แพทย์สถาบันบำราศฯ เผยเตรียมยาโมลนูพิราเวียร์ ไว้ 5หมื่นเคส มีผลวิจัยลดอัตราตายได้ 89% คาดเข้าไทยปลายเดือนมี.ค.นี้ 2 ล้านเม็ด

3 มี.ค.65 บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันบำราศนราดูร แถลงข่าวแนวทางการรักษาใหม่ สำหรับโรคโควิด 19 และ การใช้ยา Molnupiravir(โมลนูพิราเวียร์) โดยล็อตแรกจะเข้าไทยภายในปลายเดือนมีนาคม 2565 จำนวน 50,000 เคส หรือประมาณ 2 ล้านเม็ด เน้นการใช้รักษาในกลุ่มผู้ป่วยโควิด13 ในกลุ่มสีเหลืองและสีแดง

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและรองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวว่า เนื่องจากโควิด19 เป็นเขื้อไวรัสที่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอด ดังนั้นแนวทางการรักษาก็จะต้องมีการปรับให้เข้ากับตัวโรคด้วย ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้มีการปรับแนวทางการรักษาและดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ใหม่เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการแบ่งกลุ่มผู้ป่วย ได้แก่ กลุ่มที่ 1 สีเขียวเข้ม คือ ผู้ป่วยไม่มีอาการหรือสบายดี เข้าสู่การรักษาแบบ Home Isolation(HI) เพราะสามารถหายเองได้ หรือขอรับยาทางเลือก เช่น ฟ้าทะลายโจร กลุ่มที่ 2 สีเขียวอ่อน ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรครุนแรง เข้าสู่การรักษาแบบ HI จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์

กลุ่มที่ 3 สีเหลือง ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรือมีโรคร่วมสำคัญ มีอาการปอดอักเสบเล็กน้อย ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยจะมีการให้ เช่น ยาฟาวิพิราเวียร์,ยาเรมเดซิเวียร์(Remdesivir)คือ ยาฉีด, ยาโมลนูพิราเวียร์(Molnupiravir) และเนอร์มาเทรลเวียร์ (Nirmatrelvir)/ ไรโทนาเวียร์ (Ritonavir) และในกลุ่มที่ 4 สีแดง ผู้ป่วยยืนยันที่มีอาการปอดอักเสบ หรือมีภาวะลดลงของออกซิเจน ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยจะมีการให้ยาเรมเดซิเวียร์ และหากมีอาการปอดอักเสบเล็กน้อยจะให้ยาโมลนูพิราเวียร์

“สำหรับยารักษาโรคโควิด19 ในปัจจุบัน แบ่งเป็น กลุ่มแอนติบอดี้สำเร็จรูป เป็นลักษณะของยาฉีด ซึ่งยากลุ่มนี้จะจับกับสไปรท์โปรตีนของไวรัสที่จะทำการบล็อคไวรัสก่อนที่จะเข้าเซลล์ เมื่อไวรัสเข้ามาในร่างกายก็จะได้รับยาในกลุ่มยาต้านไวรัส ป้องการขยายตัวของไรัส และหากไวรัสเข้าในเซลล์ก็จะต้องได้รับยาในกลุ่มยาลดอาการอักเสบ ซึ่งยาตัวใหม่ที่จะนำเข้ามาใช้การรักษาโควิดในไทย คือโมลนูพิราเวียร์ จัดอยู่ในกลุ่มยาต้านไวรัส ซึ่งมีลักษณะการออกฤทธิ์กับโครงสร้างของไวรัส ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม ไวรัสจึงไม่สามารถจำลองแบบพันธุ์กรรมและเพิ่มจำนวนได้ และยาเนอร์มาเทรลเวียร์ ที่คาดว่าจะมีการนำเข้าในไม่ช้าด้วยเช่นกัน” นพ.วีรวัฒน์ กล่าว

นพ.วีรวัฒน์ กล่าว ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาโมลนูพิราเวียร์ ว่า โมลนูพิราเวียร์ มีการใช้ในหลายประเทศ ถือเป็นยาอีกหนึ่งทางเลือกในการใช้รักษาในกลุ่มผู้ป่วยอาการสีเหลืองหรือกลุ่มอาการสีแดงในไทย ที่มีอาการปอดอักเสบ หรือเชื้อมีการลงไปที่ปอด อย่างกลุ่มที่เหมาะในการใช้ยาคือ ผู้สูงอายุในกลุ่มสีเหลืองและสีแดง ซึ่ง เอ็มเอสดี ผู้ผลิตและคิดค้นยา ได้มีผลการศึกษาวิจัยในรพ.สหรัฐอเมริการะยะที่ 3 ในคนจำนวนกว่า 1,400 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 18 ปี มีอาการหลังจากติดเชื้อโควิดไม่เกิน 5 วัน และมีโรคร่วม เช่น ผู้สูงอายุ ปอดอักเสบ โรคไต โรคเกี่ยวสมอง ปอดอักเสบ โรคตับแข็ง เป็นต้น จำนวน 700 คน โดย จะมีการให้ในคนไข้ขนาดยา 800 มิลลิกรัม หรือ 4 เม็ดเช้าเย็นในทุก 12 ชั่วโมง ซึ่ง(ยาโมลนูพิราเวียร์ 1 เม็ดมีขนาด 200 มิลลิกรัม) เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ให้ยาหลอก จำนวน 700 คน จากการติดตาม 28 วัน พบว่า กลุ่มที่ได้ยาโมลนูพิราเวียร์ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล 30% และลดอัตราการเสียชีวิตได้ 89% รวมถึงลดปริมาณไวรัสที่ปลดปล่อยออกมาได้ด้วย อีกทั้งมีผลข้างเคียงน้อยมาก แต่อาจจะมีในเรื่องของทางเดินอาหาร เช่น การคลื่นไส้เพียง 1% ที่สำคัญคือต้องหลังจากติดเชื้อต้องได้รับยาภายใน 5 วัน

อย่างไรก็ตาม แนวทางการรับยาโมลนูพิราเวียร์สำหรับผู้ป่วยโควิด19 ในไทย คือ 8 เม็ดต่อวัน ครั้งละ 4 เม็ดเช้าเย็น ต่อเนื่อง 5 วัน รวม 40 เม็ด ดังนั้นการนำเข้าในล็อตแรกนี้ อาจจะมีการเลือกผู้ป่วยโควิดที่เหมาะสมและจำเป็นในการรับยานี้จำนวน 50,000 เคส เพราะยามีจำนวนจำกัด

ดังนั้นผู้ป่วยโควิดต้องได้รับยาโมลนูพิราเวียร์ให้เร็วที่สุดภายใน 5 วันหลังจากติดเชื้อ โดย“สิ่งสำคัญคือระยะเวลาในการให้ยา ถึงแม้ว่ายาจะดีแค่ไหน ถ้าหากมีการเริ่มใช้ยาต้านไวรัสไม่เหมาะสมกับเวลาของโรคจะทำประสิทธิภาพของยาลดลง อย่างในข้อมูลการวิจัย จะพบว่าหลังจากติดเชื้อปริมาณไวรัสโควิดจะเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องเริ่มให้กลุ่มยาต้านไวรัส หรือกลุ่มยาแอนติบอดี้สำเร็จรูป” นพ.วีรวัฒน์ ย้ำ

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า ยาที่ใช้รักษาโควิด19 ไม่ได้ผลิตขึ้นมารักษาโควิดโดยเฉพาะ อย่าง ยาฟาวิพิราเวียร์ ถูกผลิตขึ้นเพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่ ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโควิด19 จึงได้มีการเพิ่มขนาดของยาเพื่อนำมาใช้รักษาอาการโควิด ซึ่งมีการใช้เพียงไม่กี่ประเทศ รวมถึงยาเรมเดซิเวียร์ ใช้รักษาโรคตับอักเสบซี และอีโบลา แต่ในการทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต่อเชื้อโควิด จึงได้มีการนำมาใช้รักษาร่วมด้วย แต่ทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวสามารถช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราการตายได้ แต่ยาต้านโควิด19 ที่ถูกพัฒนาโดยตรงขณะนี้ อย่าง ยาโมลนูพิราเวียร์ และเนอร์มาเทรลเวียร์ สามารถลดอัตราการรุนแรงของโรคและอัตราการตายได้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วาทกรรมเตะตัดขา 'หมอฮีโร่' คำถามที่พรรคส้มไม่กล้าตอบ

กรณีของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เริ่มต้นจากเรื่องวินัยราชการ ไม่ใช่เรื่องความคิดเห็น ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ และไม่ใช่เรื่องเลือกข้างทางการเมือง หากแต่เป็นการตรวจส

นายกฯ ยันไทยยังปลอดผู้ติดเชื้อนิปาห์ ยึดต้นแบบเฝ้าระวังสมัยโควิด

นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์  ขอให้ยึดโมเดลเฝ้าระวังสมัยโควิด คัดกรอง นทท.จากประเทศเสี่ยง แนะเลี่ยงสัมผัสมือ กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ สั่งสธ. แถลงหวั่นปชช.วิตก ชี้ติดต่อจากสารคัดหลั่งไม่ฟุ้งในอากาศ

ดักคอ 'ทักษิณ' อย่างัดมุกติดโควิด เบี้ยวขึ้นศาล 13 มิ.ย.

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอ้ำอึ้งเรื่องไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง