หลายฝ่ายเชื่อแล้งนี้ทหารพม่ารบ KNU หนักแน่ ชุมชนชายแดนสาละวินเตรียมรับมือ สร้างบังเกอร์ให้เด็กนักเรียนหลบภัย จี้ภาครัฐสร้างกลไกช่วยเหลือมนุษยธรรมผู้หนีภัย กสม.ลงพื้นที่พร้อมเสนอแนะเชิงนโยบาย-เผยทูตอียูสนใจ
18 พ.ย.2564 - ระหว่างวันที่ 17-19 พฤศจิกายน 2564 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ซึ่งประกอบด้วยนายสุชาติ เศรษฐมาลินี และนางปรีดา คงแป้น ได้ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อตรวจสอบเรื่องร้องเรียน โดยในวันแรกได้เดินทางไปยังบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย และบ้านท่าตาฝั่ง อ.แม่สะเรียง เพื่อรับทราบสถานการณ์ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีการสู้รบอย่างรุนแรงงานระหว่างทหารพม่าและทหารสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (Karen National Union: KNU) จนทำให้ชาวบ้านนับหมื่นคนต้องหนีตายมาอยู่ในป่าและริมแม่น้ำสาละวิน โดยมีชาวบ้านนับพันคนข้ามมาหลบภัยในฝั่งไทย ที่สำคัญคือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากฝั่งไทยไม่สามารถเข้าไปถึงกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบเหล่านี้ได้เพราะถูกปิดกั้นจากทหารไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างลงพื้นที่บ้านแม่สามแลบ นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้พาผู้หญิง 2 รายซึ่งเป็นอาสาสมัครในการนำข้าวของจำเป็นไปบริจาคให้กับชาวบ้านที่หนีภัยการสู้รบ โดยทั้งคู่ได้เล่าถึงความยากลำบากในการหลบหลีกเจ้าหน้าที่ทางการที่ตั้งจุดสกัดโดยต้องใช้เรือลอยไปตามลำน้ำสาละวินเพราะหากติดเครื่องยนต์เจ้าหน้าที่จะได้ยินเสียง บางครั้งต้องเดินขึ้นดอยเพื่อนำข้าวของไปส่งในเวลากลางคืน และต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะผู้ที่อพยพหนีภัยเข้ามามีทั้งทารก เด็ก คนแก่และผู้ป่วยซึ่งต่างไม่มีอาหาร
“ถ้าช่วยเหลือพวกเขาได้ เราก็อยากช่วยเพราะเป็นเหมือนพี่น้องกัน เด็กๆบางคนไม่เคยได้กินขนม พอพวกเราเอาไปให้เขาดีใจมาก บางครั้งเราต้องขนไปที่ละนิดในตอนเช้าๆเพราะไม่อยากให้เจ้าหน้าที่ผิดสังเกต” จิตอาสาคู่นี้ กล่าว
ขณะที่นายสันติพงษ์กล่าวว่า ในช่วงที่มีการอพยพมาอยู่ฝั่งไทยนั้น แม้มีความพยายามประสานไปยังจังหวัดและสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อสร้างกลไกในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในช่วงทางต่างๆ ทั้งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด และผ่านสภาการชาดไทย แต่สุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรและต้องกลับมาใช้อาสาสมัครที่เป็นชาวบ้านช่วยกันขนของบริจาคเข้าไป ทำให้อาหารถึงมือผู้ที่อพยพหนีภัยเข้ามา
“เราควรหาแนวทางในการจัดการกันใหม่ เพราะเชื่อว่าในช่วงแล้งนี้จะเกิดการสู้รบขึ้นอีก ควรมีการเตรียมพื้นที่ปลอดภัยไว้หลายๆจุด และให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปได้โดยสะดวก” นายสันติพงษ์ กล่าว
หลังจากนั้นคณะ กสม.ได้ล่องเรือเดินทางไปยังหมู่บ้านท่าตาฝั่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนจากการสู้รบเนื่องจากฝั่งตรงกันข้ามเป็นฐานทหารพม่าซึ่ง KNU ต้องการขับไล่ให้ออกจากพื้นที่จึงเกิดการปะทะกันหลายระลอกโดยกองทัพพม่าได้ใช้เครื่องบินรบทิ้งระเบิด ทำให้ชาวบ้านท่าตาฝั่งต้องอพยพหนีไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยคณะกสม.ได้รับฟังข้อมูลจากผู้บังคับกองร้อยทหารพราน ผู้ใหญ่บ้านและผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง
ทั้งนี้นายทรงศักดิ์ จอมแก้วเกล้า ผู้ใหญ่บ้านท่าตาฝั่ง เล่าให้คณะ กสม.ฟังว่า เมื่อมีการสู้รบรุนแรงทำให้มีชาวบ้านอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทยซึ่งรู้สึกเห็นใจเพราะเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่พอจะนำข้าวของไปช่วยเหลือก็ถูกสั่งห้าม จนกระทั่งมีลูกปืนใหญ่มาตกหลังหมู่บ้านซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของทหารพม่าหรือทหารกะเหรี่ยง แต่โชคดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ
นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ช่วงที่เกิดสถานการณ์ มีผู้อพยพจากฝั่งกะเหรี่ยงเข้ามาอยู่แถวหมู่บ้านกว่า 100 คนหรือ 22 ครอบครัว แต่อยู่ไม่กี่วันก็ต้องกลับไป การอยู่ในพื้นที่ชายแดนบางครั้งก็ทำใจลำบากเพราะการนำข้าวของไปบริจาคบางครั้งก็ยุ่งยากพอสมควร เรื่องที่ยุ่งยากที่สุดคือเรื่องการวางแผนช่วยเหลือ ผมเชื่อว่าช่วงหน้าแล้งนี้สถานการณ์การสู้รบจะเกิดขึ้นอีกแน่นอน ตอนนี้ทั้งทหารพม่าและทหารกะเหรี่ยงต่างเตรียมพร้อมกันเต็มที่
ขณะที่นนายสายัญ โพธิสุวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าตาฝั่ง กล่าวว่า ขณะนี้ที่โรงเรียนได้ทำบังเกอร์เพื่อให้เด็กๆ ได้หลบภัยหากเกิดสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยล่าสุดได้ทำการซ้อมหนีภัยกันอย่างจริงจังเพราะต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ จริงๆแล้วไม่อยากให้เด็กๆ ได้เห็นความรุนแรง แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยปัจุบันมีนักเรียนอยู่ 132 คน ซึ่งในจำนวนนี้ 30 คนเป็นเด็กตัวจี อนาคตอยากขยายจากชั้น ป.6 ให้ไปถึงระดับ ม.3 เพราะเด็กๆ จะได้ไม่ต้องเดินทางไปเรียนในเมือง
“มีเด็กที่หนีภัยอยู่รายหนึ่ง เขาต้องว่ายน้ำข้ามแม่น้ำสาละวินมาพร้อมแม่ เขากลัวมากและอยู่ในพื้นที่ต่อไปไม่ได้ ตามแนวชายแดนไม่ใช่มีแต่ปัญหาด้านความมั่นคง แต่ยังมีปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บด้วย แม่บางคนมีอาการน่าตกใจคืออุ้มลูกเล็กๆอยู่ พอได้ยินเสียงระเบิดเขาเผลอโยนลูกเลย โชคดีที่เด็กไม่เป็นอะไร” นายสายัญ กล่าว
ขณะที่นางปรีดากล่าวว่า ได้รับทราบสถานการณ์ชายแดนมากขึ้น เมื่อได้ลงพื้นที่ทำให้เห็นนึกภาพออก หากใครมีข้อเสนอหรือข้อติดขัดอะไรที่ต้องการให้เสนอแนะทางนโยบาย กสม.ก็ยินดีที่จะดำเนินการให้ เพราะเห็นถึงสถานการณ์ยากลำบากของประชาชนในแนวชายแดน
นายสุชาติกล่าวว่า เมื่อไม่กีวันก่อนทูตของสหภาพยุโรป หรืออียู 12 ประเทศได้เข้าพบหารือกับ กสม. โดยเรื่องหนึ่งที่เขาได้ให้ความสนในคือสอบถามเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามซึ่งเขาได้ถามว่าประเทศไทยดูแลคนเหล่านี้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากการสร้างบังเกอร์ไว้ในโรงเรียนท่าตาฝั่งแล้ว ขณะนี้ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้นำกระสอบทรายมาส่งให้ชาวบ้านได้ทำบังเกอร์ไว้อีกหลายจุดเพื่อเป็นจุดหลบภัยในยามคับขัน



ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผ่นดินไหวเขย่า 'เวียดนาม' ขนาด 3.8 'เมียนมา' 3.1
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 04:20 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเวียดนาม ขนาด 3.8 ลึก 10 กิโลเมตร
แผ่นดินไหวเขย่าเมียนมา ขนาด 4.0 ก่อนตามมาอีก 2 รอบ
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 04:20 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวประเทศเมียนมา ขนาด 4.0 ขนาด 4.0 ความลึก 10 กิโลเมตร
แผ่นดินไหวเขย่าเมียนมา ขนาด 3.2 ห่างจากแม่สะเรียง 176 กม.
เมื่อเวลา 07.03 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.2 ลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ประเทศเมียนมา ห่างจาก อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
เตือนเหนือตอนล่างยังอ่วม!
สถานการณ์อุทกภัย "ภาคเหนือ" น่าห่วง "ปภ." ส่งเซลล์บรอดคาสต์แจ้งเตือนหลายพื้นที่เฝ้าระวัง "น่าน-แม่ฮ่องสอน"
แผ่นดินไหวเขย่าเมียนมา ขนาด 2.6 ห่างแม่ฮ่องสอน 148 กม.
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 03:36 น. ตามเวลาประเทศไทย เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมา
แผ่นดินไหวเขย่า 'เชียงใหม่' ขนาด 2.2 ลึก 10 กม.
กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 02.13 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.2 ลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ที่ต.เวียงแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

