
พรรคประชาธิปัตย์ตามข้อมูลในวิกิพีเดีย กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า “พรรคประชาธิปัตย์ (ย่อ: ปชป.) เป็นพรรคการเมืองไทยที่เก่าแก่ที่สุด ก่อตั้งขึ้นในฐานะพรรคฝ่ายกษัตริย์นิยม และปัจจุบันเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม” โดยมีเชิงอรรถอ้างอิง 4 รายการ
ผู้เขียนได้กล่าวถึง "Demise of the Democrat Party in Thailand" (มรณกรรมของพรรคประชาธิปัตย์) ของ Joshua Kurlantzick (โจชัว เคอร์แลนต์ซิค) ไปแล้ว และได้กล่าวถึงส่วนหนึ่งของรายการที่สองคือ “Democrat Party (DP) / Phak Prachathipat". GlobalSecurity.org. (เมษายน พ.ศ. 2555)(https://www.globalsecurity.org/military/world/thailand/political-party-dp.htm) GlobalSecurity
ในตอนนี้จะกล่าวถึงความเห็นของ GlobalSecurity ที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
“ในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ 2548 พรรคไทยรักไทยของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรถึง 377 ที่นั่งในทั้งหมด 500 ที่นั่ง และจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องเป็นรัฐบาลผสม ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ท่ามกลางการชุมนุมเบนท้องถนนของมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาลและเรียกร้องให้ทักษิณลาออก ทักษิณได้ยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน พรรคการเมืองหลักสามพรรคที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งมีพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย ไม่ลงแข่งขันในการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควรด้วยเหตุผลที่ว่าพรรคที่เป็นรัฐบาลนั้นจะทุจริตในการเลือกตั้ง
ในการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน และการเลือกตั้งซ่อมที่ตามมาก็ไม่สามารถทำให้มีจำนวน ส.ส. พอที่จะเปิดประชุมสภาได้ เพราะกฎหมายเลือกตั้งกำหนดว่า ในเขตเลือกตั้งหนึ่งๆ ถ้ามีผู้สมัครคนเดียวได้คะแนนเสียงไม่ถึงร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ มีผู้สมัครของพรรคไทยรักไทยที่เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวใน 13 เขตเลือกตั้งได้คะแนนไม่ถึงร้อยละยี่สิบ ทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาฯลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้
ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายนเป็นการเลือกตั้งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ต่อมาในการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงมากที่สุด ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคอื่นๆ แต่ไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งสภาฯ พรรคพลังประชาชนจึงจัดตั้งรัฐบาลผสม โดยมี สมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย และมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน และในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พรรคพลังประชาชนได้รับการลงคะแนนในสภาฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 แทนสมัคร สุนทรเวชที่ต้องพ้นจากตำแหน่งจากคำตัดสินของศาลที่วินิจฉัยว่าเขากระทำผิดรัฐธรรมนูญโดยจัดรายการโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ต่อมา ในการประชุมสภาฯสมัยวิสามัญวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับลงคะแนนในสภาฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ด้วยคะแนนเสียงรับรอง 253 และคะแนนไม่รับรอง 198 การเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคร่วมรัฐบาลชุดก่อนสามพรรค อันได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในข้อหาทุจริตการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยทันที และตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 พรรคประชาธิปัตย์อันเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศได้จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น โดยมีผู้นำคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
วันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552 กลุ่มแนวรวมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการได้ขับเคลื่อนประชาชนจำนวนนับแสนออกมาชุมนุม โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 3 ข้อ คือ หนึ่ง ให้ประธานองคมนตรีและองคมนตรีบางคนลาออก สอง ให้นายกรัฐมนตรีลาออก สาม ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีการปฏิรูปการเมือง ในการหาเสียงเลือกตั้งหลักของพรรคประชาธิปัตย์ในปี พ.ศ. 2554 มีดังนี้คือ ประกันราคาข้าว, ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มร้อยละ 25, ปราบปรามยาเสพติด ออกเอกสารสิทธิชุมชมให้แก่ 250,000 ครัวเรือน หลักประกันกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนสองแสนห้าหมื่นคน และพรรคประชาธิปัตย์จะยังคงรักษาโครงการสวัสดิการสังคมเจ็ดโครงการ รวมทั้งไม่เก็บค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 90 ยูนิตลงไป และมีกองทุนสนับสนุนน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม อีกทั้งยังจะขยายโครงการการศึกษาฟรี 15 ปีครอบคลุมถึงระดับมหาวิทยาลัย และยังมีโครงการใหม่เจ็ดโครงการ รวมถึง การพัฒนาร่วมกันระหว่างจีน-ไทยในเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อจีน ไทยและมาเลเซีย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 การแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยจะเป็นไปอย่างเข้มข้น นั่นคือ เป็นการแข่งขันระหว่างสองพรรคใหญ่ และผลการเลือกตั้งน่าจะสูสีกัน โดยตัดสินกันที่นโยบายพรรค
