
12 ธ.ค.2566 – เมื่อเวลา 16.45 น. วันที่ 11 ธันวาคม 2566 พ.ต.อ.อดิเรก ทองแกมแก้ว ผกก.บางแก้ว รับแจ้งเหตุ ชายใช้อาวุธปืนยิงใส่คนงานก่อสร้างที่กำลังสร้างสระว่ายน้ำกลางหมู่บ้านดังแห่งหนึ่ง ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ กองกำกับการสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดสมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเดินทางไปตรวจสอบ
ที่เกิดเหตุอยู่ภายในหมู่บ้านดังกล่าว พบนายศุภกิจ สงวนดีกุล อายุ 56 ปี ยืนถือปืน โวยวายอยู่หน้าบ้านของตัวเอง เจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมกั้นพื้นที่ในหมู่บ้านเอาไว้ห่างจากบ้านประมาณ 200 เมตร จากการตรวจสอบไม่พบมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่พยายามเข้าเจรจา แต่ทางชายดังกล่าวยังไม่มีทีท่าสงบ ก่อนที่จะเข้าไปหลบภายในบ้านพักของตัวเอง
จากการตรวจสอบทราบว่าชายดังกล่าวเป็นนายแพทย์อยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และเคยไปปฏิบัติหน้าที่ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้รับเหมาก่อสร้าง เล่าว่า ตนเองได้มารับเหมาก่อสร้างปรับปรุงสระว่ายน้ำภายในโครงการดังกล่าว ตอนที่ชายบุคคลดังกล่าว จะเดินออกมายิงปืนใส่กลุ่มพวกตน 3 นัด ก่อนบอกว่าเสียงดังรำคาญการก่อสร้าง ซึ่งพวกตนก็กระโดดหลบหนี จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหลังจากนั้นก็แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาควบคุมสถานการณ์
จนเมื่อเวลา 18.15 น. การเจรจายังไม่เป็นผล เจ้าตัวยังคงกบดานเงียบในบ้านพัก เจ้าหน้าที่ยังคงปิดล้อมในพื้นที่ ซึ่งผู้สื่อข่าวก็ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ
ต่อมาเมื่อเวลา 19.30 น. พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง พร้อมสั่งระดมกำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ กองกำกับการสืบจังหวัดสมุทรปราการ หรือหน่วยสวาท ฉลามขาว พร้อมด้วย โล่กันกระสุน หน่วยแม่นปืนพร้อมกับอาวุธครบมือ เสริมกำลังเข้าพื้นที่ปิดล้อม พร้อมทั้งประสานรถพยาบาลและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าสแตนบายประจำจุดหากเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยก่อนหน้านี้ช่วงค่ำที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพากันกรูเข้าปิดล้อมทุกด้านอีกครั้ง หลังจากที่ชายดังกล่าว โวยวายเสียงดังอยู่ในบ้าน หลังจากที่พบข่าวตนเองออกทางสื่อออนไลน์ ทำให้เจ้าตัวไม่พอใจ จนตำรวจต้องกันสื่อมวลชนและขอความร่วมมือสื่อมวลชนในระวังการนำเสนอข่าว
พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ขณะนี้สั่งการให้ตำรวจแจ้งต่อประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ใกล้กับบ้านที่เกิดเหตุ ขอความร่วมมือให้ออกมายังจุดปลอดภัยก่อน ส่วนตัวชายดังกล่าวยังคงอยู่ในบ้าน และยังไม่ได้ทำร้ายใคร ตนเองได้กำชับตำรวจและให้เฝ้าระวังเหตุไว้ เพื่อรอการประสานคุณหมอหรือญาติคนสนิทให้มาช่วยเจรจา โดยจะไม่มีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด เนื่องจากชายดังกล่าวไม่ได้ทำร้ายร่างกายใคร ขณะนี้ห่วงเรื่องความเครียดของชายดังกล่าวและแรงกดดันเนื่องจากมีการติดตามข่าวจากสื่อมวลชน
ต่อมาเมื่อเวลา 20.10 น. พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) เดินทางมาติดตามความคืบหน้าด้วยตัวเอง เน้นย้ำเป็นการเฝ้าสังเกตการณ์ เนื่องจากชายดังกล่าวเป็นผู้ป่วย จึงไม่อยากให้เครียด ไม่มีการใช้กระสุนจริง เบื้องต้นพบว่า นายแพทย์ทหารนายนี้ เป็นผู้ป่วยจิตเวชของสถาบันแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ ปี 2556 ซึ่งมีอาการป่วยมากว่า 10 ปี แต่ขาดการรักษา
นิติของหมู่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน เผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการไม่พอใจการก่อสร้างสระว่ายน้ำส่วนกลาง แต่เขามีอาการทางจิตเวชอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าวันนี้เป็นการฉาบปูนเท่านั้น จึงไม่มีเสียงดัง เบื้องต้นทราบว่าช่วงก่อนเกิดเหตุเขามีปัญหากับลูกสาว ซึ่งในบ้านหลังนี้อยู่กันเพียง 2 คน
ต่อมาเมื่อเวลา 21.08 น. พลตรี ธํารงโรจน์ เต็มอุดม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเพื่อนผู้ก่อเหตุ ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ และร่วมประชุมกับ พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเจรจาชายดังกล่าวอีกทาง
