รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 8)

 

ไชยันต์ ไชยพร

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะรัฐประหารได้แต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 หลังจากเริ่มทำรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายนเวลา 23.30 น. และเข้าเฝ้ากรมขุนชัยนาทนเรนทรในเวลา 0100 น. โดยแกนนำคณะรัฐประหารที่เข้าเฝ้าคือ หลวงกาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหารพร้อมด้วยพันโทถนอม กิติขจร นายประพันธ์ ศิรากาญจน์และนักเรียนนายร้อยทหารบก 20 คน

ในตอนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นว่า ก่อนหน้าการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ภาพของหลวงกาจฯในการรับรู้ของกรมขุนชัยนาทนเรนทร คือ หลวงกาจฯน่าจะเป็นคนฝั่งจอมพล ป. พิบูลสงครามและมีความสนิทสนมกลมเกลียวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม และเมื่อหลวงกาจฯเป็นตัวแทนของคณะรัฐประหารนำนายทหาร 20 นายไปเข้าเฝ้ากรมขุนชัยนาทนเรนทรที่วังวิทยุ เวลา 0100 น. ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า ภาพของหลวงกาจฯที่เกี่ยวข้องกับจอมพล ป. พิบูลสงครามในสายพระเนตรของกรมขุนชัยนาทฯขณะนั้นจะเป็นอย่างไร         

ในตอนนี้ ผู้เขียนจะได้กล่าวถึง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในประสบการณ์ของกรมขุนชัยนาทฯ ประสบการณ์เกี่ยวกับจอมพล ป. พิบูลสงครามในการรับรู้ของกรมขุนชัยนาทนเรนทรจะช่วยให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใด Mahmud ถึงได้กล่าวในหนังสือ “The November 1947 Coup: Britain, Pibul Songgram and the Coup” ของเขาว่า “He (กรมขุนชัยนาทฯ)  said that he would never trust Pibul who, like, Pridi, was very much at the mercy of certain extremely unscrupulous persons. He intimated that  the longer the present Cabinet remained dependent upon Pibul for protection the more difficult they would find it to shake off.”  ซึ่งแปลความได้ว่า  “พระองค์ (กรมขุนชัยนาทฯ)  ทรงระบุว่ามิอาจไว้วางใจจอมพล ป. ได้ เนื่องจากจอมพล ป. เองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับกรณีของนายปรีดีฯ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แสดงทัศนะเชิงชี้แนะว่า ยิ่งคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันต้องพึ่งพาการคุ้มครองจากจอมพล ป. นานเพียงใด การจะสลัดตนให้พ้นจากอิทธิพลดังกล่าวในภายหลังก็จะทวีความยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น”

ในวิกีพีเดียวกล่าวว่า “เมื่อพันเอกหลวงพิบูลสงครามได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อจากพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481 พันเอกพระยาทรงสุรเดชขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนรบ จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำนักศึกษาไปฝึกภาคสนามที่ จังหวัดราชบุรี ได้ถูกคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอก ประเทศ ซึ่งก็คือเขมรโดยทันที พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ท.ส. ประจำตัว ได้มีการกวาดล้าง โดยหลวงอดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จับตายนายทหารคนสนิท ของพระยาทรงสุรเดช 3 คน จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเวลาเช้ามืดของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2481” และในการจับกุมผู้ต้องสงสัย 51 คน กรมขุนชัยนาทฯทรงถูกจับเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีกบฏโดยรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม 

ในข้อเขียนของ จูดิธ สโตว์ (Judith A. Stowe)  เรื่อง  Siam becomes Thailand ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2534)  กล่าวว่า กรมขุนชัยนาทฯไม่เคยทรงเกี่ยวข้องกับการเมืองเลย   สโตว์และสตีเวนสันเห็นว่า  สาเหตุที่พระองค์ทรงถูกจับและตั้งข้อหากบฏทั้งๆที่ไม่คยทรงเกี่ยวข้องกับการเมืองนั้น น่าจะเป็นหลวงพิบูลสงครามเกิดความริษยาและวิตกกังวลต่อความนิยมของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  จากการที่ประชาชนทัประเทศต่างพากันปิติยินดีต้อนรับการเสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรกของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบรมวงศานุวงศ์  อีกทั้งหลวงพิบูลฯก็ไม่เข้าร่วมในพระราชพิธีส่งเสด็จ ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องความวิตกกังวลต่อกระแสความนิยมแล้ว อาจจะเป็นเรื่องของการไม่ยอมรับหรือต้องการท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงมีพระชนมายุเพียง 14 พรรษา อีกทั้งพระราชชนนี เดิมพระองค์ก็เป็นสามัญชน การไม่ยอมรับและการท้าทายนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลก โดยเฉพาะจากสมาชิกคณะราษฎรที่มีจุดยืนเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจนอย่างหลวงพิบูลฯ  สโตว์กล่าวว่า “ไม่นานหลังจากที่กษัตริย์เสด็จจากไป ความรู้สึกดังกล่าว (ที่หลายคนเห็นว่า หลวงพิบูลฯไม่พอใจสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยความริษยา) นั้นได้รับการยืนยันมากขึ้น นั่นคือ การปฏิบัติการต่อเนื่องของหลวงพิบูลฯ ที่ต้องการแสดงให้เห็นว่า ใครคือผู้ที่กำลังจะเป็นผู้ปกครองของสยาม”   