อย่างไรก็ตาม นโยบายของทั้งสองพรรคดูเหมือนจะลอกกันและกัน ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายลอก นับตั้งแต่โครงการรถไฟความเร็วสูงไปจนถึงการเพิ่มเงินเดือนลูกจ้างรัฐและเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ แต่นโยบายที่แตกต่างอย่างยิ่งคือ พรรคเพื่อไทยเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักการเมืองทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาอย่างไม่ถูกต้องว่ากระทำผิด และหนึ่งในนักการเมืองนั้นก็คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรที่ลี้ภัยไปตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 พรรคประชาธิปัตย์ต่อต้านการพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยให้เหตุผลว่า การนิรโทษจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น และอาจนำประเทศไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงอีกครั้ง
ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้ ส.ส. ข้างมากในสภาและประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น จากการรายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคเพื่อไทยมาเป็นที่หนึ่งในการเลือกตั้ง ด้วย ส.ส. 265 ส่วนประชาธิปัตย์มาเป็นที่สอง ได้ ส.ส. 159 ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแสดงความรับผิดชอบที่นำพรรคได้ ส.ส. น้อยกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาโดยการลาออก เพราะก่อนหน้านั้น พรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 165
อภิสิทธิ์กล่าวว่า เขาอยากจะเห็นรัฐบาลใหม่เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยไม่ทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของชาติ เขายืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน และชี้ว่า ผลการเลือกตั้งทั่วไปพิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปไตยไทยกำลังเดินหน้าไปได้ และเตือนรัฐบาลใหม่ว่า ไม่ควรนำคดีการทุจริตคอร์รัปชั่นของอดีตนายกฯทักษิณมาพิจารณาใหม่ และการปรองดองจะต้องไม่นำไปรวมกับประเด็นเรื่องนิรโทษกรรม อภิสิทธิ์เชื่อว่า การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่พาประเทศไปสู่ความปกติ และตัวเขาเคารพการตัดสินใจของประชาชน”
สรุปคือ ข้อเขียนของโจชัว เคอร์แลนต์ซิคได้กล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยม ส่วนข้อเขียน “Democrat Party (DP) / Phak Prachathipat" ของ GlobalSecurity กล่าวว่า ในช่วงก่อตั้งพรรคประชาธิปไตยเป็นพรรค monarchist และต่อมามีจุดยืนในแบบเสรีนิยม
คนประชาธิปัตย์ควรมีเวลาใส่ใจภาพสะท้อนของพรรคจากสายตาของนักวิเคราะห์ต่างประเทศทั้งสองนี้ เพื่อการมี “อนาคต” ของพรรค
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อภิสิทธิ์' ผิดหวังรัฐบาลโอนงบแค่หมื่นล้านจากเป้าแสนล้าน ไม่ช่วยแก้วิกฤต ซัดใช้เงินกู้หวังผลทางการเมือง
"อภิสิทธิ์" ร่ายยาว พ.ร.บ.โอนงบ แม้สนับสนุนแต่ผิดหวังอย่างยิ่ง ซัดรัฐบาลไม่พร้อมบริหาร สงสัยโอนงบหวังผลการเมืองในอนาคตหรือไม่ ชี้จากเงินแสนล้านสุดท้ายเหลือหมื่นล้าน บอกห่วง “เอกนิติ” ที่การเมืองส่งของไปอยู่บนบ่าหลายอย่าง แต่ห่วงประเทศมากกว่า
'กรณ์' จวกออก พ.ร.บ.โอนงบเหมือนเด็กมาเล่นขายของ!
'กรณ์' ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ. โอนงบเหมือนเด็กมาเล่นขายของมากกว่าบริหารการคลัง ชี้เหมือนเป็ดง่อยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ทำเพราะแก้เขิน-แก้ต่าง ว่ารัฐใช้ทุกเครื่องมือแก้ปัญหาประเทศ
'ชวน' ลุยช่วย 'อนุชา' หาเสียงโค้งสุดท้ายมั่นใจเป็นคนดี ชวนปชช.เลือก 'ผู้ว่ากทม.- ส.ก.' ปชป.
'ชวน' ลงช่วย 'อนุชา เบอร์ 5' หาเสียงโค้งสุดท้ายที่วังทองหลาง ย้ำการเมืองไทย 94 ปี เปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังมีปัญหาทุจริต มั่นใจ 'อนุชา' เป็นคนดี มีความสุจริต ชวนประชาชนออกมาเลือก 'ผู้ว่า กทม. - ส.ก.' ปชป. 28 มิ.ย.นี้
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 12) จาก “แสงเงินแสงทอง” ถึง “วันใหม่ของชาติ” : การตีความและการใช้หลักฐานในงานศึกษาว่าด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงบทความ “รัฐประหาร 2490” ในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าที่เรียบเรียงโดย ณัฐพล ใจจริง ที่มีข้อความตอนหนี่งว่า “การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี
'อนุชา' ลุยหาเสียง 'ลาดกระบัง-คลองสามวา' จี้เช็กโครงสร้างตึกเก่าทั่วกรุง
'อนุชา' ควง 'อภิสิทธิ์' ลุยหาเสียงหนัก บุก 'ลาดกระบัง-คลองสามวา' ชูนโยบายรถฟีดเดอร์ ขยายศูนย์ฝึกอาชีพ จี้ตรวจโครงสร้างอาคารเก่าชั้นในกรุง
ทีมโฆษก ปชป. อ้อนคนสำเพ็ง-ทรงวาด เลือก 'พินิจ' รักษาแชมป์ สก. สมัย 6
'พงศกร' นำทีมโฆษก ปชป. ลงพื้นที่ย่านสำเพ็ง-ทรงวาด ขอเสียงประชาชนหนุน 'พินิจ' รักษาแชมป์ สก. สัมพันธวงศ์ พร้อมเลือก 'อนุชา' เข้าศาลาเสาชิงช้า

