
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์เปิดสถิติ 7 วันล่าสุด คนไทยโดนโกงมากกว่า 400 ล้าน เผยหญิงวัยทำงานตกเป็นเหยื่ออันดับ 1
9 มี.ค.2569-ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 1-7 มี.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,682 คดี มูลค่าความเสียหาย 433,859,437 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 22-28 ก.พ.69 จำนวน 312 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายลดลง 25,868,806 บาท ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจำนวนคดีพุ่งสูงขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายรวมลดลง 5.6%
หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าฯ มีจำนวนมากถึง 5,244 คดี ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเป็นภัยใกล้ตัวที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันโดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกทำงาน และอันดับ 3. เป็นการแอบอ้างบุคคล เช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยครั้งนี้การหลอกให้ลงทุน กลับมาขึ้นอันดับ 1 แทนที่การข่มขู่ทางโทรศัพท์ ส่วนความเสียหายจากการหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 114.3 ล้านบาท เป็น 146.6 ล้านบาท ขณะที่อันดับ 2. คือการหลอกทำงาน ความเสียหายกว่า 114.8 ล้านบาท แต่ที่น่าสนใจคือ อันดับ 3. กลายเป็นเรื่องของการหลอกขายสินค้าฯ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยติดอันดับ 1 ใน 3 ด้านมูลค่าความเสียหายมาก่อนเลย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชายเหมือนสัปดาห์ที่แล้ว และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 31-40 ปี ที่มักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยจำนวนผู้เสียหายสูงสุด อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อยู่ในกลุ่มอายุ 31-40 ปี อันดับ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ คือกลุ่มอายุ 41-50 ปี และอันดับ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล คือกลุ่มอายุ 31-40 ปี
ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 9 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จำนวน 24 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2,889,300 บาท และสามารถจับกุมได้ 8 คดี
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่
เคสที่1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วัดพระยาไกร เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 46 ปี หลังถูกมิจฉาชีพซึ่งใช้บัญชีแอปพลิเคชันไลน์ชื่อ “Phim” ชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม http://www.cilistbon.com โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 13,837,000 บาท ซึ่งทันทีที่รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อชี้แจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้วิธีหลอกล่อให้โอนเงินเข้าสู่ระบบที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมทั้งแนะนำรวบรวมพยานหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายและอายัดช่องทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป
เคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หลักสอง เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 78 ปี หลังตรวจพบความผิดปกติในการทำธุรกรรมโอนเงินไปต่างประเทศ โดยพบว่าผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์ข่มขู่จนเกิดความหวาดกลัว และหลงเชื่อไปถอนเงินสดจากธนาคาร มูลค่าสูงถึง 2 ล้านบาท เพื่อนำมาฝากเคาน์เตอร์อีกธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบลงพื้นที่และชี้แจงให้ทราบว่ากำลังถูกหลอก พร้อมให้หยุดการทำธุรกรรมทันที ก่อนแนะนำให้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เคสที่3 เป็นผลงานของตำรวจภูธรภาค 4 ที่ทลายแก๊งอั้งยี่รับจ้างถอนเงิน “บัญชีม้า” โดยรวบคาห้างดังกาฬสินธุ์ พร้อมเงินสด 3 แสนบาท คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 4 สืบสวนเชิงลึกแกะรอยจากความผิดปกติของสถิติการทำธุรกรรม หลังพบความเคลื่อนไหวการฝาก-ถอนเงินที่มีจำนวนถี่ จนผิดปกติในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นำไปสู่การขยายผลจนพบพฤติการณ์กลุ่มบุคคลนอกพื้นที่เข้ามาว่าจ้างชาวบ้านให้เปิดบัญชีม้า ก่อนเดินสายตระเวนถอนเงินสดตามเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้เอทีเอ็มอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย และล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนนำกำลังเข้าชาร์จจับกุมตัวผู้ต้องหา 4 ราย ขณะนำรถยนต์ส่วนตัวตระเวนถอนเงินสดที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ยึดของกลางเงินสด 300,000 บาท พร้อมแจ้งข้อหาหนัก “อั้งยี่” ฐานร่วมกันปกปิดวิธีการดำเนินการเพื่อมุ่งหมายกระทำการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ก่อนส่งตัวดำเนินคดีและเตรียมเดินหน้าขยายผลจับกุมตัวผู้สั่งการและผู้ร่วมขบวนการที่เหลือตามกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'บิ๊กต่าย' ตั้งกก.ฟันวินัยร้ายแรง '3 หมอชั้น 14' สรุปพฤติกรรมชัดเอื้อ 'ทักษิณ'
'ผบ.ตร.' ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 3 หมอ รพ.ตำรวจ 'โสภณ-ทวีศิลป์-ชนะ' ปมเอื้อ 'ทักษิณ' นอนวีไอพีชั้น 14 มอบหมาย 'พล.ต.อ.อิทธิพล' นั่งประธาน เร่งสรุปโดยเร็ว
ปัตตานีระอุ! ยิง 'อดีตผู้ช่วยผญบ.' ดับคาบ้านพัก เมียสาหัส
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนลอบยิงนายรียะ อาแว อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5
ผบ.ตร. เผยปมตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ ถูกแฉเป็นลูกพี่ 'ป๋อง 5 ศพ' พบเกษียณอายุตั้งแต่ปี 57
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการตรวจสอบตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่เหยื่อซึ่งถูกนายป๋อง ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม 5 ศพ ข่มขืนและข่มขู่ออกมาระบุว่า นายป๋องเป็นเด็กเดินยาของตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่
ยะลาป่วน! จนท.เข้าปิดกั้นจุดเกิดเหตุ คนร้ายใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงถล่มหลังโรงพักลำใหม่
เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนสงครามก่อเหตุยิงบริเวณด้านหลังสถานีตำรวจภูธรลำใหม่ ตำบลลำใหม่ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
นราธิวาสเดือด! ตร.ถูกยิงเสียชีวิต 2 บาดเจ็บ 2 ขณะตรวจค้นยาเสพติดพื้นที่ อ.ตากใบ
เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกยิงเสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 2 นาย ขณะเข้าตรวจค้นเป้าหมายยาเสพติดในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส
อึ้ง! 'ประธานสภา อบต.' ค้ายาบ้า จับได้คาริมโขง 4 แสนเม็ด
กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี (กกล.ฯ) โดยหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 21 กองร้อยเฉพาะกิจทหารพรานที่ 2102 (ฉก.ทพ.21 ร้อย.ฉก.ทพ.2102) ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