ต่อมาเมื่อเวลา 21.10 น. ชายดังกล่าวโวยวายขึ้นมาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่จึงระดมกำลังตั้งแถวพร้อมปืนและโล่ เข้ากระชับพื้นที่อีกครั้ง ชายดังกล่าวน่าจะเครียดเนื่องจากมีสื่อมวลชนจำนวนมากมาทำข่าว ชายดังกล่าวน่าจะติดตามผ่านทางสื่อ จึงออกมาโวยวาย
จนกระทั่งเมื่อเวลา 21.30 น. ซึ่งผ่านมากว่า 6 ชั่วโมง ชายดังกล่าวได้เดินลากกระเป๋า สวมหมวก เดินออกมาโวยวายกลางซอยอยู่ประมาณ 5 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปพูดคุยและตรวจอาวุธ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้พกปืนออกมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพาตัวเข้าไปพบกับ พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) ซึ่งอยู่ในสโมสรของส่วนกลางหมู่บ้าน
หลังจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้พา ชายดังกล่าว เข้าไปที่บ้านพักเพื่อตรวจค้น พบเพียงปืนเด็กเล่น (ปืนแก๊ป) และปืนอัดลม คาดว่าเป็นความเข้าใจผิดของแรงงานก่อสร้างที่คิดว่าเป็นปืนจริง ก่อนส่งตัว ชายดังกล่าว ขึ้นรถโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อไปทำการรักษา
พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีอาการทางจิต และมีประวัติการรักษา ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ เพื่อไม่ให้เหตุลุกลามบานปลาย ขณะเดียวกันก็ได้มีการประสานผู้บังคับบัญชาของผู้ก่อเหตุ และประสานไปยังตัวผู้ก่อเหตุ เมื่อผู้ก่อเหตุคลายอารมณ์ความเครียดลงไปก็เข้ามาพูดคุยและให้ความร่วมมือ และเข้ามามอบตัว จากนั้นจึงได้เข้าไปตรวจสอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน ที่พักอาศัยอยู่ที่นี่ โดยผู้ก่อเหตุได้พาไปทำการตรวจค้น ก็พบเป็น อาวุธปืนที่ใช้ยิง เป็นปืนแก๊ป ก็ตรงกับพยานที่บอกคือปืนสีบรอนซ์เงิน ซึ่งถือเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน และยังพบปืนอัดลมอีก 2กระบอก กรณีสิ่งเทียมอาวุธปืนเมื่อมีไว้ในความครอบครอง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด กรณีที่จำหน่ายเท่านั้นที่ถือว่าเป็นความผิด
ส่วนผู้ก่อเหตุก็เป็นการกระทำความผิดในเรื่องของกระทำให้ผู้อื่นเกิดความตกใจเกิดความกลัวโดยการขู่เข็ญ และผู้ก่อเหตุเป็นผู้ป่วยทางจิต กระทำการเสี่ยงจะทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น ก็สามารถดำเนินการได้ตาม พรบ.สุขภาพจิตมาตรา 22 กรณีที่ส่งเข้าสู่กระบวนการรักษา ตอนนี้ผู้บังคับบัญชาของผู้ก่อเหตุก็นำตัวไปส่งยังสถาบันกัลยาราชนครินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ผู้ก่อเหตุทำการรักษาตัวอยู่ที่นี่ ขณะนี้กำลังเดินทางไปยังสถาบันดังกล่าว ซึ่งป่วยมานาน 10 ปีแล้ว.



ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับคาจานข้าว! ล่อลวงเด็กสาววัย 15 แอบอัดคลิปข่มขู่
ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก สารวัตร กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (สว.กก.2 บก.ป.) ร.ต.ท.วิเชียร ใจทา รอง สว.(ป.) กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายธเนศ อายุ 34 ปี
สลด! รถตู้พุ่งชนสาวเมียนมาข้ามทางม้าลาย ดับ 1 เจ็บ 1
ร.ต.ท.ธนวัฒน์ เจริญสุข รองสว.(สอบสวน) สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุ รถตู้ชนคนข้ามถนน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ หน้าบริษัทแสตนดาร์ดแคน จำกัด ถนนเทพารักษ์ กม.14
ฮ.ตก เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันรอดหวุดหวิด
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดเล็ก ราคาไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เครื่องยนต์ขัดข้องร่วงตกกลางป่าหญ้า ไฟลุกท่วมเครื่อง เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันหนีตายหวุดหวิด บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
6 แรงงานเมียนมา รุมกระทืบคนไทย แค่ต่อว่าเคาะห้องผิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกัน หอพักแห่งหนึ่งภายในซอยเทพารักษ์ 90 ตำบลเทพารักษ์
สงกรานต์พระประแดงเดือด! โจ๋เมายิงสามีดับ เมียเจ็บ
พ.ต.อ.อภิชาติ ทองแพ ผกก.สภ.พระประแดง รับรายงานมีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธปืน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'
20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

