ดร.ดวงฤทธิ์-กัปตันทีมกลุ่มคนทำงาน เลือก สก.กลุ่มเรา รับรองตรงปก อิสระจริงหรือทีมชัชชาติ?

 

เป้าหมายจำนวน สก.หลังเลือกตั้ง?...กลุ่มคนทำงานพวกเราไม่มีตั้งเป้าเลย แต่ทีมเราโฟกัสว่าคนที่จะมาลงสมัครกับเราคุณภาพต้องได้ ส่วนผลออกมา กลุ่มเราจะได้กี่คน ก็ทำงานได้..หากเลือกผู้สมัคร สก.ของกลุ่มคนทำงาน รับประกันตรงปก เพราะเราจะบอกคุณทุกอย่างว่าเราจะเข้าไปทำอะไรให้กับคนกรุงเทพฯ นโยบายเราอาจจะไม่ได้หวือหวาหรือว้าวกระแทกใจมาก แต่นโยบายของกลุ่มคนทำงานทุกนโยบายต้องทำได้จริง

"กลุ่มคนทำงาน กทม." ที่เป็นกลุ่มอิสระ ประกาศส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร (สก.) ในการเลือกตั้งท้องถิ่นสนาม สก.ที่ชิงชัยกัน 50 เก้าอี้ โดยกลุ่มคนทำงานจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 23 พ.ค.ที่สวนลุมพินี

ทั้งนี้ "กลุ่มคนทำงาน" จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สก.รวมทั้งสิ้น 33 คน 33 เขต ไม่ได้ส่งครบหมดทั้ง 50 เขต และใน 33 เขตที่ส่งลงเลือกตั้งพบว่ามี สก.ชุดปัจจุบันที่ชนะการเลือกตั้ง สก.เมื่อปี 2565 อยู่ด้วย 1 ใน 3 คือ 11 คน โดยส่วนใหญ่เป็น สก.พรรคเพื่อไทย

สำหรับกลุ่มคนทำงานมีกัปตันทีมคือ “ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าทีมคนทำงาน" ซึ่งมีประสบการณ์เคยทำงานการเมืองมาแล้วหลายพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์, พรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มีสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นพรรครวมพลัง และล่าสุดก่อนหน้านี้เป็น สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติตอนเลือกตั้งปี 2566 แต่ตอนเลือกตั้งรอบล่าสุดเมื่อ ก.พ.ที่ผ่านมาไม่ได้ลงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

"ดร.ดวงฤทธิ์" กล่าวถึงที่มาที่ไปของกลุ่มคนทำงานว่า กลุ่มคนทำงานมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนกลุ่มเล็กๆ ที่มีความสนใจในเรื่องการพัฒนาเมือง พัฒนากรุงเทพมหานครมาพูดคุยกัน แต่ช่วงแรกการพูดคุยกันดังกล่าวอยู่ในแค่มุมของวิชาการ เช่นนักวิชาการรัฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องเมือง มาคุยกันว่าควรจะพัฒนาเมืองในมุมไหน มิติใดบ้าง คนกรุงเทพฯ ต้องการอะไร และลักษณะของ สก.ปัจจุบันเป็นอย่างไร ที่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเชิงทฤษฎี นี่คือจุดเริ่มต้นของกลุ่มคนทำงาน

...การรวมกลุ่มพูดคุยกันของกลุ่มคนทำงาน จะแตกต่างไปจากการรวมกลุ่มกันของกลุ่มอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เพราะปกติที่ผ่านมาจะเริ่มต้นจากการเมือง แต่ครั้งนี้เราเริ่มต้นจากวิชาการ ซึ่งพอเริ่มต้นจากวิชาการ ต่อมาก็มีพี่ๆ มีผู้ใหญ่เขามาให้การสนับสนุนทางความคิด ก็มาร่วมพูดคุยด้วยมากขึ้น ทำให้วงพูดคุยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

จนมาถึงจุดที่หลายคนเห็นตรงกันว่า ถ้าอย่างงั้นควรต้องทีมคนทำงานขึ้นมา โดยให้ประกอบไปด้วยทุกส่วน ทั้งคนที่ชอบการเมืองและคนที่ไม่ชอบการเมือง ทั้งคนที่อยากทำงานการเมืองและไม่อยากทำงานการเมือง คุณเป็นทีมคนทำงานได้ แต่ขอให้มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการที่จะพัฒนาเมือง ไม่ว่าจะพัฒนาด้วยการออกไอเดียหรือเสนอแนะแนวความคิด หรือมาช่วยกันลงมือทำบอกเลยว่าได้หมด ไม่ว่ามิติไหน รูปแบบไหนได้หมดสำหรับกลุ่มคนทำงาน

"ดร.ดวงฤทธิ์ หัวหน้ากลุ่มคนทำงาน" เล่าให้ฟังต่อไปว่า การพูดคุยกันดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3-4 เดือนก่อนหน้านี้ ประมาณช่วงปลายปี 2568 ก่อนการเลือกตั้งใหญ่สส.เมื่อ 8 ก.พ. 2569 โดยช่วงแรกมีอยู่ประมาณ 5 คน  สำหรับผมเข้ามาร่วมกับกลุ่มคนทำงานตั้งแต่เริ่มต้นเลย ที่เกิดจากมีรุ่นพี่ที่เขาอยากจะทำเรื่องเมือง การพัฒนาเมือง ชวนผมมาร่วมพูดคุยเพื่อต้องการทราบมุมมองเชิงวิชาการ เพราะว่าตัวผมเองจบทางด้านรัฐศาสตร์ เป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ส่วนการที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งใหญ่ครั้งที่ผ่านมา (8 ก.พ. 2569) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการวางแผนมาตั้งกลุ่มคนทำงาน แต่ผมก็ดูว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเรา และอะไรที่เรามีโอกาสที่จะทำให้มันเป็นประโยชน์ได้จริงๆ ผมถึงจะคิดและทำ โดยสิ่งนั้นต้องเหมาะกับเรา วิน-วินทุกฝ่าย เหมาะกับเรา เหมาะกับสังคม

