
ผมหายไปวัน
เดินทางไปกราบสรีระสังขาร “หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม” ที่วัดป่าสีห์พนม ที่สกลนครมาครับ
พ่อแม่ครูอาจารย์และประชาชนเป็นหมื่น-เป็นแสนไปรวมกันอยู่ที่นั่น เพื่อร่วมพิธี “พระราชทานเพลิงศพหลวงปู่”
กลับมาถึงกรุงเทพฯ ก็มืดค่ำ
เลยอดคุยกับท่านไปวัน ก็คงไม่ว่ากันนะ ถึงว่า...ผมก็ไม่ได้ยิน!
กลับมาก็ได้ฟังบรรดากูรู วิเคราะห์-วิจัย-วิจารณ์เรื่อง “รถไฟชนรถเมล์” ที่ย่านสี่แยกอโศกกันคร่ำเคร่ง
จนผมอดห่วงแต่ละท่านไม่ได้ว่าความเครียดจะลงกระเพาะซะก่อน ที่ทั้งคนพูดและคนฟังจะบรรลุ!
เรื่องรถไฟชนรถโดยสารนี้ “ใครผิด-ใครถูก” ผมไม่รู้
รู้ว่า...รถไฟมันไปตามรางของมัน
ตรงไหนมีถนนพาดผ่านราง ก่อนรถไฟจะมา เจ้าหน้าที่ก็จะลากแผงมากั้น
เป็นสัญญาณว่ารถไฟจะมาแล้วนะจ๊ะ และก่อนมาถึง พขร.ก็จะชักหวูดส่งสัญญาณมาแต่ไกล ปู๊น..ปู๊น..
บรรดารถทั้งหลาย “อย่าล้ำเส้น...อย่าขับรถมาจอดคาราง อันตราย....ถึงตายนะโว้ย”!
และด้วยสามัญสำนึกมนุษย์....
ทุกคนก็ย่อมรู้ ว่าการจอดรถคารางรถไฟ ขณะที่เขาส่งสัญญาณว่า “รถไฟกำลังจะมา” นั้น
ถ้าไม่ป่าเถื่อนจริงๆ เขาไม่ทำกัน!
ทางที่ถูก-ที่ควร ต้องหยุดตรงเส้นที่เขาขีดให้รถหยุดรอเพื่อให้รถไฟผ่านไปก่อน
ต่อเมื่อรถไฟผ่านไปแล้ว....
เจ้าหน้าที่ยกสัญญาณไม้กั้นขึ้น หรือลากแผงกั้นออกไปแล้วนั่นแหละ
บรรดารถทั้งหลาย จึงจะวิ่งข้ามรางรถไฟไปได้!
ผมก็รู้ด้วยสามัญสำนึกมนุษย์แค่นี้....
ดังนั้น ในกรณีนี้ ใครผิด-ใครถูก ผมไม่ค่อยสนใจค้นหา เท่ากับว่า “ควรจำใส่กะโหลกกันไว้”
มาคุยเรื่องที่เป็นสาระกันดีกว่า....
เรื่องที่เป็นสาระน่ะ มันไม่สนุกเหมือนเรื่องซุบซิบ-นินทา-ด่าว่า กันหรอก
แต่เราต้องคุยกัน เพราะที่ไม่สนุกนี่แหละ มันจะ “แก้ทุกข์ประเทศ-ทุกข์ประชาชน” ได้ในทางยาว
คือผมติดอก-ติดใจเรื่องที่นายกฯ อนุทินเชิญ CEO จาก ๑๐ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำประเทศ
เช่น กลุ่มการเงิน พลังงาน เกษตรและอาหาร เทคโนโลยี ยานยนต์ ท่องเที่ยว สุขภาพ ค้าปลีก ฯลฯ
มาชยันโตรัฐบาล
ให้ข้อเสนอแนะและติติงในทางสร้างสรรค์ เพื่อรัฐบาลฟังแล้วจะนำไปแก้ไข ปรับปรุง
ถ้าเชิญมาแล้ว เขามาชี้แนะแล้ว เสร็จถ่ายรูปหมู่ นายกฯ ก็พูดจาสรรเสริญเยินยอพ่อค้าพอให้เป็นข่าว
แล้วจบแค่นั้น ก็แยกย้ายกันไป....
อย่างที่บางนายกฯ ทำเพียงเพื่อให้เกิดภาพสวยๆ แล้วที่เขาเสนอแนะก็เข้าหูซ้าย-ทะลุออกหูขวา ไม่มีการนำไปปฏิบัติ
ผมก็คงต้องด่านายกฯ อนุทิน....
เพราะเอาเข้าจริง ก็เป็นได้แค่ “นายกฯ โหล” เหมือนหลายๆ นายกฯ ที่ผ่านมานั่นแหละ
มากน้ำลาย แต่ในกะโหลกกลวงโบ๋!
แต่พอมาตามเรื่องราวข่าวสารบ้านมือง พบข่าว "รัฐบาล" รับข้อเสนอ "ซีอีโอชั้นนำ" วาระ "เศรษฐกิจเร่งด่วน"
สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ.ตั้งระบบติดตามผลร่วม "รัฐ-เอกชน" ทันที!
อืมมมม....อย่างนี้ค่อยเข้าท่า
ประชาชนพอจะมีความหวังกับรัฐบาลนี้ได้ เพราะนายกฯ ท่าน “รับฟัง ๑๐ CEO” ชนิดจริงใจ
จับเนื้อหาสาระหวังนำไปปฏิรูปในทางปฏิบัติจริง เห็นได้จากที่ท่านพูดว่า
“เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่รัฐบาลตั้งใจนำข้อเสนอทั้งหมดไป “ต่อยอด” เป็นนโยบายจริง
เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และกระจายโอกาสสู่ประชาชนทุกระดับอย่างยั่งยืน
สิ่งที่น่าสนใจมาก....
ข้อเสนอ “ภาคเอกชน” ครั้งนี้ ไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
แต่เป็น “ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง”
ถ้ารัฐบาลทำสำเร็จ ประเทศไทยจะถูกยกระดับขึ้นอีกขั้นจริงๆ เพราะสิ่งที่เอกชนเสนอ
-ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี
-ไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิประโยชน์
แต่คือเรื่อง “อนาคตของประเทศ” ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน
น้ำ, พลังงานสะอาด, คน, เทคโนโลยี
ไปจนถึงการสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะพาไทยหลุดจาก “กับดักการเติบโตต่ำ” ในระยะยาว!
เรื่อง “น้ำ”
ที่ภาคเอกชนพูดถึงนั้น สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะน้ำไม่ใช่แค่เรื่องเกษตรกรรมอีกต่อไป
แต่มันคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” ของประเทศ คือหัวใจของอุตสาหกรรมอาหารโลก
และคือสิ่งที่จะกำหนดว่า ไทยจะยังรักษาสถานะประเทศ “ผู้ส่งออกอาหาร” รายสำคัญของโลกได้หรือไม่?
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญปัญหาภูมิอากาศแปรปรวน เอลนีโญ และความเสี่ยงด้านอาหาร
ประเทศที่ “บริหารจัดการน้ำได้ดี” จะได้เปรียบมหาศาล
และถ้าไทยลงทุนเรื่องน้ำอย่างจริงจัง
เราอาจไม่ได้เป็นแค่ “ครัวของโลก” แบบเดิม แต่จะกลายเป็น Food Security Hub ของภูมิภาคได้เลย
ขณะเดียวกัน
เรื่อง “พลังงานสะอาด” และ Smart Grid ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก
เพราะ “โลกใหม่” ไม่ได้มองแค่ “ค่าแรงถูก” อีกแล้ว
“นักลงทุนระดับโลก” โดยเฉพาะอุตสาหกรรม AI Data Center, Cloud Service หรือ Semiconductor
จะดูว่า ประเทศไหนมี “ไฟฟ้าที่เสถียร-มีพลังงานสะอาดเพียงพอ” และมีระบบ “สายส่งทันสมัย” รองรับหรือไม่?
เพราะ “อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ใช้พลังงานมหาศาล
ถ้าไทยยังติดอยู่กับระบบเดิม....
เราจะเสียโอกาสครั้งใหญ่ทันที แต่ถ้าไทยลงทุนเรื่องนี้ทันเวลา ประเทศไทยมีสิทธิ์กลายเป็น “ศูนย์กลางดิจิทัล” ของอาเซียนได้จริง!
อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือ “การลงทุนในคน”
ภาคเอกชนพูดชัดเจนว่า ถ้าไทยไม่รีบ Reskill และ Upskill คนไทย ประเทศไทยจะกลายเป็นเพียง “ฐานแรงงานต้นทุนต่ำ”!
ในขณะที่ “ประเทศเพื่อนบ้าน” กำลังเร่ง “สร้างคน” สำหรับเศรษฐกิจยุค AI
โลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก งานจำนวนมหาศาลกำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี แต่ในอีกด้าน งานใหม่จำนวนมากก็เกิดขึ้นเช่นกัน
คำถามสำคัญคือ....
ไทยจะสร้างคนให้พร้อมกับโลกใหม่นี้ได้หรือไม่ เพราะต่อให้มีการลงทุนเข้ามาเยอะแค่ไหน
แต่ถ้าคนไทยไม่มีทักษะรองรับ สุดท้าย ประโยชน์ก็จะไหลออกนอกประเทศอยู่ดี
รวมถึงแนวคิดเรื่อง New Growth Engine (เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่)
ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ของอนาคตไทย!
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาเครื่องยนต์เดิมๆ ซ้ำๆ ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก และการผลิตแบบใช้แรงงานเข้มข้น
แต่โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว
ไทยจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่ ทั้ง Wellness Tourism เกษตรสมัยใหม่ AI ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์
ไปจนถึงการเป็น Financial Hub ของภูมิภาค
ซึ่งถ้าทำสำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่แค่การเพิ่ม GDP แต่จะเปลี่ยน “โครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ไปเลย
และสิ่งที่มองว่าสำคัญที่สุด คือ....
เรื่อง “การปลดล็อกกฎระเบียบ”!
เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไทยวันนี้ ไม่ใช่ไม่มีเงินลงทุน ไม่ใช่ไม่มีนักลงทุน แต่คือ “ระบบราชการที่ช้า” และกติกาที่ไม่ทันโลก
หลายโครงการ “ใช้เวลาขออนุญาตเป็นสิบปี”
ขณะที่ “ประเทศคู่แข่ง” ใช้เวลาเพียง “ไม่กี่เดือน” นักลงทุนระดับโลกไม่สามารถรอได้ขนาดนั้น
โลกยุคใหม่แข่งขันกันที่ “ความเร็ว” ประเทศไหนตัดสินใจเร็ว อนุมัติเร็ว และปรับตัวเร็ว ประเทศนั้นได้เปรียบ
ครับ....
นายกฯ เป็นผู้นำเข้าตามพุทธภาษิตเปี๊ยบที่ว่า “สุสสู สัง ละภะ เต ปัญญัง=ผู้ตั้งใจฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา"
ท่านตั้งใจรับฟังจริงๆ ฟัง-จดจำ มุ่งมั่นนำสู่การปฏิบัติจริง พฤหัสบดีที่ ๒๑ พ.ค.นี้
นายกฯ เชิญผู้ว่าฯ ทั้ง ๗๖ จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด และหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
เข้าร่วมประชุม “เชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคง” เน้น ๓ ภารกิจสำคัญ
-การเสริมความมั่นคงชายแดนและปราบยาเสพติด
-การยกระดับป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว
-การเชื่อมโยงฐานข้อมูลดิจิทัลภาครัฐและระบบกล้องวงจรปิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
ในส่วน Workshop ....
จะมีการหารือเชิงลึกทั้งเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ ผู้มีอิทธิพล ธุรกิจนอมินี อาวุธปืน หนี้นอกระบบ
และการสร้างระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้รวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น
พร้อมทั้งผลักดันการเชื่อมข้อมูลภาครัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
เพื่อให้การทำงานของฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นเอกภาพ
“ผู้ว่าราชการจังหวัด”......
จะต้องเป็น “แกนกลาง” ในการขับเคลื่อนระดับพื้นที่
“ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด”
จะทำหน้าที่ด้านการ “บังคับใช้กฎหมาย” ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
แสดงว่า “นายกฯ เอาจริงเอาจัง” ในเรื่อง New Growth Engine ที่ต้องขับเคลื่อนผ่านนโยบาย New S-Curve และ BCG Economy
งานนี้ นายกฯ คนเดียว งานคงไม่งอก
“นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.การคลัง มีหน้าที่นำสิ่งที่รับฟังภาคเอกชน ไปผลักดันให้เกิดประสิทธิผล
ท่านบอกแบบขมีขมันว่า
จะนำข้อเสนอทั้งหมดไปจัดทำเป็น Action Plan และฟื้นกลไก “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน” หรือ “กรอ.” ตามคำสั่งนายกฯ
ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง!