สโตว์กล่าวว่า “Clearly Pibul intended to teach a lesson to all his opponents whether real, imagined or potential.” นั่นคือ “เห็นได้ชัดว่า หลวงพิบูลฯตั้งใจที่จะสั่งสอนบทเรียนให้กับ ศัตรูของเขาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นศัตรูจริงๆ หรือศัตรูที่จินตนาการขึ้น หรือผู้มีศักยภาพที่จะเป็นศัตรูก็ตาม”

สโตว์มีความเห็นต่อการที่หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสั ่งจับกุมตัวกรมขุนชัยนาทนเรนทรใน ข้อหากบฏและล้มล้างการปกครองว่า “The shock caused by the detention of Prince Rangsit – one of King Chulalongkorn’s few surviving sons – was all the greater because he had never been associated with politics: instead, he was well-known as a collector of Siamese antiquities. His other main concern was the well being of the Queen Grandmother by whom he had been adopted as a child. After the death of her son Prince Mahidol, this responsibility expanded.

Prince Rangsit acted as a guardian to the young monarch and when the police raided his home, it was correspondence about the King’s education that was seized upon as incriminating evidence. Some of the letters came from ex-King Prajadhipok. Naturally Prince Rangsit’s arrest caused great distress among the royal family, and it was said to be the reason for the Queen Grandmother’s ill-health. He was detained like a common criminal without any special privileges. Pibul was not the only person to be blamed; as senior regent, Prince Aditya appeared to do nothing to alleviate the plight of his relations. He excused himself by claiming that any intervention on his part might jeopardise the position of the royal family as a whole.”

แปล: “การคุมขังกรมขุนชัยนาทนเรนทร ซึ่งเป็นพระราชโอรสเพียงไม่กี่พระองค์ที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นได้สร้างความตกตะลึงเพิ่มมากขึ้น เพราะพระองค์ไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมืองเลย และจริงๆแล้ว พระองค์เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักสะสมโบราณวัตถุสยาม”

“พระองค์ (กรมขุนชัยนาทฯ) ยังทรงมีพระภาระอีกประการหนึ่ง คือ การดูแลสมเด็จพระศรีสวรินทิ ราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ซึ่งทรงรับกรมขุนชัยนาทฯเป็นพระราชโอรสบุญธรรมตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ (ทารก/ผู้เขียน)”

“หลังจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าสิ้นพระชนม์ ความรับผิดชอบในการดูแลของกรมขุน ชัยนาทฯก็ขยายออกไป โดยพระองค์ทรงทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของยุวกษัตริย์ (รัชกาลที่ 8) และเมื่อตำรวจ บุกค้นวังของพระองค์ ได้มีการยึดจดหมายโต้ตอบเกี่ยวกับการศึกษาของรัชกาลที่แปดเป็นหลักฐานในการกล่าวหาพระองค์ จดหมายบางฉบับเป็นจดหมายที่มาจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว”

“แน่นอนว่าการจับกุมกรมขุนชัยนาทฯย่อมสร้างความเศร้าโศกเสียใจอย่างมากในพระบรมวงศานุวงศ์ และมีการกล่าวกันว่า การจับกุมดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระประชวร”

“กรมขุนชัยนาทฯทรงถูกควบคุมพระองค์เหมือนอาชญากรทั่วไปโดยไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ”                 

“หลวงพิบูลฯไม่ใช่คนเดียวที่ต้องรับผิดชอบ (กับการจับกุมกรมขุนชัยนาทฯ/ผู ้เขียน) แต่รวมถึงพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ในฐานะประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะพระองค์ดู เหมือนจะไม่ทรงทำอะไรเพื่อบรรเทาสภาพการณ์ที่เลวร้ายของญาติพี่น้องของพระองค์เลย พระองค์ทรงมีข้อแก้ตัวโดยอ้างว่าการแทรกแซงใด ๆ ในส่วนของพระองค์อาจเป็นอันตรายต่อสถานะของราชวงศ์ โดยรวม”

สโตว์กล่าวถึงทัศนคติของหลวงพิบูลฯต่อเจ้านายราชวงศ์จักรีว่า “the Chakri princes was not all equally respect.” (เจ้านายราชวงศ์จักรีไม่ได้น่าเคารพนับถือเท่ากันทุกพระองค์)

(โปรดติดตามตอนต่อไป) 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ดวงฤทธิ์-กัปตันทีมกลุ่มคนทำงาน เลือก สก.กลุ่มเรา รับรองตรงปก อิสระจริงหรือทีมชัชชาติ?

"กลุ่มคนทำงาน กทม." ที่เป็นกลุ่มอิสระ ประกาศส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (สก.) ในการเลือกตั้งท้องถิ่นสนาม สก.ที่ชิงชัยกัน 50 เก้าอี้ โดยกลุ่มคนทำงานจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 23 พ.ค.ที่สวนลุมพินี