ส่วนการส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สก.ในครั้งนี้ ต้องบอกว่าสำหรับกลุ่มคนทำงาน จะมีรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่าง เพราะพอเราไม่ได้เน้นการเมือง ไม่ใช่เป็นพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยคำนึงถึงยอดต่างๆ แต่จะคำนึงถึงคุณภาพ

อย่างการที่กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มคนทำงานมอบหมายให้ผมเป็นผู้สมัครคัดเลือกผู้ลงสมัคร สก. อันนี้บอกตรงๆ เหนื่อยเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยผ่านเกณฑ์ หากพิจารณาแล้วไม่ได้มีหลักการ อุดมการณ์เดียวกันกับเรา ก็ไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ก็ยังพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวความคิดกันได้ แต่คนที่อยู่ในคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครก็ไม่ขอรับเข้าเป็นทีมคนทำงาน แม้จะเป็น สก.ชุดปัจจุบันก็ตาม เพราะกลุ่มคนทำงานไม่ได้โฟกัสเรื่องว่าส่งลงสมัคร สก.แล้วจะต้องได้ สก.หลังเลือกตั้งกี่คน จะได้เข้าไปคุมสภา กทม.หรือไม่ แต่เราโฟกัสว่า สก.ที่เข้าไปทำงานต้องเป็น สก.ที่มีคุณภาพแบบสไตล์ทีมคนทำงาน

ส่วนว่าทีมคุณภาพเป็นอย่างไรต้องบอกว่า กลุ่มคนทำงานเราวางแผนกันไว้ว่าจะรวบรวมคนเก่งๆ แต่ละด้าน อย่างบางคนในกลุ่มคนทำงานมีความเชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจ หลายคนเป็นนักสร้างแบรนด์ เคยสร้างแบนด์ใหญ่ๆ มาแล้ว บางคนก็เป็นสตาร์ทอัป หรือบางคนมาจากการทำธุรกิจ SME เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของเขามาแล้ว ที่ยังมีพลังเหลือ มีอุดมการณ์ อยากจะมาทำงานการเมือง กลุ่มเหล่านี้ ทางกลุ่มคนทำงานไปชักชวนเข้ามา

และอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มสำคัญ คือกลุ่มผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เป็นนักกฎหมาย สนใจเรื่องของงานพัฒนาเมือง กลุ่มดังกล่าวเป็นอีกกลุ่มที่เราปักธงเลยว่าเราต้องมีและเรามีหลายคน เพราะต้องเข้ามาเป็นกลไกให้กับเพื่อนในกลุ่มคนทำงานด้วย ทำให้กลุ่มคนทำงานประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย เพราะก็ยังมีสัตวแพทย์ เภสัชกร เป็นต้น

ส่งไม่ครบ 50 เขต เน้นคุณภาพไม่ได้เน้นจำนวน

สำหรับศึกเลือกตั้ง สก.ที่มีด้วยกัน 50 ที่นั่งจาก 50 เขต "ดร.ดวงฤทธิ์ หัวหน้ากลุ่มคนทำงาน" ให้ความชัดเจนว่า  กลุ่มคนทำงานจะส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สก.รวมทั้งสิ้น 33 คน โดยจะส่งไม่ครบทั้ง 50 เขต เพราะว่ากลุ่มคนทำงานไม่ได้เน้นเรื่องจำนวน ซึ่งกว่าจะถึงวันรับสมัครก็ยังไม่แน่ อาจจะน้อยกว่า 33 คนก็ได้ เพราะอย่างอย่างที่บอกกลุ่มคนทำงานเน้นในเรื่องหลักการของเราเป็นหลัก

...ผู้สมัคร สก.ที่กลุ่มคนทำงานจะส่งลงสมัคร มี สก.ปัจจุบันรวม 11 คน ซึ่ง สก.ที่มาร่วมทีมกับกลุ่มคนทำงานด้วยกัน เอาจริงๆ ไม่ใช่ว่าที่มาอยู่กับกลุ่มคนทำงานแล้วมาอยู่กับเรา แต่ว่าแต่ละคนที่มาเขามีอุดมการณ์ มีหลักการที่ตรงกับเรา และแต่ละคนแบรนด์เขาชัด ดูได้ทุกคน แต่ละคนจะมีแบรนด์มีความเก่งของตัวเอง แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือพี่ๆ สก.ที่มาอยู่กับคนทำงานเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ รู้หมดว่าอะไรที่เป็นปัญหาในพื้นที่ ปัญหาอะไรที่มีการแก้ไขแล้ว อะไรที่ยังไม่ได้แก้ ก็ต้องยอมรับว่าการแก้ปัญหามันไม่ได้เสกได้เลย แต่บางทีต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายใน กทม.  ไม่ว่าจะเป็นฝั่งบริหาร ฝั่งนิติบัญญัติ (สภากรุงเทพมหานคร) ด้วยกัน  เพราะฉะนั้นเราก็เลยคิดตรงกันอย่างหนึ่งว่า หากเราจะสามารถพัฒนาเมือง พัฒนากรุงเทพมหานคร มันต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคน แต่จุดเริ่มต้นคือในเรื่องของการแก้ไขข้อบัญญัติ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเมือง ตอบโจทย์ความต้องการของคนกรุงเทพฯ ให้ได้

สำหรับแคมเปญในการหาเสียงของกลุ่มคนทำงาน เราไม่ได้มีสโลแกนอะไรมากมาย แต่กลุ่มคนทำงานเราเน้นในเรื่องของการทำงาน ส่วนการสื่อสารที่จะออกไปเราจะบอกกับคนกรุงเทพฯ แบบตรงไปตรงมา ว่าเราจะทำงานอะไรให้กับเขาบ้าง เราจะเขียนเป็นข้อๆ เลย ที่จะมีการบอกกับคนกรุงเทพฯ ในการเปิดตัวผู้สมัคร สก.ของกลุ่มคนทำงานวันที่ 23 พ.ค. ที่จะมีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การขนส่งมวลชน เป็นต้น

วันดังกล่าว กลุ่มคนทำงานจะประกาศว่าเราจะทำอะไรให้กับคนกรุงเทพฯ ทำอะไรให้กับเมือง ซึ่งก็อาจจะไม่ได้กระชากใจมากนัก เพราะเป็นงานฝั่งนิติบัญญัติของ กทม. เพราะเวลาหาเสียงการเลือกตั้งกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นนโยบายของฝั่งบริหาร (ผู้ว่าฯ กทม.) ที่ก็จะรุนแรงกว่า แต่กลุ่มคนทำงานเราเข้าใจตัวของเราเองว่า กลุ่มพวกเราที่อาสามา เราอาสามาทำงานฝั่งนิติบัญญัติ จึงต้องทำหน้าที่ของเราก่อนในการแก้ไขข้อบัญญัติให้ตอบโจทย์ความต้องการ (คนกรุงเทพฯ) พร้อมทั้งไปเชียร์ ไปสนับสนุน ไปขับเคลื่อนงานต่างๆ ร่วมกับทางฝั่งบริหาร ที่ก็คงยาวไปถึงในเรื่องของการตรวจสอบ การบาลานซ์ถ่วงดุล การยืนเคียงข้างประชาชนในแต่ละเขตของ สก.ในอนาคต แต่จุดเริ่มต้นคือการแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เราดูว่าถ้าระบบดี กลไกดี ใครมาทำงานก็จะไปตามระบบที่มันดี แต่ถ้าระบบไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี เราอาจตาดีได้ตาร้ายเสีย คนเก่งคนดีมาก็โชคช่วย แต่ถ้าผิดพลาดไม่ได้คนที่ตรงกับความต้องการเรามา คราวนี้เรียบร้อยเลย แต่ถ้าเรามีระบบที่ดี มีข้อบัญญัติที่ดี ใครจะกล้าทำผิดกฎหมาย ใครจะกล้าทำนอกเหนือจากข้อบัญญัติ

เพราะฉะนั้นเราเลยเห็นพ้องต้องกันในทีมคนทำงาน ว่าสิ่งที่เราต้องทำให้แข็งแกร่งคือ ระบบ กลไก และข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ที่ต้องทำให้ชัดเจน ทำให้แข็งแกร่ง เพื่อที่ในอนาคตไม่ว่าใครจะมาเป็นฝ่ายบริหารหรือมาทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติของ กทม. คุณก็ต้องไปตามกลไกที่ตอบโจทย์ความต้องการของเมือง ไปตามกลไกที่ตอบโจทย์ความต้องการของคน กทม. ส่วนที่ทางกลุ่มคนทำงานใช้สีเขียวในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสิ่งที่พวกเราคิดมาตั้งแต่แรก เป็นสไตล์ของเรา

อิสระจริงหรือทีมเดียวกับชัชชาติ?

-แต่ก็ทำให้มีการเชื่อมโยงวิเคราะห์กันว่า กลุ่มคนทำงานเหมือนกับเป็นทีมงานของผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จริงๆ แล้วเป็นยังไง?

เรื่องเป็นอย่างนี้ ต้องขอให้มองที่ความสามารถความตั้งใจ และอุดมการณ์ของพวกเราเป็นหลักเลย ว่าพวกเรากลุ่มคนทำงานมีศักยภาพ ความมุ่งมั่นพอหรือไม่ที่จะมาทำงานให้กับ กทม. มาทำงานให้กับเมือง มากกว่าจะมองว่าเราเป็นคนของใคร หรือเราเป็นลูกใคร นามสกุลอะไร แต่อยากให้มองที่พวกเราเลย จะสังเกตเห็นตั้งแต่ทีแรกตั้งแต่ทางกลุ่มคนทำงานมีการเปิดตัว เราเปิดตัวด้วยการเป็นกลุ่มอิสระ เรายึดในแนวทางดังกล่าวว่าเราจะมาทำอะไรให้กับเมือง มาทำอะไรให้กับคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก

-ยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับคุณชัชชาติ?

ดร.ชัชชาติต้องยอมรับว่าเป็นไอดอลของใครหลายคนในเรื่องของการทำงานที่ทำงานจริงๆ แบบทำงาน ทำงาน ทำงาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในทีมกลุ่มคนทำงานหลายคนก็ชื่นชมอาจาย์ชัชชาติ หลายคนในทีมเราก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์ชัชชาติ แต่กลุ่มคนทำงานของเรายึดเลยว่าเราเป็นกลุ่มอิสระ ที่มีแนวทางการทำงานแบบตรงไปตรงมาในแบบของเรา 

-หากผู้สมัคร สก.ของกลุ่มคนทำงานไปลงพื้นที่หาเสียง หรือคุณดวงฤทธิ์ไปช่วยลูกทีมหาเสียง ถ้าคน กทม.เขาถามอยากให้บอกชัดๆ ว่า เป็นทีมคุณชัชชาติหรือหากเข้าไปเป็น สก.จะสนับสนุนการทำงานของคุณชัชชาติหรือไม่?

หากถามว่าสนับสนุนหรือไม่ โดยส่วนตัวผมเชียร์อาจารย์ชัชชาติอยู่แล้ว เพราะเห็นสิ่งที่ท่านทำมา แต่ว่าทีมคนทำงานต้องบอกว่าเราก็ต้องดูที่นโยบายเป็นหลัก แต่เชื่อมืออาจารย์ชัชชาติในการทำงานที่บริหารกรุงเทพมหานครมาอยู่แล้ว

-ในกลุ่ม สก.ที่ชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ที่อยู่กับกลุ่มคนทำงาน พบว่า 11 คนก็มาจากเพื่อไทยทั้งหมด?

จริงๆ บางคนก็เป็น สก.อิสระ แต่อย่างที่บอกเราไม่ได้รวมตัวกันมาเพราะพวกพี่ๆ เขาเป็น สก.อยู่แล้ว แต่ที่เรามาอยู่ร่วมกันเพราะหลักการเราตรงกัน รวมถึงแนวทางและวิธีการในการทำงานของเราตรงกัน เราถึงมาทำงานร่วมกัน

-เป็นอิสระจริง ไม่ได้เป็นกลุ่มที่เป็นสาขาของพรรคการเมืองใด หรือกลุ่มขั้วสีการเมืองกลุ่มใด?

ไม่มีครับ ไม่มี ยกตัวอย่างอย่างหัวหน้าทีม เช่นผมเนี่ยก็ ก็ทัวร์ลงไปแล้วเรื่องนี้

-ที่ส่งลงสมัคร สก. 33 คน ตั้งเป้าว่าจะชนะเลือกตั้งมากสุดกี่คน?

บอกแบบซื่อๆ เลย ทางทีมกลุ่มคนทำงานพวกเราไม่มีตั้งเป้าเรื่องนี้เลย แต่ทีมเราโฟกัสว่าคนที่จะมาลงสมัครกับเราคุณภาพต้องได้ ส่วนผลออกมา กลุ่มเราจะได้กี่คนก็ทำงานได้ เพราะว่าแต่ละคนเขาจะมีความเชี่ยวชาญในตัวเอง ต้องบอกว่าในหัวข้อหลักๆ ที่คุยกันก่อนที่จะมาเป็นทีมทำงาน มีการคุยกันแบบชัดเจนเลยว่า หากจะมาทำงานตรงนี้เป็นอาชีพ ขอบคุณนะครับ แต่ไม่ใช่ที่นี่ คุณต้องมีอาชีพ ต้องมีความพร้อมของคุณอยู่แล้ว และมีพลังมีใจที่อยากจะทำงานเพื่อเมือง ก็มาทำงานเป็นทีมคนทำงานด้วยกัน

คือพูดง่ายๆ ว่าเราไม่อยากให้คนที่มาที่เรากลุ่มคนทำงาน แล้วมายึดที่นี่เป็นอาชีพ มันจะไม่ตรงกับหลักการของเรา  หรือแม้กระทั่งถ้าคุณเข้าไปเป็น สก.แล้ว แต่มายึดว่าคุณคืออาชีพ สก. ถ้าแบบนี้ก็ไม่ตรงกับหลักการของเรา

ดร.ชัชชาติต้องยอมรับว่าเป็นไอดอลของใครหลายคน ในเรื่องของการทำงานที่ทำงานจริงๆ แบบ ทำงาน ทำงาน ทำงาน ในทีมกลุ่มคนทำงานหลายคนก็ชื่นชมอาจาย์ชัชชาติ  หลายคนก็เป็นลูกศิษย์ ดร.ชัชชาติ แต่กลุ่มคนทำงานของเรายึดเลยว่า เราเป็นกลุ่มอิสระที่มีแนวทางการทำงานแบบตรงไปตรงมาในแบบของเรา..หากถามว่าสนับสนุนหรือไม่ โดยส่วนตัวผมเชียร์อาจารย์ชัชชาติอยู่แล้ว เพราะเห็นสิ่งที่ท่านทำมา แต่ว่าทีมคนทำงานต้องบอกว่าเราก็ต้องดูที่นโยบายเป็นหลัก แต่เชื่อมือ ดร.ชัชชาติในการทำงานที่บริหารกรุงเทพมหานครมา

จุดแข็งผู้สมัครอิสระไม่สังกัดพรรค

-ผู้สมัคร สก.ที่ลงอิสระ มีจุดแข็งข้อแตกต่างจากผู้สมัคร สก.ที่สังกัดพรรคการเมืองอย่างไร?

