'หมอนิธิพัฒน์' แนะเตรียมพร้อมหลังยุคโควิด

'หมอนิธิพัฒน์' ชงให้เตรียมพร้อมหลังยุคโควิด พร้อมแนะชัชชาติออกเทศบัญญัติเรื่องใส่หน้ากากไม่ต้องรอ สธ.ที่มัวยุ่งกับเรื่องกัญชา

15 ก.ย.2565 - รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุร ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า สถิติโควิดวันนี้ยังเปิดเข้าไปดูไม่ได้ เชื่อว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงชัดเจน

หลายคนบ่นว่า ไม่เห็นมีอะไรดีเมื่ออายุมากขึ้น แต่คิดผิดหรือพูดผิดเปลี่ยนใจใหม่ได้ เดือนก่อนได้เข้าชมอุทยานแห่งชาติป่าละอูโดยได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมเพราะอายุเกิน 60 ปี สองวันก่อนเจอแพทย์รุ่นพี่ที่ถึงวัยเกษียณก่อน บอกว่าช่วงหลังนี้บ่นอะไรน้อยลงเพราะปล่อยวางเรื่องต่างๆ ได้มากขึ้น

เมื่อวานมีธุระต้องใช้บริการบีทีเอสเพื่อไปสังสรรค์กับเพื่อน ลองแวะไปทำบัตรโดยสารผู้สูงอายุ น้องเจ้าหน้าที่มองหน้าแบบงงๆ คล้ายจะหลอกให้พี่ (ลุง) ดีใจ พอยื่นหลักฐานบัตรประชาชนเขาจึงยอมจำนน และให้บริการแบบรวดเร็วและฉับไวได้มาตรฐาน เสียดายไม่มีระบบการให้คะแนนประเมิน ก่อนจากกันเขาแนะนำว่าบัตรนี้มีอายุการใช้งาน 7 ปี จึงหันไปยิ้มแล้วตอบไปว่า ไม่รู้พี่ (ลุง) กับบัตรใครจะไปก่อนกันในเจ็ดปีข้างหน้านี้ หมายถึงบัตรหายไม่ใช่คนหาย

จากนั้นด้วยความเห่อเพราะขึ้นต้นทางสถานีบางหว้า ไม่มีคนร่วมตู้โดยสารให้อายเขา จึงชักรูปการใช้บัตรครั้งแรกเป็นที่ระลึก ระหว่างทางมีประกาศขอความร่วมมือทำตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขให้ใส่หน้ากาก คนไทยทุกคนให้ความร่วมมือ แถมคนต่างชาติในเที่ยวนี้ก็ร่วมมือกันดี มีบ้างทั้งไทยและเทศที่ใส่หน้ากากไม่กระชับใบหน้าดีนัก

แต่มีแพทย์รุ่นพี่เคยปรารภ (เห็นไหมไม่ใช่บ่นเพราะสูงวัยแล้ว) ว่าเจอคนต่างชาติมาเป็นกลุ่มไม่ใส่หน้ากากบนบีทีเอสแถมพูดคุยหัวเราะกันเสียงดัง จนเจ้าตัวต้องเปลี่ยนตู้โดยสาร เมื่อถึงจุดหมายจึงได้ร้องเรียนกับบริษัทผู้เดินรถ ได้รับการตอบกลับว่าทำตามที่ทางการแนะนำแล้ว

มีหมอปอดกลับจากไปประชุมทางการแพทย์ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ในที่ประชุมมีสัญลักษณ์ขอความร่วมมือให้ใส่หน้ากาก แต่หมอปอดหัวแดงหรือหัวดำเกือบทั้งหมดไม่มีใครทำตาม ยกเว้นหมอปอดที่ไปจากประเทศไทย น่าชื่นชมมาก แต่พอขึ้นรถไฟใต้ดินที่นั่น มีป้ายและเสียงประกาศบังคับให้ใส่หน้ากากพร้อมแจ้งบทลงโทษ และมีตำรวจคอยตรวจเอาจริงในตู้โดยสาร พอเจอคนไม่ใส่ก็จะเตือน พวกที่มีพกมาก็ควักมาใส่ พวกไม่มีมาก็ต้องลงจากรถหากไม่อยากถูกปรับ

บ้านเราฝากท่านผู้ว่าฯ กทม.ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด มีอำนาจเด็ดขาดที่จะออกเป็นเทศบัญญัติหรือข้อบังคับเหมือนตัวอย่างข้างต้นได้ ไม่ต้องไปรอกระทรวงหมอที่ระยะนี้มัวแต่ไปสนใจเรื่องกัญชา แถมเรื่องนี้จัดการง่ายกว่าเรื่องน้ำท่วมที่เป็นปัญหาโลกแตกซึ่งควรต้องยอมรับข้อจำกัดในสภาพปัจจุบัน
เคยกล่าวถึงการศึกษาที่พบว่า ทางฝั่งประชาชนท่ามกลางวิกฤตการณ์โควิดที่ผ่านมา มีความไว้เนื้อเชื่อใจและร่วมมือระหว่างปัจเจกบุคคลและกลุ่มคนกันมากขึ้นในช่วงยอดพีค และลดน้อยลงในช่วงยอดซา แล้วสำหรับทีมเวิร์คของบุคลากรทางการแพทย์ ที่รับงานหนักไม่ว่าจะยอดพีคหรือยอดซา โดยเฉพาะกลุ่มคนด่านหน้าที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ป่วยโควิดโดยตรง

ทีมนักวิจัยจากอเมริกา ได้ทำการสำรวจในบุคลากรทางการแพทย์จำนวนราว 50,000 คน จากระบบสุขภาพใหญ่ๆ 3 แห่ง ในช่วงก่อนและหลังการระบาดของโควิดระลอกแรก ครอบคลุม 9 ด้านของวัฒนธรรมองค์กร คือ บรรยากาศทีมเวิร์ค ความปลอดภัยในงาน การมีส่วนร่วมผลักดันงาน การเตรียมความพร้อม การอ่อนล้าด้านจิตใจ บรรยากาศด้านจิตใจโดยรวม การดิ้นรน การฟื้นตัว และ สมดุลชีวิตการงานกับชีวิตส่วนตัว มีผู้เข้าร่วมงานวิจัยทั้งก่อนและหลังโควิดราว 75% ของเป้าหมาย ในภาพรวมพบว่าบรรยากาศทีมเวิร์คลดลงเล็กน้อย จากเดิมที่อยู่ในระดับดี 45.6% เป็น 43.7% แต่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยลดลงในทั้ง 9 ด้าน มีในบางหน่วยงานย่อยที่พอจะรักษาบรรยากาศทีมเวิร์คไม่ให้แย่ลงได้ ด้วยการเปิดกว้างให้แสดงความเห็น พยายามแก้ไขข้อขัดแย้ง และประสานการร่วมมือกันระหว่างสาขาวิชาชีพ https://journals.lww.com/.../Teamwork_Before_and_During...

ในบ้านเราดัวยวัฒนธรรมการทำงานแบบตะวันออก มีความยึดมั่นในองค์กร ให้เกียรติผู้อาวุโส รักกันฉันพี่น้อง และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ส่วนตัวที่พบมาในช่วงแรกที่เราไม่รู้จักศัตรูโควิดว่าร้ายแรงเพียงใด บรรยากาศทีมเวิร์คของเราก็ไม่ต่างจากของเขา แต่พอเราตั้งหลักได้ มองเห็นความสำคัญของภาระหน้าที่ และตระหนักในศักดิ์ศรีวิชาชีพต่อการเป็นที่พึ่งของประชาชนในวิกฤตสุขภาพ เราค่อยๆ ตีโต้สร้างบรรยากาศทีมเวิร์คดีขึ้นเรื่อยๆ จนบางหน่วยงานอาจดีกว่าก่อนโควิดเสียด้วยซ้ำ แถมยังมีการเชื่อมโยงความร่วมมือข้ามหน่วยงาน ข้ามสายงาน ข้ามไปวิชาชีพอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ แถมข้ามไปมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนเสียด้วยซ้ำ แล้วจึงค่อยๆ ลดลงตามสถานการณ์โควิดที่ลดความรุนแรงลงจนมาถึงปัจจุบัน ไม่เชื่อพิสูจน์ได้จากทีมเวิร์คของเราในการกิน ดังรูป

เชื่อว่าบุคลากรทางการแพทย์ส่วนใหญ่อยากให้ถึงเวลาพักกันแล้ว แต่อยากให้บรรยากาศดีๆ ในการทำงานร่วมกันคงอยู่ต่อไป ส่วนประชาชนก็ช่วยเราได้ด้วยการร่วมมือควบคุมให้โรคติดต่อนี้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ไม่ลุกลามเร็วและมากเกินไป จนกว่าเขาจะหมดแรงไปเองหรือจนกว่าเราจะมีวัคซีนในอุดมคติ #เตรียมพร้อมยุคหลังโควิด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“อนุทิน” มอบนโยบาย อสม. เร่งฉีดวัคซีน – ดูแลชุมชนป้องกันยาเสพติด ฮือฮา “รังสรรค์-สามารถ เพื่อไทย” โผล่ร่วมงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรม มอบนโยบายด้านการสาธารณสุข ให้ อสม.

'หมอนิธิพัฒน์' ติงการรณรงค์ฉีดวัคซีนหายซ้ำร้ายหาที่ฉีดยาก!

'หมอนิธิพัฒน์' เผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดพุ่งพรวด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คาดตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ชี้การรณรงค์ฉีดเงียบเหงา ซ้ำร้ายการอำนวยความสะดวกหดหาย

ขาขึ้น! ไทยติดโควิดรายสัปดาห์ 3,957 คน ดับ 69 คน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด 19 รายสัปดาห์ ว่า ระหว่างวันที่ 13 - 19 พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยรายใหม่ รักษาตัวในโรงพยาบาล จำนวน 3,957 คน (เฉลี่ยวันละ 565 คน)

'หมอธีระ' เปิดผลวิจัยจีน ชี้ชัดติดโควิดเสี่ยงเบาหวาน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 203,628 คน ตายเพิ่ม 373 คน รวมแล้วติดไป 643,034,979 คน เสียชีวิตรวม 6,625,861 คน