มท.4 เปิดปฏิบัติการ "พิทักษ์กุหลาบตูม" นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกทลายรังค้ามนุษย์ย่านรามคำแหง ช่วยเหยื่อแม่-ลูกและเด็กเมียนมาถูกทารุณใช้ช้อนลนไฟนาบ-บังคับขายของข้ามคืน ขีดเส้นขยายผลล่าล้างขบวนการให้เร็วที่สุด
13 ตุลาคม 2569 - นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง (DOPA S.W.A.T.) สนธิกำลังเปิดปฏิบัติการ "พิทักษ์กุหลาบตูม" จับกุมผู้ต้องหาในขบวนการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานชาวเมียนมา โดยมี นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร.ต.ต. สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และนายศักดิ์ชัย โรจนรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง พร้อมด้วยเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง เข้าจับกุมในครั้งนี้ ที่บ้านพักในซอยรามคำแหง 122 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการด้วยแนวทาง "มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS" มุ่งสู่เป้าหมาย "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล" เพื่อกวาดล้างการค้ามนุษย์และการกดขี่ข่มเหงแรงงานอย่างเด็ดขาด ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
“ปฏิบัติการพิเศษ “กุหลาบตูม” ได้เริ่มต้นมาจากการที่ กรมการปกครองได้รับการประสานข้อมูลและเบาะแสการร้องเรียนจากกลุ่มไทยไม่ทน นำโดยคุณอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ (เต้ อาชีวะ) ส่งต่อมายังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย จึงได้มีการสั่งการให้บูรณาการจัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเร่งด่วน“
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นพบผู้เสียหายจำนวน 2 ราย เป็นมารดาสัญชาติเมียนมา อายุ 28 ปี และบุตรสาวอายุ 5 ปี ซึ่งถูกผู้ต้องหาตามหมายจับหลอกลวงโดยอาศัยความคุ้นเคยส่วนตัวว่าจะพาเข้ามาทำงานเป็นแม่บ้านในประเทศไทย พร้อมสัญญาจะจ่ายค่าตอบแทน จัดทำเอกสารประจำตัวถูกต้อง และส่งเสียบุตรสาวให้ได้เรียนหนังสือ แต่เมื่อพาหลบหนีเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติจาก อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก มายังบ้านพักในกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหากลับบังคับให้ผู้เสียหายและบุตรสาววัย 5 ปี ตระเวนเร่ขายสินค้า ขนม และดอกไม้ตามสถานบันเทิงยามค่ำคืน ทั้งยังใช้ถ้อยคำรุนแรง ยึดเอกสารประจำตัว และทำร้ายร่างกายด้วยการใช้ความร้อนจากช้อนลนไฟนาบตามร่างกายอย่างทารุณ จนผู้เสียหายทนไม่ไหวหลบหนีออกมาร้องขอความช่วยเหลือ นำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อไปว่า โดยในช่วงเช้าของวันปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายในซอยรามคำแหง 122 สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้ง 2 ราย และเข้าช่วยเหลือเด็กสัญชาติเมียนมาเพิ่มเติมอีก 5 ราย อายุระหว่าง 11 ถึง 18 ปี จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักอีกหนึ่งหลังในบริเวณใกล้เคียงที่มีความเชื่อมโยงทางเครือญาติและมีลักษณะกระทำความผิดในรูปแบบเดียวกัน โดยพบเด็กสัญชาติเมียนมาเพิ่มเติมอีก 1 ราย อายุ 12 ปี ซึ่งผู้เช่าบ้านอ้างว่าได้จ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท ให้แก่มารดาของเด็กเพื่อรับตัวมาดูแลและทำงานบ้าน
ในด้านการคุ้มครองและช่วยเหลือเยาวชนทั้งหมด ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบเด็กและผู้เสียหายให้อยู่ในการดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับทีมสหวิชาชีพและกระทรวงแรงงาน เพื่อเข้ารับการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้มีความพร้อม ก่อนเข้าสู่กระบวนการสอบถามข้อเท็จจริงอย่างละเอียดตามขั้นตอนการคุ้มครองเด็กและเยาวชน (NRM) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความละเอียดอ่อนสูง สำหรับพยานหลักฐานการทำร้ายร่างกาย ปัจจุบันมีความชัดเจนในส่วนของผู้เสียหาย 2 รายแรก ขณะที่เยาวชนที่เหลืออยู่ระหว่างรอผลการตรวจร่างกายและซักถามอย่างเป็นทางการ
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินคดี พฤติการณ์ของผู้ต้องหาเข้าข่ายความผิดตามหมายจับอย่างชัดเจนใน 2 ฐานความผิด คือ ร่วมกันค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานเด็กอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งสืบสวนขยายผลในทุกมิติ ทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน รูปแบบการนำพา และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในบ้านพักจุดที่สอง นอกจากนี้ กรมการปกครองจะตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับเอกสารประจำตัวของผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งพบว่ามีทั้งผู้ถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรเลข 7) บัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) และบัตรประจำตัวประชาชน หากตรวจสอบพบว่าได้มาโดยมิชอบหรือมีการทุจริตทางทะเบียนราษฎร จะดำเนินการเพิกถอนสถานะทางทะเบียนโดยทันที ควบคู่กับการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
นายวรศิษฎ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ที่กระทำผิดอย่างโหดร้าย ทารุณ และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการบังคับใช้แรงงานเด็กและการทำร้ายร่างกายด้วยความร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยไม่อาจยอมรับได้ ตนได้สั่งการให้กรมการปกครองเร่งสืบสวนขยายผลร่วมกับ สน.บางชัน สตม. กระทรวงแรงงาน และ กระทรวง พม. เพื่อดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการทุกคนอย่างถึงที่สุด ทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ขบวนการนำพา และการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรประจำตัว หากพบว่ามีการทุจริตทางทะเบียนราษฎรเพื่อสวมสิทธิบัตรประชากรประเภทต่างๆ กรมการปกครองจะดำเนินการเพิกถอนสถานะทางทะเบียนทันที
แต่ทั้งนี้ ตนยังขอยืนยันว่าประเทศไทยยินดีต้อนรับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากผู้ใดเข้ามากระทำผิดหรือประพฤติตนอยู่เหนือกฎหมาย จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดที่สุดโดยไม่มีข้อเว้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ตร. ห้ามจราจรสวมไอ้โม่ง ร้อนจัดงดตั้งด่าน ขู่ย้าย ผกก.ใน 24 ชม. หากพบบ่อน-ค้ามนุษย์
“บิ๊กราญ” สั่งตำรวจจราจรเลิกสวมหมวกไอ้โม่งปิดหน้า หากกลัวมลพิษให้ใช้หน้ากากอนามัยสีขาวแทน อากาศร้อนจัดงดตั้งด่าน เน้นตักเ
ปปง. ลุย 3 คดีใหญ่ ยึดเพิ่มแก๊งโกงสอบ ชงศาลริบ 118 ล้าน 'เฉิน จื้อ' คืนเงินเหยื่อ Forex
ปปง. ฟันไม่เลี้ยง 3 คดีใหญ่ ชงศาลริบทรัพย์เครือข่าย 'เฉิน จื้อ' 118 ล้านตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมเดินหน้าคืนเงินเหยื่อ Forex-3D กว่า 581 ล้าน พร้อมลุยอายัดเพิ่มแก๊ง ขรก. ทุจริตสอบท้องถิ่น
'นฤชา' แจงบทบาท 'นายอำเภอ' ต้องบัญชาการภาพรวมแก้ภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ลงพื้นที่แจกของ
อธิบดีกรมการปกครอง แจงบทบาท “นายอำเภอ” แก้ไขปัญหาสาธารณภัย ไม่ใช่เพียงลงพื้นที่แจกของ แต่ต้องบัญชาการภาพรวม ให้ประชาชนปลอดภัย
'พลพีร์' เคลียร์ปมร้อน! ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง เชื่อรายงานผู้ว่าฯมากกว่าโซเชียล
"พลพีร์" แจงเป็นคนรายงานนายกฯ เองปมย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง ระบุ "อดีตผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ-ผู้นำท้องถิ่น" รายงานตรงกัน ไม่น่าเป็นเรื่องเท็จ ชี้ เหรียญมีสองด้าน ทำโซเชียลดี แต่หน้างานปฏิบัติไม่เหมือนโซเชียล ยันหากตรวจสอบแล้วไม่ผิด พร้อมคืนตำแหน่ง ลั่นไม่มีการเมืองเกี่ยว
'นิพิฏฐ์' สะกิดนายกฯ ย้ายนายอำเภอไม่ถูกระเบียบ เสี่ยงโดน ม.157 แนะถามรองนายกฯ ปกรณ์
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ด้วยความปรารถนาดี ผมปรารถนาดีต่อท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ
น้ำเน่าส่งกลิ่น 'มท.4' สั่ง 'อจน.' ฉีดพ่นจุลินทรีย์บำบัด
มท.4 “วรศิษฎ์” ลุยน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า สั่งการ องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) “ฉีดพ่นจุลินทรีย์บำบัดน้ำเน่าเสีย-ดับกลิ่นรบกวน ควบคู่เร่งสูบระบายน้ำ” พร้อมแจ้งประชาชนหากพบน้ำเริ่มส่งกลิ่น สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้เข้าฉีดพ่นได้ทันที