มีข้อแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะถ้าเป็น สก.อิสระ สิ่งที่เขาต้องทำและให้ความสำคัญที่สุดเลยก็คือ เมือง-พื้นที่-ชุมชน คือคนในเขต ไม่ใช่นโยบายพรรค แต่หากเขาอยู่สังกัดพรรค เราก็เข้าใจได้ว่าหากหัวหน้าพรรคการเมืองเขามีนโยบายแบบนี้ บอกว่ามันต้องไปแบบนี้ รองหัวหน้าพรรคที่ดูแลกรุงเทพฯ มีนโยบายแบบนี้ มันก็ต้องไปแบบนั้น แต่ถ้าเราเป็น สก.อิสระ เวลามีอะไรเรามีคณะกรรมการ เราไม่มีใครเป็นเจ้าของ เราคุยกัน

เดิมทีไม่มีผมที่เป็นหัวหน้าทีมด้วยซ้ำ เพราะเราคิดว่าเราคือทีม แต่คณะกรรมการในทีมต่างบอกว่าเราต้องแบ่งกันรับผิดชอบ แล้วสุดท้ายอย่างไรก็ต้องมีหัวหน้าทีมที่ดูแลส่วนกลาง คอยซัปพอร์ตพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่มาร่วมอุดมการณ์ที่ร่วมนโยบายกัน เลยมีการเสนอให้ผมเป็นหัวหน้าทีมคนทำงาน

ส่วนนโยบายที่จะใช้หาเสียงเลือกตั้ง สก.ของกลุ่มคนทำงานนั้น จริงๆ เราเริ่มต้นจากหลักการเดิมในเรื่องของการแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร แต่การแก้ไขข้อบัญญัติก็จะมีหลายด้าน เพราะฉะนั้นจะเริ่มจากด้านเศรษฐกิจ เรื่องปากเรื่องท้องของคน กทม.โดยเรามองไปที่ต้นเหตุ ซึ่งก็คือเรื่องของข้อบัญญัติอีก เพราะที่ผ่านมาระบบระเบียบกฎหมายของเรา จะสังเกตได้เลยว่าจะเน้นการควบคุมเป็นหลัก แต่เราจะทำข้อบัญญัติฯ ที่เน้นการสนับสนุนส่งเสริมการทำมาหากินของคน กทม.

ข้อบัญญัติกรุงเทพฯ ที่เราจะทำออกมาจะไม่เน้นเรื่องควบคุม แต่จะเน้นสนับสนุนส่งเสริมการทำมาหากินของคนกทม.เป็นหลัก

...คนที่เขาเป็นพ่อค้าแม่ค้า เป็นสตาร์ทอัปหรือประกอบธุรกิจแบบ SME เอาจริงๆ แล้วเขามีความเก่ง มีความเชี่ยวชาญของเขาอยู่แล้ว อย่างผมเองก็ทำธุรกิจมา เป็นอาจารย์มาทำธุรกิจที่ต้องบอกตรงๆ เลยว่า สิ่งที่เราต้องการจากภาครัฐ  เราไม่ได้ต้องการให้อุ้ม แต่เราต้องการให้สนับสนุนส่งเสริมเรา ในเชิงนโยบาย ต้องการให้สนับสนุนส่งเสริมเราที่เกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ มากกว่าควบคุม เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนเลยเห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าเรื่องเศรษฐกิจ เราเชื่อมือพี่ๆ ในกลุ่มคนทำงานที่เขาทำธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบ SME  หรือสตาร์ทอัป เราเชื่อมือว่าเขามีความเก่ง แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ ข้อบัญญัติที่สนับสนุนส่งเสริมการทำมาหากินของเขา เรื่องนี้ก็เป็นนโยบายหลักของกลุ่มคนทำงาน

โดยนอกจากเรื่องเศรษฐกิจ ทางกลุ่มคนทำงานก็ยังมีนโยบายในเรื่องของสุขภาพคน กทม. นโยบายในเรื่องของสวัสดิการ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการจราจร ระบบการขนส่ง โดยเราจะเน้นที่การแก้ไขข้อบัญญัติ ซึ่งแม้ฟังดูแล้วอาจจะดูน่าเบื่อ แต่คุณเป็น สก.ไม่ได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.เพราะฉะนั้นถ้าเป็น สก. สิ่งที่ต้องทำให้ได้มากที่สุดกับประชาชนก็คือหน้าที่ฝั่งนิติบัญญัติ

-เห็นเน้นย้ำเรื่องการให้ความสำคัญกับเรื่องข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร แล้วเท่าที่เห็นข้อบัญญัติ กทม.มีอะไรที่ยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ยกตัวอย่างให้เห็น?

ขอพูดในภาพรวมก่อนว่าจากที่เรามีการศึกษาเรื่องข้อบัญญัติในช่วงก่อนหน้านี้ ผมเชื่อว่าอย่างคนที่เป็น สก.มา เขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่หากจะแก้ตรงนี้ให้ได้ ต้องมีการร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งฝั่งนิติบัญญัติและฝั่งบริหารของกรุงเทพมหานครต้องร่วมทีม เราต้องรวมความเก่งของเราด้วยกันในการแก้ไขข้อบัญญัติ เพราะข้อบัญญัติ กทม.ไม่ได้มีการแก้ไขมานานมากแล้ว บางข้อมีความซ้ำซ้อน บางเรื่องใช้ไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้มันเป็นรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ซึ่งเท่าที่ได้พิจารณามีหลายเรื่องมากที่ข้อบัญญัติถึงณ ปัจจุบันใช้ไม่ได้จริงแล้ว

-ในฐานะมีประสบการณ์เรื่องการบริหารการศึกษา (มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี) อย่างหากจะต้องการยกระดับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จะมีแนวทางอย่างไร?