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
พร้อมติดตาม “ผลร่วมกัน” ระหว่าง “ภาครัฐและเอกชน” อย่างใกล้ชิด
ท่านเอกนิติย้ำด้วยว่า...
นี่ไม่ใช่แค่การ “รับฟังเอกชน” แบบพิธีกรรมทางการเมือง
แต่กำลังพยายามเปลี่ยน “วิธีคิด” ของการบริหารเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ!
เนี่ย....
ผมดูความเอาจริง-เอาจังในเรื่องนี้จากนายกฯ และรัฐมนตรีคลังผู้ควบคุมหัวรถจักรเศรษฐกิจแล้ว
มองเห็นความสว่างใสของประเทศในอีก ๓-๕ ปีข้างหน้าแบบค่อนข้างมั่นใจ
มั่นใจเพราะ “ภาครัฐ-ภาคเอกชน” ชักลากประเทศไปบนแผนงานที่ตกผลึกร่วมกัน
ต่อไปนี้ ทำเนียบฯ จะไม่ใช่ที่ทำงานของนายกฯ คนเดียว
แต่จะมีพ่อค้า-นักธุรกิจมาร่วมโต๊ะจิบกาแฟ สนทนาปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การผลิต การตลาด ในทางสรรค์สร้างร่วมกัน
โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ เสถียรภาพ-มั่นคง-ก้าวหน้า-อยู่ดี-กินดีของ “ชาติ-ประชาชน” โดยมีคอร์รัปชันน้อยที่สุด!
งานนี้ รัฐบาลอย่าแคร์ “เสียงด่า” ของคน-ของหมาตัวไหน
แต่จงแคร์ความ “สัตย์ซื่อ-สุจริต” ในจิตตัวเองให้มากเข้าไว้!.
-เปลว สีเงิน
๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ‘ดร.ดุลยภาค’ ฟันธง เขมร..รบรอบ 3 เฮือกสุดท้ายฮุนเซน..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569
‘เดิมพัน’ นายกฯ
อืมมมม... ก็ดีแล้ว ที่เขมร โดย “พลจัตวา นิด นารง” รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ ๔ ในฐานะประธานกองเลขาฯ RBC ฝ่ายเขมร
‘ทุกขลาภของนายกฯ’
“นายกฯ อนุทิน” ถือว่า “โชคไม่ดี” เข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลตอน “ส้วมล้น” พอดี ล้นเพราะ.... ถ่ายสะสมกันไว้เนิ่นนานปี ถ่ายแล้วต่างสะบัดก้นหนี ทิ้งทับถม ไม่รู้สมัยไหน-ต่อสมัยไหน โดยไม่มีใครคิดชำระสะสาง
‘ยิว’ ที่ลึกกว่าแค่ ‘อยู่’
ก็ดีครับ..... ที่นายกฯ อนุทิน “ให้ความสำคัญ” กับเรื่อง “คนต่างชาติ” โดยเฉพาะ “ยิว-อิสราเอล” ที่เข้ามาถือครองที่ดิน “เกาะสมุย-เกาะพะงัน” และอีกหลายพื้นที่ในไทยเป็น “อาณาจักรยิว”
เดิมพัน ‘นายกฯ สมัย ๓’
“อีสานใต้” กับ “๓ จว.ใต้” เป็นปัญหา “กวนใจ” ไม่ต่างกัน“อีสานใต้”....... “ไอ้เขมรถ่อย” มันเข้ามาตอดเล็ด-ตอดน้อย คอยจับชาวบ้านที่หาของป่าไปขัง หวังเล่น “เกมต่อรอง” กับฝ่ายไทย
“พลทหารถึงนายพล”
“เขมร” ตอนนี้ เหมือน “หมาจนตรอก”! ซักวัน..ไม่ช้าก็เร็ว คงได้ “ทดลองของใหม่” ที่จีนให้มากับทหารไทยจนได้

