ดอยอินทนนท์ยังคึกคักนักท่องเที่ยวแห่ไปสัมผัสอากาศหนาว

ดอยอินทนนท์ยังคึกคัก​ไปด้วยนักท่องเที่ยวช่วงหยุดยาวต่อเนื่องปีใหม่หมอกหนาสวยงามแม้ไม่มีน้ำค้าง​แข็ง​แต่แสงแรกบนยอดดอยสูงสุด​นัก​ ทท.ร่วมหมื่นก็ปลื้ม​ หลาบอุทยาน​ฯก็คึกคัก​ด้วย

2​ ม.ค. 2565 บรรยากาศ​หยุดยาวปีใหม่ที่ยอดดอยอินทนนท์​ อ.จอมทอง​ จ.เชียงใหม่​ สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในฤดูหนาวยังเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวท่ามกลางมาตรการเฝ้าระวังโควิด-19​ เคร่งครัด​ วันนี้อากาศ​ปิดหมอกหนายามสายๆ ท้องฟ้าเปิดทะเลหมอกขาวๆตัดกับท้องฟ้าลอยอยู่เบื้องหน้าแถบจะเอื้อมไปจับได้ กระทบกับแสงพระอาทิตย์แรกสร้างความประทับใจ​แก่นักท่องเที่ยวต่างเก็บภาพสุดสวยกันอย่างมีความสุข

โดยเช้าวันหยุดต่อเนื่องปีใหม่ 2565 แม้เป็นวันที่ 2 มกราคมผ่านคืนเฉลิมฉลองปีใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเคาท์​ดาวน์​บนยอดดอยอินทนนท์​มากถึง​ 9,852 คน​ และวันที่​ 1​ ม.ค.ต่อเนื่องถึงเช้าวันนี้ยังหนาแน่น​ 8,580 คน​ ภายใต้การจำกัดเพื่อเว้นระยะห่าง​ เพราะอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นเป้าหมายสำคัญ​ของนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางขึ้นมาสัมผัสอากาศ ชมธรรมชาติบนยอดดอยสูงที่สุดขของประเทศไทย โดยเฉพาะการได้ชมแสงแรก และทะเลหมอก สีขาวลอยอยู่เบื้องหน้าเหมือนได้ยืนอยู่บนก้อนเมฆ แม้ไม่มีน้ำค้างแข็งเพราะอุณหภูมิ​ยอดหญ้าไม่เย็นจัด แม้นักท่องเที่ยวที่มาคาดหวังจะมารอพร้อมแสงแรก ณ จุดชมวิวกิ่วแม่ปาน กม. 42 ก็หนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยอุณหภูมิเช้าวันนี้ ยอดดอยอินทนนท์ และกิ่วแม่ปานวัดได้ 8 องศาเซลเซียสเท่ากัน หลายคนบอกเป็นเลขมงคลรับปีและที่ทำการอุทยานแห่งชาติกม. 31 ก็วัดได้ 13 องศาเซลเซียส สถิติของนักท่องเที่ยวสะสมจากเมื่อวานนี้ นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 8,377 คน ต่างชาติ 193 คน ยอดรวมจำนวน 8,580 คน ยานพาหนะ 2,934 คัน

นอกจากนักท่องเที่ยว​ได้สัมผัสอากาศ​หนาวท่ามกลางทะเลหมอกแล้วช่วงนี้ดอกซากุระเมืองไทย หรือ พญาเสือโคร่ง บนดอยอินทนนท์ก็เริ่มผลิบานเป็นสีชมพูให้ได้ชมแล้วประมาณ 30 % คาดว่ากลางเดือนไปจนถึงเดือนแห่งความรักจะผลิบานจนเต็ม100 % เต็ม​พื้นที่​ ซึ่งปีนี้มีมาตรการเฝ้าระวังป้องกัน​ Covid​ Free​ ​Setting​ บริการตรวจคัดกรองต่างๆและจำกัดการเข้าชมแต่ละจุดลดความแออัดเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ​ ทั้งนี้อุทยาน​แห่งชาติ​ในเชียงใหม่ยังมีกระจายจุดท่องเที่ยว​ที่น่าสนใจบนยอดดอยต่างๆเพื่อชมความสวยงามจุดหลักทั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ดอยอินทนนท์ พระตำหนักดอยผาตั้ง

ภายในพื้นที่ของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่8(ดอยผาตั้ง) ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่(ขุนวาง) ดอยอินทนนท์ อำเภอแม่วาง ขุนช่างเคี่ยน บนดอยสุเทพ-ปุย ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ 5.ดอยอ่างขาง อำเภอฝาง ดอยค้ำฟ้า ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว ดอยแม่ตะมาน หรือ สันป่าเกี๋ยะ อยู่ในหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ตะมาน ตำบลแม่นะ อำเภอเชียงดาว และ บางส่วนของตำบล กึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่​ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ หน่วยย่อยแม่จอนหลวง หรือ แม่จอนหลวง อยู่เส้นทางเดียวกับขุนวาง อยู่ห่างกันประมาณ 7 กิโลเมตร หน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ ในตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่เชื่อมกับตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน​ ห้วยน้ำดัง​ อุทยาน​แห่งชาติ​ศรีลานนา​ อุทยาน​แห่งชาติ​แม่ตะไคร้​ แม่กำปอง​ อ.แม่ออน​ เป็นต้น​ ซึ่งแต่ละพื้นที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวก็คึกคักเช่นเดียวกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กสิกรไทย'อวดกำไร Q1 แตะ 1.46 หมื่นล้าน

'กสิกรไทย'เปิดกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน โต 6.35% จากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัยและบริการ ชี้พิษตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดคาดทั้งปีโตเพียง 0.8–1.2%

สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'

20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.