
การขับเคลื่อนการจัดการพลังงานในระดับชุมชนของกระทรวงพลังงาน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 โดยเริ่มจากการให้ความสำคัญกับ “ต้นทาง” ของกระบวนการผลิต ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าในพื้นที่ การดำเนินงานนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการใช้พลังงานฟอสซิล เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจฐานรากและการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยการมอบตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เพื่อรับรองว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เพียงมีคุณภาพตามมาตรฐาน แต่ยังมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน โดย กลุ่มวิสาหกิจที่จะได้รับตราสัญลักษณ์รับรอง จะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณา 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในประเทศ เช่น อย. OTOP หรือ GMP 2) มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับสินค้าแต่ละชนิด 3) มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในช่วงที่กำหนด และ 4) มีการนำของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันมีกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 706 กลุ่มทั่วประเทศ และมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินและได้รับตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการอบแห้งและโซลาร์เซลล์มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดของเสียและลดระยะเวลาในการผลิต ซึ่งหากกระบวนการผลิตผ่านเกณฑ์ที่กำหนดก็จะได้รับการติดตราสัญลักษณ์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ซึ่งครอบคลุม 14 หมวด ได้แก่ กล้วยตาก ข้าวแตน ข้าวฮาง กะปิ กล้วยกรอบ ข้าวเกรียบ ผ้าไหมทอมือ กาแฟ ผลไม้กวน กระยาสารท สุรากลั่นชุมชน แคบหมู ผ้ามัดย้อม และผลไม้หยี

กินพี่...แล้วหมีหนาว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชุมชนจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ แต่ความท้าทายสำคัญคือ “การขยายช่องทางจำหน่าย” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อต่อยอดต่อลมหายใจของผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ให้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยล่าสุดกระทรวงพลังงานได้เดินหน้าสนับสนุนในส่วนของ “ปลายทาง” ด้วยการจับมือกับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (มาตรา 7) ได้แก่ PTTOR, PTG, บางจาก, เชลล์ และคาลเท็กซ์ เปิดพื้นที่ในร้านค้าและร้านกาแฟภายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญ “กินพี่...แล้วหมีหนาว” เพราะกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้มีเครือข่ายร้านค้ากระจายทั่วประเทศ สามารถนำสินค้าชุมชนไปวางจำหน่ายในมินิมาร์ทของแบรนด์เหล่านี้ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเข้าถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้น และส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น
อีกทั้งยังสามารถสื่อสารได้อย่างสร้างสรรค์ว่า ทุกการอุดหนุน “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” นอกจากจะได้สนับสนุนสินค้าฝีมือคนไทยแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน อุณหภูมิเย็นลงจน ‘หมีขั้วโลกหนาวขึ้น’

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน ภายใต้แบรนด์ “หมีหนาว” มีจำนวนมากถึง 140 รายการ โดยในช่วงนำร่องมีสินค้าชุมชนกว่า 20 รายการเข้าวางจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าในสถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ร้านไทยเด็ดและร้าน Jiffy ในเครือ PTTOR 176 สาขา, ร้าน PT Maxmart และกาแฟพันธุ์ไทยในเครือ PTG กว่า 100 สาขา, ร้าน Shell Café 5 สาขาในกรุงเทพฯ รวมถึงสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ (จ.อุดรธานี) และร้านอินทนิล (เครือบางจาก)
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงานและโฆษกกระทรวงพลังงาน ระบุว่า หนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงคือ การนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าไปช่วยยกระดับกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานฟอสซิล โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
“โครงการนี้มุ่งส่งเสริมสินค้าชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ค้าน้ำมันแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero อีกด้วย

นายวีรพัฒน์ กล่าวอีกว่า หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ผู้ผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์แบรนด์ “ควีน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ขนาด 100 กรัม ปล่อยก๊าซ CO₂ เพียง 0.119 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่า เป็นสินค้ารักษ์โลกที่ถูกคัดเลือกเพื่อจำหน่ายในร้าน PT MaxMart ในสถานีบริการน้ำมัน PT กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ และร้านไทยเด็ด ของ PTTOR ปัจจุบันสร้างรายได้เฉลี่ย 2.5 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ยังมี “ลำไยอบแห้ง” จากวิสาหกิจชุมชนลำไยแปลงใหญ่ หมู่ 7 อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งปรับเปลี่ยนมาใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์เช่นกัน (ผลิตภัณฑ์ 1 ห่อ ขนาด 50 กรัม ปล่อยก๊าซ CO₂ เพียง 0.035 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่า) และได้ขยายช่องทางจำหน่ายในร้านกาแฟพันธุ์ไทยของสถานีบริการน้ำมัน PT ทั่วประเทศ มียอดจำหน่ายในปี 2568 รวม 1,052,880 บาท ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อได้รับการยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และมีตลาดรองรับที่ชัดเจน สินค้าชุมชนสามารถขยายตลาดและมีรายได้เพิ่ม และสามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ
ขณะที่ นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2569 กระทรวงพลังงานพร้อมเดินหน้าส่งเสริม “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” ทั่วประเทศให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้นในฐานะสินค้ารักษ์โลก โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันและพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น
จากต้นทางการผลิตในชุมชนท้องถิ่น สู่ช่องทางจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ “กินพี่...แล้วหมีหนาว” จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่เชื่อมพลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจฐานรากเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงตลาดกับผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กับภารกิจพลิกเกมศุลกากรไทย มุ่งสร้างสมดุลเศรษฐกิจควบคู่คุ้มครองสังคมภายใต้บริบทการค้าโลกเปลี่ยน
กรมศุลกากร เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงการคลัง ที่มีบทบาททั้งด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารจัดการการค้าระหว่างประเทศของไทย ภายใต้ภารกิจการจัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้า
ติดปีกSMEไทยส่องเบื้องหลังTropicana OilกับSME D Bankพาร์ตเนอร์ที่ช่วยสร้างความสำเร็จ!
หากพูดถึง “มะพร้าว” หลายคนอาจนึกถึงผลไม้พื้นถิ่นที่หาซื้อได้ทั่วไปในราคาหลักสิบ และหากยิ่งย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ราคามะพร้าวอาจจะถูกจนน่าตกใจ
‘อรรถพล’สั่งตรึงดีเซล29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน
‘รมว.อรรถพล’ ประกาศใช้กลไกกองทุนตรึงราคาน้ำมัน พยุงราคาดีเซลคงที่ 29.94 บาท เป็นเวลา 15 วัน พร้อมเร่งหามาตรการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเพื่อพยุงค่าครองชีพประชาชน รับมือวิกฤติตะวันออกกลาง

