รัฐบาล' ทบทวนมาตรการเยียวยาขนส่ง-ประมงให้เหมาะสม ด้าน 'นายกสมาคมขนส่ง' โอด ได้ค่าเยียวยาแค่ 140 ต่อวัน ขณะที่ 'ไรเดอร์' โวย รบ.สองมาตรฐาน
นายกฯ ชี้จ่ายเงินเยียวยาแพะ 8 พันล้านไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ!
นายกฯ เปิดงาน '24 ปีการช่วยเหลือเหยื่อผู้บริสุทธิ์' สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ทำงานรวดเร็ว ทั่วถึงเป็นธรรม ชี้จ่ายเงินเยียวยา 8 พันล้าน ไม่ใช่ผลงานแต่เป็นความอัปยศ ยกระดับกระบวนการยุติธรรมไทยสู่สากล
ครม.ไฟเขียว เลิก‘MOU44’ เขมรฟ้องโลก
ครม.เห็นชอบยกเลิก MOU 44 นายกฯ แจงไม่เกี่ยวขัดแย้งสองประเทศ
ดึงปชช.ศึกษา‘แลนด์บริดจ์’
"อนุทิน" เซ็นตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ “เอกนิติ” ประธาน "ปกรณ์" รอง ปธ. มีตัวแทนภาค ปชช. 3 คน ประเมินความเป็นไปได้โครงการ-ผลกระทบทุกมิติ ชงนายกฯ
เร่งกู้ชงสภา14พ.ค. 4แสนล.สู้วิกฤตปากท้อง ‘ปชป.’ขวาง!ส่งศาลรธน.
“อนุทิน” นำ ครม.แถลงเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวังหยุดความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย

