‘มาเฟียหนู’ ที่บางเทา

การเป็นนายกฯ...ไม่ยาก

แต่เป็นแล้วไม่ถูกคนด่า...ยากฉิบ!

ดูอย่าง “นายกฯ อนุทิน” เป็นตัวอย่าง เคว้งคว้างจากพรรคร่วมรัฐบาลแหม็บๆ

อย่างไม่มีปี่-ไม่มีขลุ่ย

อุ๊งอิ๊งก็ “ตกเก้าอี้” นายกฯ แล้วพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคมีเสียงมากอันดับ ๑ ในสภา ก็เอาเกี้ยวมาหาม “นายอนุทิน” ขึ้นเป็น “นายกฯ อนุทิน” แทน!

พอเลือกตั้งใหม่ “พรรคภูมิใจไทย” ของนายกฯ อนุทิน ทำเอาพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย “ช็อกตาตั้ง” ไปสามวัน-เจ็ดคืน!

เพราะภูมิใจไทยเป็น “ขอมดำดิน” มาไงไม่รู้.....

โผล่พรวด ร่วม ๒๐๐ เสียง นำโด่ง เป็นอันดับ ๑ นายอนุทิน “ตูดติดกาว” นั่งเก้าอี้นายกฯ ต่อไปทันที!

เห็นมั้ย เป็นนายกฯ “ง่ายจะตายไป”

แต่พอเป็นนายกฯ “เสียงล้นสภา” เท่านั้นแหละ ที่ว่าง่าย ไม่ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องนั้นเก่า-หรือใหม่ ใครก่อไว้แต่ยุคไหน

ทั้งหมดยักลงต่ำที่ “อนุทิน” คนเดียว!

ฉะนั้น จึงไม่แปลก ฟังข่าวโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ ไถเฟซฯ ทุกวันนี้ มีแต่เสียงด่า-เสียงโทษนายกฯ อนุทิน!?

อย่างล่าสุด นายกฯ ไปประชุมสุดยอดอาเซียนที่ฟิลิปปินส์

นายกฯ ฟิลิปปินส์เป็นโปรโมเตอร์ จัดให้นายกฯ อนุทินกับนายกฯ ฮุน มาเนตพบกัน

พบกัน ก็ต้องจับมือกัน พูดจาภาษาดอกไม้กันตามมรรยาท

เท่านั้นแหละ...

ทางเมืองไทยมีคนบางพวก เหมือนเปรตถูกข้าวสารเสกซัดใส่ ร้องกรี๊ดดด โหยหวน โพสต์ด่า สัมภาษณ์ด่านายกฯ อนุทินไปคืนดีกับเขมร ไปตกลงเปิดด่าน-เปิดดอร์ กับเขมร

หาเรื่องด่าจนได้!

ต้องให้เจอหน้าปั๊บ แทนที่จะจับมือกันตามมรรยาท นายกฯ อนุทินต้องถุยใส่หน้า ด่าบรรพบุรุษอีกฝ่าย อย่างนั้นแหละ ถึงจะถูกใจพวกรักชาติประเภทโรคจิตเขาละ!

หรืออย่างเรื่องต่างชาติ โดยเฉพาะชาวอิสราเอลเข้ามาฝังรกรากอยู่ในเมืองไทย ใช้นอมินีซื้อที่ดิน-ตั้งบริษัททั้งที่สมุย-เกาะพะงัน, พัทยา เชียงใหม่ ปาย ภูเก็ต และ ฯลฯ

ปล่อยกันมา ๑๐-๒๐ ปี พอโวยวายกัน ๒-๓ วันนี้ จนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกตรวจสอบกวาดล้าง

เอาเลย....

ทั้งโพสต์ ทั้งคอมเมนต์ “ด่า” นายกฯ อนุทิน ว่าปล่อยปละให้เรื่องเหล่านั้นเกิด

ทั้งที่เพิ่งเข้ามาเป็นรัฐบาลเปียกๆ!

ด่านายกฯ อนุทิน แล้วก็ชะแว้บมาที่ผม....ไงล่ะไอ้เปลว เห็น (มึง) อวย (มัน) ดีนัก

ก็ไม่ไงละพวก ผมน่ะ...มีปากก็อวย มีหวยก็แทง มีแรงก็เห่า แลกน้ำข้าวไปตามเรื่อง-ตามราว

คือมันเป็นการตำหนิ ติ ติง ด่าทอรัฐบาลและนายกฯ ชนิดตั้งอก-ตั้งใจ เอาจริง-เอาจัง ที่มันดู “ไม่เป็นธรรมชาติ” ซักเท่าไหร่นัก

รวมทั้งรัฐมนตรีพาณิชย์ คุณศุภจี, รัฐมนตรีต่างประเทศ คุณสีหศักดิ์, คุณเอกนิติ รัฐมนตรีคลัง

คุณเอกนัฏ รัฐมนตรีพลังงาน หรือรัฐมนตรีคนไหนที่งานแหลมออกมาทิ่มตา เป็นโดนถูกด่าจนงง

คนด่านี้ เห็นหน้า-เห็นหนวดแล้วเหมือน “หมากินแฟบ” ฟองเงี้ย...ฟอดมุมปากเชียว!

นี่เรียกว่า มีบางฝ่าย-บางพวกตั้งทีม “คอยเตะตัดขา” รัฐบาลอนุทิน ชนิดว่า ไม่ว่าใครในรัฐบาลจับลูกได้ปุ๊บ เป็นต้องถูกเตะตัดขาปั๊บ!

แต่เท่าที่สังเกต รัฐบาลเขาก็มีทีมรุก คอยแก้เกมได้ทันควัน ขนาดตัวอยู่ฟิลิปปินส์ แต่ถูกปั้นเรื่องด่าในเมืองไทย ความจริงก็ถูกไขมาละลายความเท็จในทันใด

“ดวลกันกลางแดด” หมัดต่อหมัดอย่างนี้ เสี่ยหนูสู้ตาย

แต่ “ใครเป็นฝ่ายตาย”

ปลายไตรมาส ๓ เตรียมโลงรอ!

ช่วงต่อจากนี้ไป เก้าอี้นายกฯ จะร้อน จนนายกฯ นั่งอยู่กับที่ไม่ติด เพราะสารพัดปัญหา ที่เป็นสารพัดทุกข์ของชาวรากหญ้า  ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก-อีสาน

จะประดัง-ประเดมาให้นายกฯ ต้องลงไปพบหน้ากับชาวประชา เพื่อปลอบประโลมใจให้คลายแห้งโหย

แตะที่ไหน เป็นต้องมีปัญหาที่นั่น ฉะนั้น นายกฯ ต้องใจมั่น อย่าหวั่นไหวต่อเสียงด่าที่พวกใช้โมหะแทนเหตุผลตะโกนหอน

ข้อสำคัญ ต้องหมั่น “เอาหูแนบดิน” เพราะบ้านเมืองจะมีอะไรเกิดเป็นภัยกับประชาชน “แผ่นดินจะส่งแรงสะเทือน” เตือนบอกให้นายกฯ รู้ล่วงหน้า

เมื่อวาน (๑๐ พ.ค.๖๙) เห็นว่านายกฯ ยกคณะใหญ่ลงไปที่ “หาดบางเทา” อำเภอถลาง ภูเก็ต

นัยว่า บริเวณ “หาดบางเทา” มีปัญหาเรื่องที่ทำมาหากินของพ่อค้า-แม่ขาย ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจยึดไว้

เมื่อคณะนายกฯ ลงไปดู ซึ่งนอกจากนายกฯ อนุทินแล้ว ยังมีนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย

 พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจฯ กระทรวงมหาดไทย

รวมทั้ง นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าฯ ภูเก็ต, นางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง

นายสรศักดิ์ รณะนันทน์ ผอ.ศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่อีกพรึ่บ

ก็มีพ่อค้า-แม่ขายบริเวณหาดสุรินทร์ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับหาดบางเทาถือป้ายมารอพบนายกฯ ให้ช่วยแก้ปัญหา

เนื่องจาก “ถูกรื้อร้านค้า”....

และยังมีผู้ประกอบการร้านค้าที่ถูกทางเจ้าหน้าที่ตรวจยึด รวมทั้งพนักงานราวๆ ๓๐๐ คน ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม

ว่าถูกสั่งปิดร้านบนพื้นที่ประมาณ ๕-๖ไร่ และบอกว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้บุกรุก “เป็นเพียงผู้เช่าที่”

การตรวจสอบและการ “สั่งปิดร้าน” ที่ตนเช่า ทำให้ได้รับความเดือดร้อน พนักงานไม่มีงานทำ

กรณีอย่างนี้ มีเกือบทุกพื้นที่ท่องเที่ยวสาธารณะ ทีนี้มาดูการจัดการปัญหาให้ชาวร้านค้าของนายกฯ ว่าท่านจะทำยังไง

ฟังชาวบ้านร้านค้าแล้ว นายกฯ ไปที่หาด สืบสาวราวเรื่องจากทางเจ้าหน้าที่ สรุปเรื่องได้ ๓ ส่วน คือ

ส่วนที่มีการก่อสร้างรุกล้ำที่สาธารณะ ๑๘ แปลง อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดี 

มีการก่อสร้าง ๔๖  แปลง โดยไม่ขออนุญาตก่อสร้างจากท้องถิ่น ซึ่งตอนนี้ท้องถิ่นติดป้าย “ให้ระงับการใช้อาคาร” ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารแล้ว

นอกจากนั้น จุดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการในขณะนี้คือ ที่ดินจำนวน ๖ ไร่

เดิมเมื่อปี ๕๗ พื้นที่ดังกล่าวลักษณะเป็นสวนมะม่วง และเมื่อปี ๖๔  มีคนบุกรุก สร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร และ “เก็บค่าเช่า”

ต่อมาปี ๖๙ ทางจังหวัดภูเก็ต...

ได้รับร้องเรียนว่ามีสถานประกอบการเปิดลักษณะคล้ายสถานบริการ ทางจังหวัดจึงลงมาตรวจสอบ

พบว่าที่ดินดังกล่าว “ไม่มีเอกสารสิทธิ” ในการตรวจสอบ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ที่ดินและเจ้าหน้าที่ป่าไม้มายืนยันด้วย

เมื่อได้รับการยืนยัน

จึงยึดอาคารในบริเวณที่ดินดังกล่าวทั้งหมด จำนวน ๓๔ อาคาร พร้อมแจ้งความดำเนินคดี

ในช่วงเข้าตรวจสอบ “ไม่พบเจ้าของ” พบเพียงผู้ดูแล

จึงสอบปากคำ “ผู้เช่า” พบว่า เช่าจากคนอินเดีย โดยเช่าจาก “อดีตนายทหาร” รายหนึ่ง

โดย “เก็บค่าเช่ารายเดือน” บางล็อก อยู่ที่เดือนละ ๑.๕ แสนบาท ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ถ้าไม่มีการตรวจยึด จะเป็นสถานที่ “แก๊งมาเฟีย” เข้ามาหาประโยชน์ได้

ขณะที่ “เจ้าหน้าที่ป่าไม้” ระบุว่า....

พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้!

ชาวบ้านและผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงเดินทางมารอพบนายกฯ เพื่อขอความช่วยเหลือและรับฟังแนวทางแก้ไขปัญหา

นายกฯ อนุทินฟังความทั้ง ๒ ข้าง จับความได้ว่า...เรื่องนี้เพราะ “มันมีมาเฟีย”!

จึงบอกกับชาวบ้านและร้านค้าที่กระจองอแงว่า....

“วันนี้มาด้วยความเป็นห่วง หลังจากได้รับรายงานว่า พี่น้องประชาชนถูกคุกคามจาก “พวกนักเลง...จากพวกคนไม่ดี”

ผมไม่เรียกพวกนี้ว่า “เป็นผู้มีอิทธิพล”

คนเหล่านี้คือ “กุ๊ย” ธรรมดานี่เอง!

