เผยผลศึกษา 'วัคซีนแอสตร้าฯ' ใช้เป็นเข็มกระตุ้น เพิ่มภูมิคุ้มกัน 'โอมิครอน' ได้

งานศึกษามหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดชี้วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ใช้เป็นเข็มกระตุ้น เพิ่มภูมิคุ้มกันป้องกันสายพันธุ์โอมิครอนได้ ตอกย้ำรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขตัดสินใจถูกต้องเลือกเป็นวัคซีนหลักฉีดให้ประชาชน

23 ธ.ค.2564 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้รับรายงานว่า วันนี้(23 ธ.ค. 64) บริษัท แอสตร้าเซนเนก้าได้เผยแพร่ข้อมูลการศึกษาจากห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บ่งชี้ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 สามารถเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 สายพันธุ์โฮมิครอนได้

ทั้งนี้ งานศึกษาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ยังระบุว่าการฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เป็นเข็มกระตุ้นนั้นได้สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ได้รับวัคซีนในระดับที่สูงกว่าผู้ที่เคยติดเชื้อและหายป่วยได้เอง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีงานศึกษาหลายชิ้นยืนยันถึงประสิทธิภาพของวัคซีนแอสต้าเซนเนก้า โดยการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 โดส ก็สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์เดลต้าซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพร่ไปทั่วโลกในช่วงก่อนหน้านี้ได้ดี

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ยินดีที่วัคซีนที่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นวัคซีนหลักของประเทศไทยตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ศึกษาและทำงานอย่างหนักเพื่อเลือกวัคซีนที่ดีที่สุดสำหรับคนไทย ซึ่งการที่ขณะนี้แอสตร้าเซนเนก้าอยู่ระหว่างการพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนนี้ รัฐบาลได้มีข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตว่า สำหรับวัคซีนที่จัดส่งให้แก่ประเทศไทยนั้น จะต้องเป็นวัคซีน Generation ใหม่ที่ผ่านการวิจัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“รัฐบาลโดยกระทรวงสาธาราณสุขยังคงเดินหน้าจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งตามแผนการจัดหาในปี 2565 ที่ 120 ล้านโดส โดยมีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนหลัก จำนวน 60 ล้านโดส ซึ่งมีข้อตกลงว่าจะเปลี่ยนเป็นวัคซีน Generation ใหม่ที่รองรับการกลายพันธุ์ของไวรัสทันทีที่งานวิจัยต่างๆเสร็จสิ้น รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ตนเอง ครอบครัวและสังคมและขอให้มั่นใจว่าวัคซีนโควิด-19 ที่รัฐบาลจัดหาเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' นำทีม 'วราวุธ–ไตรศุลี' เยือนบ้านเกิดภรรยา โชว์ขับรถสองแถวไม้แดง ขอบคุณชาวระนอง

‘อนุทิน’ ควง ‘วราวุธ – ไตรศุลี’   เยือนบ้านเกิดภรรยา ‘คุณจ๋า’  โชว์ขับรถสองแถวไม้แดงขอบคุณชาวระนอง ลงคะแนนเสียง ให้ สส.ภูมิใจไทย  พร้อมท่าพลัสแน่นอน

วาทกรรมเตะตัดขา 'หมอฮีโร่' คำถามที่พรรคส้มไม่กล้าตอบ

กรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เริ่มต้นจากเรื่องวินัยราชการ ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ และไม่ใช่เรื่องเลือกข้างทางการเมือง หากแต่เป็นการตรวจส

นายกฯ ยันไทยยังปลอดผู้ติดเชื้อนิปาห์ ยึดต้นแบบเฝ้าระวังสมัยโควิด

นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์  ขอให้ยึดโมเดลเฝ้าระวังสมัยโควิด คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ

‘กวาง-ไตรศุลี’ โพสต์อุ๊ยแรง ยันปมไม่ให้สัญชาติเบนสมิธ ทำภท.ถูกเขี่ยออก

“กวาง-ไตรศุลี” โพสต์อุ๊ยแรง สมัยเป็นเลขาฯมท.1 ยืนยันข่าว อนุทิน ปฏิเสธ สัญญาณบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่ให้สัญชาติเบนสมิธ 2 ครั้ง ทำให้โกรธ พร้อมเขี่ยภท.ออก

เลขาธิการนายกฯ แจง ครม. ไม่สั่งห้ามกิจกรรมรื่นเริง เพียงขอปรับรูปแบบให้เหมาะสม

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติให้ภาคเอกชนงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน