
มันเป็นแบบนี้นี่เอง...
ไม่แปลกใจครับที่วันก่อน สวนดุสิตโพล ยกให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มีบทบาทในฐานะฝ่ายค้านโดดเด่น นำลิ่ว ชนิดที่ "หัวหน้าเท้ง" ผู้นำฝ่ายค้าน มองตาปริบๆ
เพราะ "หัวหน้าเท้ง" เองยังแพ้แม้กระทั่ง ลูกพรรค อย่าง "น้องน้ำแข็ง รักชนก"
ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้สมราคา
ล่าสุดจับประเด็นใหญ่ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๔ แสนล้านบาทของรัฐบาลอนุทิน ไม่น่าจะชอบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
ขณะที่พรรคส้มดูเหมือนจะยังฝึกงานการเป็นฝ่ายค้านไม่ครบหน่วยกิจ ยังคิดไม่ออกว่าหน้าที่ฝ่ายค้านต้องทำอะไรบ้าง
แต่ด้วยนิสัยชื่นชอบการเลือกตั้ง จึงไปมะรุมมะตุ้มอยู่กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หวังจะเบียด "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ให้ตกคลองแสนแสบ
ก็ว่ากันไปครับ บุญทํากรรมแต่ง คงคาดหวังคนกรุงจะเอ็นดูเหมือนตอนเลือกตั้ง สส.
ทำไมต้องออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๔ แสนล้านบาท
ในมุมรัฐบาล "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" มองว่า ที่ผ่านมาดูทุกช่องทางแล้ว ทั้งการโยกงบประมาณปี ๒๕๖๙ ที่เบิกจ่ายล่าช้าหรือไม่มีประสิทธิภาพ ได้ไม่เกิน ๕ หมื่นล้านบาท
ขณะที่ พ.ร.บ.งบประมาณปี ๒๕๗๐ จะเริ่มวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙
เหลือระยะเวลาอีก ๕ เดือน
แต่วิกฤตตอนนี้ต้องเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้ทันท่วงที ซึ่งจากการดูภาพรวมแล้ว งบไม่เพียงพอ
ฉะนั้นยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.ดังกล่าว มีความจำเป็นและเร่งด่วน
"...ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้น ไม่กังวล เพราะสมัยการออก พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ก็ถูกฟ้อง ก็ไปช่วยอธิบายที่ศาลรัฐธรรมนูญ..."
"เอกนิติ" เท้าความไปถึง พ.ร.ก.กู้เงิน ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อปี ๒๕๕๒ วงเงินกู้ ๔ แสนล้านบาทเท่ากันเป๊ะ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์
รัฐบาลอภิสิทธิ์จำเป็นต้องกู้ เพื่อรับมือกับผลกระทบจาก วิกฤตเศรษฐกิจโลก ยุคนั้นคือ "แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส"
ถ้าไม่กู้ประเทศทรุด!
ชื่อเต็ม พ.ร.ก.ฉบับนี้คือ พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒
หมายเหตุแนบท้าย พ.ร.ก.ฉบับนี้ระบุว่า...
"...เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ของระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทยอย่างรุนแรง
แม้ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแต่ยังไม่เพียงพอ
ประกอบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐต่ำกว่าที่ประมาณการไว้อย่างมาก ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ ไม่อาจดำเนินการให้บรรลุผลได้
ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง
แต่เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดบางประการ ฉะนั้นเพื่อให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินในนามของรัฐบาลเพื่อนำมาใช้จ่ายหรือลงทุน หรือเพื่อดำเนินมาตรการที่สำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้..."