ภายใต้รัฐบาลนี้ จะไม่ให้มีกุ๊ยมาคุกคามพี่น้องประชาชน แม้แต่คำว่า “อันธพาล” ก็ดูสูงไป ที่จะใช้เรียกคนกลุ่มนี้

ต้องเรียกว่า “กุ๊ย”

ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีอะไรเลย พอเจอของจริงก็วิ่งหางจุกตูด เรามีหน้าที่ ที่จะไม่ต้องเกรงกลัวคนเหล่านี้

ถ้ามีคนเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ มาข่มเหง รังแก ข่มขู่ คุกคาม ให้แจ้งนายอำเภอ, นายกองค์การบริหารส่วนตำบล, กำนัน, ตำรวจ

ซึ่งหลังจากนี้เป็นต้นไป....

ถ้าใครปล่อยปละละเลย คนเหล่านั้นต้องไปก่อน ผมจะใช้อำนาจหน้าที่คุ้มครองพี่น้องประชาชนทุกคน”

“ในเรื่องการทำมาหากิน เรื่องมันมีหลายอย่าง เราต้องถอดวงเล็บออกทีละวง

การแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องถอดจากข้างในออกมา เราต้องดูก่อนว่า ปัญหาแรกคืออะไร การจะแก้ปัญหาได้เราต้องจริงใจต่อกัน

เพราะทุกคนรู้ดีว่า ตรงนี้มันไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ไปเชื่อกุ๊ยเหล่านั้นว่า “...เคลียร์แล้ว...เคลียร์ตำรวจแล้ว...เคลียร์จังหวัดแล้ว ...เคลียร์ผู้ว่าฯ แล้ว”

ทำให้พวกคุณมั่นใจ ซึ่งที่จริงแล้ว “ตรงนี้มันผิด”!

นี่คือ “กระดุมเม็ดแรก” สิ่งปลูกสร้างทุกชนิดที่อยู่ตรงนี้ ไม่มีการขออนุญาตใดๆ เลยในการปลูกสร้าง “ถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย”

หากผู้ประกอบการยอมรับ....

เราก็จะหาแนวทางเพื่อ “ทำให้มันถูกต้อง” ไปดูขอบข่ายตามกฎหมาย เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ตอนนี้ ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล”

สิ่งที่ผมให้ความสำคัญสูงสุดวันนี้ที่มามี ๒ เรื่อง คือ

๑) ต้องไม่มีผู้มีอิทธิพล ในเมืองไทย “มาเฟียมีไม่ได้” มาฟรียิ่งต้องไม่มีใหญ่เลย

๒) คนข่มเหงผู้ที่มีกำลังน้อยกว่า ผู้ที่อ่อนแอกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐยอมไม่ได้ ทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ยอมไม่ได้เด็ดขาด

ถ้ามันต้องมีมาเฟีย เราต้องเป็น “มาเฟียของมาเฟีย” คือ “มาเฟียกุ๊ย” ต้องกลัว “มาเฟียที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ”

ต่อจากนี้ ต้องไม่มีการข่มเหง ทุบรถ รังแกชาวบ้าน ต้องไม่มีเด็ดขาด วันนี้ ไม่ได้มา “ปิดโอกาส” การทำมาหากินของพวกท่าน

แต่ท่านต้อง “ให้ความร่วมมือ” ในการทำทุกอย่าง

อาจจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง เพื่อที่ท่านสามารถดำเนินกิจการ สร้างรายได้ สร้างโอกาสต่อไป

ผมเดินเข้ามาที่นี่....

ผมคิดถึงพี่น้องประชาชนหาเช้ากินค่ำ ทำงานแลกเงินเดือน ค่าจ้างรายวัน รายเดือน รายสัปดาห์

คนเหล่านี้ คือ คนที่รัฐบาลต้องให้ความรับผิดชอบ ต้องดูแลอย่างเต็มที่”

จากนั้น นายกฯ บอกกับชาวบ้าน-ร้านค้าส่งท้ายว่า....

