
กสม. เผย สตช. แก้ไขระเบียบคัดแยกทะเบียนประวัติอาชญากรเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา ผู้พ้นโทษและเยาวชนตามข้อเสนอแนะ กสม. แล้ว
16 มิ.ย.2566 - นางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบเรื่องร้องเรียนกรณีการจัดเก็บทะเบียนประวัติอาชญากรและการเปิดเผยประวัติที่ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน เช่น กระทบต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพ กรณีหน่วยงานปฏิเสธไม่รับเข้าทำงานหรือกรณีนายจ้างนำประวัติอาชญากรของผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีอาญาในขณะที่ยังเป็นเยาวชนมาประกอบการพิจารณารับเข้าทำงาน ปัญหาฐานข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากรไม่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาบุคคลผู้ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการล้างมลทินแล้วแต่ยังคงมีชื่ออยู่ในทะเบียนประวัติอาชญากร กสม. จึงได้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ให้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบ สตช. ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยเสนอให้แยกประเภทบัญชีเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทที่ 1 บัญชีประวัติผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งคดีอยู่ระหว่างพิจารณา และประเภทที่ 2 บัญชีบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและให้สอดคล้องตามหลักสันนิษฐานว่าบุคคลทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of innocence) ทั้งยังมีข้อเสนอให้ สตช. บันทึกข้อมูลการล้างมลทินไว้ในทะเบียนประวัติอาชญากรเป็นการเพิ่มเติมด้วย
ภายหลังจาก กสม. มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบ สตช. ดังกล่าว กองทะเบียนประวัติอาชญากร สตช. ได้จัดทำ "โครงการลบล้างประวัติ ล้างความผิด คืนชีวิตให้ประชาชน” เพื่อติดตาม กำชับเกี่ยวกับการแจ้งผลการดำเนินคดีถึงที่สุด การคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือและรายการประวัติหรือบัญชีประวัติออกจากสารบบ โดยผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 – มีนาคม 2566 สามารถลบประวัติอาชญากรของผู้ที่พ้นโทษได้กว่า 2.6 ล้านรายการ หรือร้อยละ 20.15 ของทะเบียนประวัติอาชญากรที่จัดเก็บไว้ทั้งหมดประมาณ 16 ล้านรายการ
ล่าสุด สตช. ได้มีหนังสือลงวันที่ 6 มิถุนายน 2566 แจ้งมายัง กสม. ว่า ขณะนี้ได้แก้ไขปรับปรุงระเบียบ สตช. ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 32 การพิมพ์ลายนิ้วมือ พ.ศ. 2566 เสร็จแล้ว โดยระเบียบฉบับใหม่ลงวันที่ 27 เมษายน 2566 มีผลบังคับใช้ 30 วัน นับแต่วันประกาศเป็นต้นไป ซึ่งหลักการของการปรับปรุงแก้ไขเป็นไปตามข้อเสนอแนะของ กสม. เพื่อให้การจัดเก็บทะเบียนประวัติสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน โดย สตช. ได้ปรับปรุงเนื้อหาเรื่องการคัดแยกและถอนประวัติการกระทำความผิดอาญา และการกำหนดทะเบียนในการจัดเก็บประวัติในฐานข้อมูลของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ โดยแบ่งออกเป็น 3 ทะเบียน สรุปได้ดังนี้
(1) ทะเบียนประวัติผู้ต้องหา หมายความถึง บัญชีข้อมูลของบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดที่เป็นคดีอาญา แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล หรือฟ้องต่อศาลแล้วแต่คดียังไม่ถึงที่สุด โดยห้ามมิให้เปิดเผยทะเบียนประวัติผู้ต้องหา ไม่ว่าจะได้รับความยินยอมจากผู้ต้องหาหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เพื่อประโยชน์ภายใน สตช. ในภารกิจคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน เพื่อใช้ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สืบสวน สอบสวน การรักษาความปลอดภัยของทางราชการ และการพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม และในกรณีที่มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหน่วยงานใดต้องการประวัติผู้ต้องหา เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ประโยชน์สาธารณะ หรือประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน ให้เป็นอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการทะเบียนประวัติผู้ต้องหา ทะเบียนประวัติอาชญากรและทะเบียนประวัติผู้กระทำความผิดที่มิใช่อาชญากร
(2) ทะเบียนประวัติอาชญากร หมายความถึง บัญชีข้อมูลของบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญา โดยต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ยกเว้นเป็นผู้กระทำความผิดโดยประมาทเป็นทะเบียนที่เปิดเผยได้
(3) ทะเบียนประวัติผู้กระทำความผิดที่มิใช่อาชญากร หมายความถึง บัญชีข้อมูลของบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิดในคดีอาญาโดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแต่รอการลงโทษไว้ หรือรอการกำหนดโทษ หรือลงโทษกักขัง หรือลงโทษปรับสถานเดียว รวมถึงเป็นผู้กระทำความผิดโดยประมาท โดยไม่ให้เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่จะเป็นการให้ข้อมูลกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชน ในกรณีของการกระทำความผิดซ้ำจากการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ หรือกรณีอื่นตามที่กฎหมายกำหนด โดยให้เป็นดุลยพินิจของผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ
นอกจากนี้ ระเบียบฉบับนี้ยังกำหนดให้มีการคัดแยกและถอนประวัติให้กับบุคคลที่มีประวัติจัดเก็บไว้ที่กองทะเบียนประวัติอาชญากรตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของบุคคลในคดีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องหรือคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง บุคคลที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังว่าการกระทำนั้น ๆ ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ผู้ได้รับการนิรโทษกรรม ผู้ได้รับการอภัยโทษหรือได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้างมลทินเมื่อพ้นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับการอภัยโทษหรือมีกฎหมายล้างมลทิน ผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดในคดีอาญาและไม่ได้กระทำความผิดซ้ำอีกเมื่อพ้นระยะเวลา 20 ปี ผู้กระทำความผิดเป็นเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรา 84 แห่งพระราชบัญญัติศาล เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของบุคคลที่ไม่ได้นำตัวมาดำเนินคดีจนขาดอายุความ เป็นต้น
ด้วยหลักเกณฑ์ข้างต้นตามระเบียบฯ ฉบับใหม่ของ สตช. จะส่งผลให้สามารถคัดแยกทะเบียนประวัติบุคคลที่เป็นผู้ต้องหา (ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด) ออกจากทะเบียนประวัติอาชญากรได้ เป็นจำนวนถึง 13 ล้านรายการ
กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากข้อเสนอต่อ สตช. แล้ว ที่ผ่านมา กสม. ยังมีข้อเสนอให้กระทรวงยุติธรรมเร่งรัดการพิจารณาเสนอร่างพระราชบัญญัติประวัติอาชญากรรม พ.ศ. .... เพื่อเป็นกฎหมายกลางในการกำหนดรูปแบบศูนย์กลางข้อมูลทะเบียนประวัติอาชญากร โดยเพิ่มหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการไม่เปิดเผยประวัติผู้ได้รับประโยชน์จากการล้างมลทิน การลบประวัติอาชญากรออกหากเจ้าของประวัติไม่ได้กระทำผิดซ้ำหลังจากพ้นโทษ 5 ปี ซึ่งขณะนี้ กระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างการดำเนินการ
“ที่ผ่านมา กสม. ได้รับทราบปัญหาของผู้พ้นโทษจำนวนมากที่ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ดังเดิม โดยเฉพาะการขาดโอกาสหรือพบอุปสรรคในการเข้าทำงานในองค์กรต่าง ๆ เนื่องจากยังมีประวัติอาชญากรติดตัวอยู่และผู้อื่นสามารถล่วงรู้ได้ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้พวกเขาต้องหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำหรือประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต กสม. จึงขอขอบคุณ สตช. ที่ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ กสม. แก้ไขปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการจัดเก็บประวัติอาชญากรโดยการคัดแยกและทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้พ้นโทษและเยาวชนที่เคยกระทำผิดให้ได้กลับมามีโอกาสที่ดีในชีวิตอีกครั้ง” นางสาวปิติกาญจน์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐจริงจังกวาดล้างนอมินีในพื้นที่ ‘ภูเก็ต กระบี่ พังงา’ ยึดคืนที่ดินมูลค่ากว่าพันล้าน
รัฐบาลกวาดล้างนอมินีในพื้นที่ “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่าพันล้านบาท เร่งขยายผล
ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง 'อัยการสั่งไม่ฟ้อง' อดีตผู้สมัคร สส.พรรคส้ม คดียาเสพติด-ฟอกเงิน
พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายข่าวจากพรรคประขาชนระบุ อัยการสั่งไม่ฟ้อง นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด–บางกอกน้อย) ของพรรคประชาชนในคดียาเสพติดและฟอกเงิน ว่า
โมเดลไทยผงาด! ระบบ 'SHIELD' สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์
โมเดลไทยผงาดเวทีโลก สำนักงานตำรวจแห่งชาติโชว์ความสำเร็จ 'IAC Warroom' ดันระบบ 'SHIELD' สกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์
เตรียมหนาว! ตร.เปิดศูนย์ปราบเล่นพนันบอลโลกแล้ว
ตร.ตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามทายผลฟุตบอลโลก 2026 นำเทคโนโลยีวิเคราะห์เครือข่ายผู้กระทำความผิด รุก 3 ตัด 'ตัดเว็บ ตัดการเงิน ตัดวงจร' หาก จนท.เกี่ยวข้องฟันวินัย-อาญาเด็ดขาด
ผบ.ตร.สั่งคุมเข้มปราบเว็บพนันบอลโลก
ผบ.ตร.สั่งเข้ม ปราบเว็บพนัน ตำรวจรุกหนักปิดกั้นแล้ว 7.1 แสน URLs พร้อมใช้ AI ดักจับ สกัดเว็บพนันบอล โฆษก ตร.เปิดข้อมูล ศปอส.ตร.ครึ่งปี 69 พบ Gen Z กว่า 4 ล้านคน เข้าสู่ในวงจรพนันออนไลน์ เตือนอินฟลูฯหยุดปัก หยุดแปะ หยุดปั่น
ก.ตร. ถอนวาระแต่งตั้ง นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ คดีชั้น 14 ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.
ก.ตร.ถอนวาระแต่งตั้งนายพลนอกวาระ “พล.ต.ต.ทวีศิลป์” นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ชวดขึ้นเป็น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ชี้อีก 1 เดือนเข้าสู่การแต่งตั้งประจำปี “ผบ.ตร.”บริหารารชการ ผู้ช่วย ผบ.ตร.มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นแต่งตั้งนอกวาระ ถอนการแต่งตั้งออกไป ยันไร้แรงกดดัน ไม่เกี่ยวโยงกับคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