ครับ...เมื่อรัฐบาลมองเห็นอนาคตว่า ถ้าไม่กู้ประเทศฉิบหายแน่เนื่องจากประเทศมีเงินไม่พอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจ
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลเพื่อไทยหลังจากนั้น เอามาอ้างในการออกพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หรือที่เรียกว่าโครงการ ๒.๒ ล้านล้านบาท หลังถูกฝ่ายค้านซึ่งก็คือพรรคประชาธิปัตย์ยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดกฎหมายหรือไม่
ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญตีตก เนื่องจากมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ
อีกประการขณะนั้นเศรษฐกิจโลกมิได้อยู่ในภาวะวิกฤตหนักแต่อย่างใด
มาครั้งนี้รัฐบาลอนุทิน อ้างมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ว่าเมื่อพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและดูทางเลือกอื่นแล้ว สิ้นหนทาง นอกจากต้อง "กู้เงิน"
ประเด็นข้อกฎหมายมันอยู่ที่กฎหมายกำหนดเพดานการกู้เงินชดเชยการขาดดุลไว้อย่างเข้มงวด โดยผูกโยงกับตัวเลขงบประมาณรายจ่ายและการเติบโตของ GDP
เมื่อเศรษฐกิจโตต่ำ รายได้รัฐก็จำกัด ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่กู้เงินน้อยลงตามไปด้วย
เงื่อนไขตามงบประมาณปี ๒๕๖๙ จึงเพิ่มขึ้นได้เพียง ๐.๗% จากปีก่อน
ช่องว่างกู้จึงได้แค่หลักหมื่นล้านเท่านั้นเอง
ก็ต้องไปสู้กันในศาลรัฐธรรมนูญครับ
มาตรา ๑๗๒ ใช้กันมาทุกครั้งในการกู้ ล่าสุดรัฐบาลลุงตู่ก็กู้มาเพื่อสู้กับวิกฤตโควิด-๑๙
กู้ ๒ รอบกว่า ๑.๕ ล้านล้านบาท
ไทยเข้มแข็งของประชาธิปัตย์ก็มาตรา ๑๗๒ นี่แหละครับ
แล้ววิกฤตแค่ไหนถึงต้องกู้
สงครามในตะวันออกกลางคงไม่มีใครคิดว่าเป็นภาวะปกติของโลกนะครับ วันนี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจปั่นป่วนไปหมด
ไม่เฉพาะไทย แต่เป็นกันทั่วโลก
ผลกระทบจากสงครามตอนนี้ยังไม่ถือว่าเผาจริงด้วยซ้ำ
เฉพาะผลกระทบด้านพลังงานจะอยู่กับโลกอีกเป็นปี
สายป่านยาวอยู่ได้ สายป่านสั้นฉิบหาย ดู ศรีลังกา บังกลาเทศ เป็นตัวอย่าง
ก็ไปลุ้นกันในศาลรัฐธรรมนูญ
แต่จะฝากให้พิจารณาประเด็นหนึ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญไฟเขียวรัฐบาลอนุทินสามารถกู้ ๔ แสนล้านได้ ขอความกรุณา ใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
เรื่องคอร์รัปชันต้องไม่มี
อย่าให้ซ้ำรอยการกู้เงินของรัฐบาลอื่น ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวเพราะมีการโกงกินงบประมาณแผ่นดินจากการกู้
คงจำกันได้นะครับ "ไทยเข้มแข็ง" มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง
อย่าย่ำรอยเดิมเด็ดขาด
มาช่วยกันทำให้ประเทศไทยไม่มีที่ยืนสำหรับคนโกง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อย่าเล่นกับปืน
ไม่ควรเป็นเรื่องก็เป็นเรื่องครับ ตอนนี้ดรามา “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ลามเป็นไฟลามทุ่ง ทัวร์ลงนายกฯ อนุทินยิ่งกว่าทัวร์จีนผสมอินเดีย
ฟรีซข้าราชการ
ข่าวใหญ่ครับ รัฐบาลจะ “ฟรีซข้าราชการ” ไม่เพิ่มตำแหน่ง มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งสิ้น ๒,๘๗๕,๑๓๙ คน จำนวนนี้ไม่รวม พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว
คนละฝั่งกำแพง
ช่วงนี้ดุกันจริงครับ ยิงกันเป็นว่าเล่น ราวกับว่าติดคุกวันสองวันก็ออกมาดูโลกภายนอก ต่างคนต่างจิตต่างใจต่างเหตุผล แต่การเอาชีวิตผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง ไม่ใช่ฮีโร่
ไม่เอาอะไรสักอย่าง
เราจะอยู่ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ได้อย่างไร เรื่องนี้หลายรัฐบาลทั่วโลกเขาคิดกันหนักมากนะครับ เพราะต่างก็ตระหนักเหมือนๆ กันว่า กติกาโลกที่มีอยู่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว
ขวางทางปืน
ช็อกครับ...เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้่นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่มันควรเกิดในอเมริกาไม่ใช่หรือ การเข้าถึงอาวุธปืนของคนไทยมันช่างง่ายในทุกช่วงอายุของคน ไม่ว่าเด็กหรือผูัใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องการใช้ มันหาได้ไม่ยาก
ดับไฟใต้มันไม่ง่าย
ไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันหน่อยครับ สถานการณ์หลังกองกำลังติดอาวุธ BRN โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต ๕ นาย บรรยากาศไม่สู้ดีเลยครับ