“ผมได้มอบหมายให้ “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ประสานงานดำเนินการในเรื่องนี้

ประสานงาน “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ให้ “ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต” ยึดถือความถูกต้องตามกฎหมายและโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีรายได้เป็นหลัก

โดยต้อง “ไม่ผิดกฎหมาย...ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ”

เราจะหาช่องทางทุกช่องทางภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ แก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

ขอให้พวกเรามั่นใจ สิ่งปลูกสร้างที่ยึดพื้นที่มานานแล้ว “เป็นสิ่งผิดกฎหมาย” ผมแก้ปัญหาตลอด

หลังจากนี้ ใครจะมาแกล้งไม่ได้ ใครมาแกล้ง ก็จะต้องรู้กัน  รัฐบาลจะใช้ทุกสิ่งทุกอย่างจัดการกับคนเหล่านั้น

และต้องไม่ไปสนับสนุนให้เขาได้ใจ พร้อมย้ำว่า

“ให้นำหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคนทำผิดทั้งหมดมาให้นายอำเภอและเจ้าหน้าที่รัฐ”

 เพราะถือเป็นหลักฐานที่ไม่ถูกต้อง เป็นการฉ้อโกงเอาเปรียบประชาชน เพื่อเราจะได้มีหลักฐานแก้ไขปัญหาตามกฎหมาย ช่วยเหลือทุกท่านได้อย่างเต็มที่

ทำให้ “บางเทา” เป็น Sandbox แก้ปัญหาบุกรุกที่สาธารณะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถทำมาหากินได้

ที่ของคนไทย ถ้ามันเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้าไม่มีแผนพัฒนาหรือทำอะไร ขอให้นำมาให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ ตามระเบียบและช่องทางตามกฎหมาย”

เอาละครับ....

วันนี้ ผมก็อวยนายกฯ ซะเต็มภิกขา เมื่อท่านนายกฯ ปราบมาเฟียที่บางเทา ภูเก็ตแล้ว

ขอเชิญไปปราบ “มาเฟียต่างชาติ” และ “ไทยนอมินี” ที่ปาย ที่พัทยา ที่พะงัน ที่สมุย ที่เชียงใหม่ และ ฯลฯ ด้วย

แล้วผมจะ “อวย” ให้เป็นรายวันเลย!

-เปลว สีเงิน

๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

 

คนปลายซอย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ไทยโพสต์' คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 'พาดหัวข่าวดีเด่น'

10 พ.ค.2569-​สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรางวัล “พาดหัวข่าวสร้างสรรค์ดีเด่น” ปรากฏว่า “ไทยรัฐ” คว้ารางวัลชนะเลิศ 

ข้าราชการไทย ‘ตัวจริง’

เรื่อง “ยิวยึดเกาะพะงัน” เมื่อคนมี “อำนาจ-หน้าที่” โดยตรงในพื้นที่ “ไม่ทำ” คน “มีจิตสำนึก” ก็ต้องทำ ทั้งที่เป็นหน่วยงาน “ทางอ้อม” นั้นคือ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” กระทรวงพาณิชย์ เป็นแกน

ตัวการ ‘ยิว-ยึดเมือง’?

ผมจับความรู้สึกได้ว่า.... คนไทยไม่สบายใจเลย เรื่อง “ชาวอิสราเอล” เข้ามาลงหลักปักฐาน ตั้งรกราก “สร้างอาณาจักรยิว” ในเมืองไทย เห็นได้จาก...นี่!

๔ แสนล้าน ‘ค้านไว้ก่อน’

เมื่อวาน...วันเดียว!!! “พระประทีปธรรม” ผู้นำทางเวไนยสัตว์ไทยได้ “ละสังขาร” วันเดียวถึง ๒ รูป! รูปแรกคือ “หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม” (พระราชมงคลวชิรธรรม) วัดป่าสีห์พนมประชาราม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

‘หอมกลิ่นสงคราม’

“คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ” นี่..... เป็นคนกตัญญูต่อ “ผู้มีพระคุณ” ที่น่ายกย่องคนหนึ่ง “พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ” อดีตนายกฯ ไปรักษาตัวอยู่ที่อังกฤษและถึงแก่อนิจกรรมที่นั่น เมื่อ ๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