ต้องยอมรับความจริง โรงเรียนในสังกัด กทม.ตอนนี้ได้รับคำชมชื่นชม อย่างบ้านผมอยู่ติดโรงเรียนสังกัด กทม. พบว่าก็เป็นโรงเรียนที่มีการบริหารจัดการที่ทำได้ดีไม่แพ้โรงเรียนรัฐบาลด้วยกัน ที่ก็จะมีสังกัด กทม. สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เอาเป็นว่าโรงเรียนของกทม.ไม่น้อยหน้าใคร

แต่ถ้าถามในมุมของผมที่เป็นประชาชน หลายคนที่มาคุยกับผมเขาก็อยากให้ลูกหลานเรียนต่อไปจนถึง ม.6 เพราะปัจจุบันถ้าการศึกษามันจะตอบโจทย์ความต้องการ ต้องยอมรับว่าต้องเป็นทางด้านวิชาชีพ โดยวิชาชีพตอบโจทย์ทั้งความต้องการในสังคม ในจังหวัด และในประเทศรวมถึงทั่วโลก ผมก็เป็นอาจารย์มามีลูกศิษย์ลูกหาที่ได้พูดคุยกัน หลายคนเขาอยากให้โรงเรียนสังกัด กทม.มีไปถึง ม.6

-เมื่อเข้าสู่ช่วงการหาเสียง คน กทม.เขาอาจจะบอกว่าอยากจะเลือกพรรคการเมืองที่ส่งทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.และผู้สมัคร สก. เลือกทั้งสองอย่างเลย ตรงนี้การที่ทางกลุ่มส่งแต่ สก.ไม่ได้ส่งผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นจุดอ่อนหรือไม่?

ตรงนี้ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เรามีความชัดเจนและไม่ซับซ้อนว่าเราจะไปทำอะไรเพื่อคน กทม. ซึ่งรายละเอียดในนโยบายของกลุ่มคนทำงาน เราทำให้ทุกกลุ่ม เพราะอย่างกลุ่มชุมชน ก็มีความต้องการแบบหนึ่ง แต่กลุ่มที่อยู่ตามหมู่บ้านก็มีความต้องการอีกแบบ หรือกลุ่มคนที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมก็มีความต้องการอีกแบบหนึ่ง ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ จะเลือกคนดี คนเก่ง และคนที่ตอบโจทย์ความต้องการของคน กทม.ไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งหากเลือกคนดีคนเก่ง คนที่ตอบโจทย์ความต้องการเข้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม. กลุ่มคนทำงานเราก็พร้อมทำงานกับคนดีคนเก่งอยู่แล้ว

-การที่กลุ่มคนทำงานไม่ส่งคนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ไม่คิดว่าจะเป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบกับคู่แข่งขันในการเลือกตั้ง?

คิดว่าไม่ คือเราคิดว่าเราชัดในสิ่งที่เราจะทำให้กับคนกรุงเทพฯ

-ผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ตื่นตัวไม่ตื่นเต้นกับการเลือกตั้งการเมืองท้องถิ่นสนาม กทม. ถ้าคนไม่ตื่นเต้น ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันน้อย จะมีผลทำให้ความคาดหวังของกลุ่มคนทำงานหลุดเป้าไปหรือไม่?

ถ้าถามผม ผมว่าเดือนหน้าเป็นเรื่อง เดือนนี้อาจจะมีเรื่องราวหลายอย่าง แต่คิดว่าตั้งแต่เดือนหน้า การให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. การให้ความสำคัญกับการเลือก สก.ในเขตของคน กทม. ผมคิดว่าตรงนี้จะมีความสำคัญและมีกระแสขึ้นมามากกว่านี้เยอะในเดือนหน้า

เลือกตั้ง สส.กับเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.แตกต่างกัน-สก.ต้องจับต้องได้ 

-คิดว่าผลการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา จะมีผลต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กรุงเทพฯ หรือไม่ เพราะคน กทม.ที่เคยเลือก สส.เขต พรรคส้ม มาคราวนี้ ก็จะเลือก สก.ของพรรคดังกล่าวอีก มองตรงนี้อย่างไร?

ผมคิดว่าบางบริบทก็มีเรื่องราวที่สอดคล้องกัน แต่บางเรื่องก็ไม่ใช่ เช่นอย่างเราพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อนๆ ว่าในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา เวลาที่เราเลือก สส.เราเลือกจากบริบทอะไร เราเลือกจากเหตุและผลอะไร หรือเราเลือกจากอะไรกันแน่ หลายคนที่คุยกับผมเขาบอกการเลือก สส.ของเขา เขาเลือกนายกฯ

เพราะฉะนั้นบริบทในการเลือก สก. ผมว่าคงไม่ได้เหมือนกันกับการเลือก สส.เสียทีเดียว เพราะเวลาเลือก สส. คนกลุ่มหนึ่งเขาก็มีความคิดว่าในการเลือก สส.กรุงเทพฯ นอกจากเขาเลือก สส.แล้ว เขาเลือกนายกฯ ด้วยใช่ไหมครับ  เขาเลือกพรรคด้วย แต่เรื่องการเลือก สก.เป็นเรื่องใกล้ตัว  เป็นเรื่องของท้องถิ่น เป็นเรื่องของจังหวัด

ผมคิดว่าหนึ่งในความแบบผมที่เป็นคนกรุงเทพฯ คนหนึ่ง ที่ผ่านมาเวลาที่ผมเลือก สก. ผมเลือกคนที่จะทำงานให้พื้นที่ผมได้ ผมเลือกคนที่จับต้องได้ เลือกคนที่จะทำงานให้กับเขตเราได้ เลือกคนที่จะพึ่งพาได้ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีทราฟฟี ฟองดูว์ (ระบบร้องเรียนและแจ้งปัญหาเมืองของกรุงเทพมหานคร) แต่มี สก.ก็อุ่นใจดี พูดจาง่าย

-ไม่เชื่อว่าผลการเลือกตั้ง สก.ครั้งนี้ จะออกมาแบบแลนด์สไลด์สีใดสีหนึ่งแบบผลการเลือกตั้ง สส.เขต กทม.?

ผมเชื่อว่าคน กทม.จะเลือกคนที่เขาใช้งานได้ ส่วนการหาเสียงต่อจากนี้หลังวันรับสมัคร อย่างที่บอกข้างต้นว่าผู้สมัคร สก.ของเราแต่ละคน จะมีความเก่งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นแต่ละคนเราจะถือนโยบายแต่ละด้าน

อย่างวันที่ให้สัมภาษณ์วันนี้ เราคุยกันในสถานที่ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตวัฒนา ซึ่งเขตนี้คนที่จะลงสมัคร สก.ของกลุ่มคนทำงาน ก็เป็นคนที่มีความมุ่งมั่นในงานเมือง แต่เขามุ่งมั่นกับน้องหมาน้องแมวเพราะเขาเป็นสัตวแพทย์ เขามุ่งมั่นในการที่จะเข้าไปพัฒนายกระดับหรือไปถึงแก้ข้อบัญญัติกรุงเทพฯ  ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองที่เกี่ยวกับเรื่องน้องหมาน้องแมว เขาก็จะเน้นเรื่องนี้ เขาจะโฟกัสเรื่องนี้เลย แล้วเขาก็บอกกับผมตรงไปตรงมาเลยว่าผมเป็นสัตวแพทย์ ไม่ใช่นักการเมือง แต่อยากทำเรื่องนี้ แล้วผมมุ่งมั่นที่จะทำเรื่องนี้  เขาถามผมว่าเขาทำได้ไหม ผมจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สก.ได้ใช่ไหม ซึ่งเขาก็มีความเชี่ยวชาญ มีความมุ่งมั่น ก็ยกตัวอย่างให้เห็นว่าผู้สมัครของกลุ่มคนทำงานแต่ละคนจะมีนโยบาย ซึ่งนโยบายของแต่ละคนก็จะมาจากความเชี่ยวชาญของเขาจริงๆ มาจากอาชีพของเขา เราก็ไม่ได้เอาแบบว่าคนที่ไม่ใช่นักธุรกิจ แล้วจะมาให้เขาไปขับเคลื่อนนโยบายยกระดับเศรษฐกิจฐานราก อย่างนี้ไม่มีเพราะมันจะไม่ใช่ แต่คนที่เขาเชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ ทำงานด้านดังกล่าว จบมาแล้ว เจ็บมาแล้ว เคยล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว จะทำให้เขารู้ดีว่าต้องทำยังไงถึงจะสำเร็จ ในกลุ่มคนทำงานแต่ละคนเลยแตกต่างกัน  สาขาวิชาชีพที่เราคัดมาก็จะแตกต่างกัน โดยแต่ละคนก็จะยึดนโยบายของตัวเองที่แตกแขนงไปจากนโยบายหลักของทีมคนทำงาน

สำหรับการหาเสียงของกลุ่มคนทำงาน หลังเปิดตัววันที่ 23 พ.ค.คงจะไม่มีการปราศรัยใหญ่อะไร แต่จะเน้นทำงานก็คือจะเข้าไปในเขต ไปในพื้นที่ ชุมชน ไปสื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่าเราจะทำอะไรถ้าคุณเลือกเรา เราจะทำอะไรให้กับคนกรุงเทพฯ บ้าง จะบอกกันแบบตรงไปตรงมา นโยบายอะไรที่ทำไม่ได้ คณะกรรมการของกลุ่มคนทำงานก็บอกกับผู้สมัคร สก.ของกลุ่มว่าอย่านำไปพูดเลย ให้พูดเฉพาะเรื่องที่ทำได้

โอกาสต่อยอด กลุ่มคนทำงาน ไปสู่การตั้งพรรคการเมือง?

-ทิศทางของกลุ่มคนทำงานที่ได้คุยกัน หลังเสร็จเลือกตั้งสนาม กทม.ในเดือนมิถุนายน จะมีทิศทางอย่างไร มีโอกาสต่อยอดไปถึงการทำให้เป็นพรรคการเมืองได้หรือไม่?

คนเราถ้าสำหรับผม ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้ว มันกินยาอะไรก็รักษาไม่หาย ผมว่าถ้าเราเป็นเพื่อนกันแล้ว เราเป็นทีมคนทำงานด้วยกันแล้ว วันนี้ที่เราทำงานร่วมกันนอกจากงานแล้ว  เรามีความสุขและเราสนุกในการที่เราได้ทำงานร่วมกันแบบนี้ พี่ๆ ที่มาหลายคนก็อยู่ในพรรคการเมืองมา บางคนก็มาคุยกับผมนอกวง บอกกับผมว่าที่ทำอยู่สนุกดี มันเหมือนว่ามีอะไร พวกเราพูดกันได้ตรงๆ สื่อสารกันได้ ไม่ต้องมีพิธีรีตอง  ไม่ต้องมีระดับชั้นมาก

ถ้าเป็นพรรคการเมืองมันต้องมีระดับชั้นในการบริหาร  อย่างบางทีช่วงเลือกตั้ง กว่าจะได้เจอแม่ทัพของพรรคได้ก็รอเหนื่อยไปแล้ว แต่ของเราพอเป็นทีมคนทำงาน มีอะไรเราโทร.ตรงถึงกัน มีอะไรเราคุยกัน มีอะไรเราปรึกษาหารือกัน ในการมาทำงาน พวกพี่ๆ ที่เป็น สก.ก็มาเป็นพี่เลี้ยงให้ผู้สมัครที่เป็นพวกน้องๆ ใครเก่งอะไรเขาก็มาช่วยแนะนำ ช่วยบรรยาย คุยแบบตรงไปตรงมา อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ แล้วเราก็มีทีมนโยบาย มีทีมสื่อสาร มีทีมกฎหมายที่คอยประคับประคองทุกคนทั้งหมดในทีมคนทำงาน ทุกคนก็มีความสุข เป็นอิสระที่มีความสุข ถึงได้บอกว่าถ้าเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกันแล้ว ผมว่ารักษาไม่หาย ยังไงเราก็เป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องกัน แล้วพอมันเป็นกลุ่ม มันก็ไม่มีแรงกดดันอะไรที่มากมายที่จะทำให้อึดอัดได้เพราะมีอะไรเราคุยกันได้

ถามปิดท้ายว่า หากผลการเลือกตั้งออกมา ได้รับเสียงตอบรับจากคนกรุงเทพฯ กลุ่มคนทำงานได้ สก.เข้าไปในสภากทม.หลายคน จะสามารถต่อยอดไปเป็นพรรคการเมืองในอนาคตได้หรือไม่ เพราะก็เคยมีประสบการณ์การเมืองมาแล้วหลายพรรค ทั้งประชาธิปัตย์-รวมพลัง และรวมไทยสร้างชาติ "ดร.ดวงฤทธิ์" ตอบกลับมาว่า ไม่ได้มองตรงนั้นเลย ที่กลุ่มคนทำงานได้ทำงานกันมา พอเราเริ่มจากเรื่องวิชาการก็เลยออกมาในรูปแบบนี้ แต่ถ้าเริ่มมาจากการเมือง ผมว่าป่านนี้คงเขียนแผนเสร็จไปสิบปีแล้ว แต่พอเริ่มมาจากวิชาการ เริ่มมาจากคนที่อยากจะพัฒนาเมือง อยากจะพัฒนากรุงเทพก็เลยเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แนวความคิดก็เลยเป็นอีกแบบหนึ่ง แนวความคิดก็เลยเป็นจะไปโฟกัสในเรื่องของการพัฒนาเมืองเป็นหลัก รวมถึงการจะสร้างระบบสร้างกลไกที่แข็งแรงให้กับสภากรุงเทพมหานครเป็นหลัก เพื่อที่ว่าในอนาคตไม่ว่าจะเป็นใครมา ก็ต้องไปตามระบบที่ดี

"หากเลือกผู้สมัคร สก.ของกลุ่มคนทำงาน รับประกันตรงปก เพราะว่าเราจะบอกคุณทุกอย่างว่าเราจะเข้าไปทำอะไรให้กับคนกรุงเทพฯ นโยบายเราอาจจะไม่ได้หวือหวาหรือว้าวกระแทกใจมาก แต่นโยบายของกลุ่มคนทำงานทุกนโยบายต้องทำได้จริง

วันที่ 23 พ.ค.ที่กลุ่มคนทำงานจะเปิดตัวและเปิดนโยบายของกลุ่มคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ระบบขนส่งมวลชน นโยบายด้านสุขภาพและอีกหลายด้าน เราจะเขียนบอกไว้หมดเลยว่าถ้ากลุ่มคนทำงานเข้ามาเราจะทำอะไรเพื่อคนกรุงเทพฯ จะทำอะไรเพื่อเมืองของเรา และใครคือคนที่ถือนโยบายแต่ละด้าน เราจะเข้าไปสร้างระบบที่ดีให้กับสภากรุงเทพมหานคร เราเชื่อว่าหากระบบดี ใครมาก็ต้องเดินตามระบบที่ดี ที่พวกเราร่วมกันทำไว้".

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชป. เปิดตัว 'อนุชา บูรพชัยศรี' ชิง ผู้ว่าฯ กทม. 'อภิสิทธิ์' การันตีมีประสบการณ์แก้ปัญหาคนกรุงได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กทม. นายกรณ์ จาตกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคฯ นายชัยวัฒน์ บรรณวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคฯ ทั้งนี้ยังมีอดีตผู้บริหารกทม.ในยุคต่างๆ ที่มีผู้ว่าฯกทม.สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าฯกทม.